แนวโน้มผู้สูงอายุเพิ่ม “เร่งออม” เพื่อวัยเกษียณ

โครงสร้างประชากรของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากอดีตที่เคยมีประชากรวัยเด็กมากกว่าร้อยละ 20 และมีประชากรวัยสูงอายุน้อยกว่าร้อยละ 10 แต่ปัจจุบันประชากรวัยเด็กลดลงและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 24.7 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 22.4 ในปี 2550 ขณะที่ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจากร้อยละ 9.4 ในปี 2543 เพิ่มเป็นร้อยละ 10.7 ในปี 2550

การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุแล้ว” เนื่องจากมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 10 นอกจากนี้ ยังมีอัตราเร่งสูงที่จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ในอนาคต เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงจากในอดีตครอบครัวไทยนิยมมีลูกหลายคน แต่ในปัจจุบันครอบครัวหนึ่งมีลูกเพียง 1-2 คน อัตราการเจริญพันธุ์รวมมีแนวโน้มลดลง โดยผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโสดสูงขึ้นจากร้อยละ 12 ในปี 2503 เป็นร้อยละ 33 ในปี 2543 ซึ่งนอกจากจะมีสาเหตุจากการศึกษาสูงขึ้น มีการทำงานนอกภาคเกษตรมากขึ้นแล้ว ยังมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการทำงานที่ผู้หญิงแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพการงานและความทัดเทียมทางสังคมมากขึ้นทำให้แต่งงานช้าลง นอกจากนี้ คนยังมีอายุยืนมากขึ้นจากการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลทำให้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมาก

ดังนั้น สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของไทยจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2560 จะมีประชากรวัยเด็กลดลงเหลือเพียงร้อยละ 19.7 ของประชากรทั้งประเทศ และมีประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.9 ขณะที่คนในวัยทำงานมีเพียงร้อยละ 65.4 ทำให้มีอัตราพึ่งพิงรวมสูงถึงร้อยละ 53 ซึ่งหมายความว่า ประชากรในวัยแรงงานที่มีอายุระหว่าง 15-59 ปีจำนวน 100 คน นอกจากต้องทำงานเลี้ยงตัวเองแล้วยังต้องรับภาระเลี้ยงดูคนในวัยพึ่งพิง คือ เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจำนวน 30 คน และคนแก่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปอีก 23 คน และหากอัตราการเจริญพันธุ์ยังลดลงต่อไป สัดส่วนของผู้สูงอายุและสัดส่วนการพึ่งพิงจะยิ่งเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ดังกล่าว ของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วหลายประเทศ และเป็นทิศทางเดียวกับโครงสร้างประชากรทั่วโลกที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วเช่นกัน

ในอีก 10 ปีข้างหน้าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 3 ล้านคน หากขาดระบบคุ้มครองด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุที่ดีย่อมเป็นปัญหาทางสังคมในอนาคต และนอกจากนี้ จากความเห็นของผู้สูงอายุนั้น หลักประกันด้านรายได้นับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อความมั่นคงของชีวิต รองลงมา คือ หลักประกันด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีหลักประกัน ทั้งสองด้าน ดังนี้

 หลักประกันด้านรายได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีหลักประกันด้านรายได้เมื่อสูงอายุที่มาจากระบบการออมในภาคบังคับของ 3 กองทุนหลัก คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนประกันสังคม และกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน นอกจากนี้ ยังมีการออมในภาคสมัครใจแบบสองฝ่าย (นายจ้างและลูกจ้าง) ผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นการออมของลูกจ้างประจำภาครัฐ พนักงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ และลูกจ้างเอกชน ดังนั้น เฉพาะผู้ที่เคยทำงานเป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ครูโรงเรียนเอกชน และลูกจ้างเอกชนนอกภาคเกษตรเท่านั้น ที่จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญเมื่อเกษียณอายุ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 14.1 ล้านคน หรือร้อยละ 38.7 จากผู้มีงานทั้งหมด 36.5 ล้านคน ในขณะที่ผู้ที่ทำงานอื่น ๆ ที่เหลือ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในภาคเกษตร และผู้ประกอบอาชีพอิสระอีกประมาณ 22.4 ล้านคน หรือร้อยละ 61.3 ของผู้มีงานทำทั้งประเทศ ยังไม่มีหลักประกันด้านรายได้ในวัยสูงอายุ โดยจะต้องสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ตนเองที่เป็นระบบการออมแบบสมัครใจ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการออมทรัพย์กับสถาบันการเงิน การออมผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และการทำบริษัทประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

 หลักประกันสุขภาพ ปัจจุบันมีอยู่หลายระบบจำแนกตามกลุ่มเป้าหมายที่ให้การคุ้มครอง ได้แก่ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการจะให้ความคุ้มครองแก่ข้าราชการ ข้าราชการบำนาญ และครอบครัว ระบบประกันสังคมให้ความคุ้มครองแรงงานนอกภาคเกษตรในภาคทางการ และสวัสดิการในอาชีพอื่น ๆ ส่วนแรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เหลือที่ไม่ได้รับสิทธิในสวัสดิการใด ๆ ก็จะได้รับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยรวมแล้ว คาดว่า ปัจจุบันมีประชากรไม่ต่ำกว่าร้อยละ 96.0 สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพจากสวัสดิการรักษาพยาบาลประเภทต่างๆ ซึ่งถือได้ว่าหลักประกันสุขภาพของคนไทยค่อนข้างครอบคลุมในด้านปริมาณที่เกือบทุกคนสามารถเข้าถึงสวัสดิการรักษาพยาบาลได้ แต่หากมองในเรื่องคุณภาพสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ได้รับในแต่ละประเภทยังมีความเหลื่อมล้ำทั้งในเรื่องความคุ้มครองและคุณภาพการรักษา อาจเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณรายจ่ายต่อหัว (ที่สถานพยาบาลได้รับ) ในแต่ละสิทธิแตกต่างกัน จึงทำให้คุณภาพของการรักษาพยาบาลในสิทธิหลัก ๆ มีมาตรฐานต่างกันไป ในขณะที่ค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลเอกชนอยู่ในระดับที่สูง ทำให้ประชาชนหันไปทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น

จากภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่วัยสูงอายุ และหลักประกันด้านสุขภาพและรายได้ของประเทศไทย ดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ
หลักประกันด้านสุขภาพของคนไทย แม้จะมีความครอบคลุมในด้านจำนวนประชากร แต่ส่วนใหญ่เป็นการดูแลในระดับพื้นฐาน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ในความเป็นจริงแล้วประชาชนจำต้องมีเงินออมของตนเองเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลดังกล่าว

หลักประกันด้านรายได้เมื่อสูงอายุของประเทศไทยยังไม่ครอบคลุม มีเพียงแรงงานในภาคทางการเท่านั้นที่มีหลักประกันด้านรายได้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่แรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบอาชีพอิสระยังขาดระบบหลักประกันชราภาพที่จัดการโดยภาครัฐในระบบการออมเงินเพื่อใช้ในยามชราภาพ หากทำให้ประชาชนสามารถที่จะพึ่งตนเองได้ในยามชราภาพก็ย่อมเป็นการลดภาระของภาครัฐและสังคมได้มาก

ในภาพรวมแล้วคนไทยยังขาดความพร้อมด้านการออมเพื่อวัยเกษียณ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอัตราการออมรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 35.6 ในปี 2538 เหลือร้อยละ 31.9 ในปี 2549 โดยสัดส่วนการออมภาคครัวเรือนก็ลดลงจากร้อยละ 11-12 เหลือเพียงร้อยละ 5.7 ของ GDP หรือคิดเป็นร้อยละ 14.0 ของรายได้ ซึ่งปัจจัยการออมที่สำคัญมาจากรายได้ แต่จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า รายได้ของครัวเรือนยังมีความไม่แน่นอนขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนค่าใช้จ่ายของครัวเรือนทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้มีรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายรวมต่อรายได้เพิ่มขึ้น และเหลือเงินสำหรับการเก็บออมและนำไปชำระหนี้ได้น้อย เห็นได้จากสัดส่วนการออมต่อรายได้ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี 2545-2549 จากแนวโน้มดังกล่าว อาจทำให้ครัวเรือนมีเงินออมไม่พอใช้ในยามสูงอายุ

แนวโน้มในอนาคตรัฐบาลจะมีเงินไม่เพียงพอมาอุดหนุนคนแก่และกองทุนประกันสังคม (กรณีชราภาพ) ก็จะประสบปัญหาด้านการเงิน เมื่อมีคนวัยทำงานเกษียณอายุและมารับเงินประกันชราภาพมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คนในวัยทำงานที่เป็นกำลังหลักในการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนมีจำนวนลดลง ซึ่งจากการศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย (ADB) ชี้ให้เห็นว่าเงินกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพที่เป็นแบบบำนาญจะมีจำนวนสูงสุด 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2566 (อีก 15 ปีข้างหน้า) และหลังจากนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเริ่มติดลบในปี 2586 (อีก 35 ปีข้างหน้า) เนื่องจากกองทุนมีการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพมากกว่าเงินสมทบที่กองทุนจะได้รับ

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า คนวัยทำงานในปัจจุบันซึ่งจะเข้าสู่วัยสูงอายุในอนาคตควรให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุทั้งในด้านสุขภาพ และด้านการเงิน โดยเฉพาะด้านการเงินควรมีการวางแผนเงินออม ประกันชีวิต และการลงทุนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีเงินพอใช้ในยามสูงอายุ ขณะเดียวกันภาครัฐก็มีบทบาทในการส่งเสริมให้การออมของระบบเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาเรื่องการออมเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ภาครัฐน่าจะมีบทบาทหลัก ดังนี้

1. สร้างความตระหนักให้เห็นความสำคัญของเงินออม และส่งเสริมให้ประชาชนออมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งหามาตรการในการจูงใจให้คนหันมาสนใจออมมากขึ้น เช่น มาตราการทางด้านภาษีด้วยการพิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ด้านภาษีให้สามารถนำเงินออมเพื่อการเกษียณอายุมาหักลดหย่อนการเสียภาษีเงินได้บุคคธรรมดา และได้รับยกเว้นภาษีรายได้จากการออมเข้ากองทุนที่มีวัตถุประสงค์การออมเพื่อการเกษียณอายุ หรือเป็นการออมในระยะยาวเพื่ออนาคต ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะมีการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น การนำเงินที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และนำเบี้ยประกันชีวิตมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ แต่ก็อาจจะขยายสิทธิประโยชน์ให้เพิ่มเติมให้มากขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจ

2. หามาตรการในการช่วยเหลือแรงงานกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองด้านรายได้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ อาทิ ขยายความคุ้มครองของประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานในภาคเกษตรหรืออาชีพอิสระต่าง ๆ ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคม ต้องเร่งศึกษาเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการขยายความคุ้มครองดังกล่าว

3. ส่งเสริมการออมภาคบังคับ ซึ่งอาจจะออกมาในหลายรูปแบบ ดังนี้
3.1 อาจจะออกมาในรูปแบบของการเก็บภาษีจากกลุ่มคนที่มีรายได้สูง เพื่อนำมาใช้เป็นสวัสดิการด้านหลักประกันสุขภาพ และหลักประกันด้านรายได้เมื่อสูงอายุให้กับกลุ่มคนที่ยังไม่มีหลักประกันหรือไม่สามารถสร้างหลักประกันได้ด้วยตนเอง และขาดโอกาสในการเข้าถึงหลักประกันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวคงจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบครอบถึงความเหมาะสมของอัตราภาษี รวมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชากรในกลุ่มรายได้ต่าง ๆ

3.2 ส่งเสริมการออมภาคบังคับผ่านการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อให้หลักประกันด้านรายได้มีความครอบคลุมและเข้มแข็งมากขึ้น โดยตามหลักการของกบช. คาดว่าจะคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศประมาณ 34.7 ล้านคน ในระยะเบื้องต้นจะครอบคลุมแรงงานในระบบประมาณ 13 ล้านคน (แรงงานภาคเอกชน รัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ) และจะขยายความครอบคลุมไปยังแรงงานนอกระบบการจ้างงาน ตามความพร้อมของแรงงาน ทั้งนี้ จะเก็บเงินสมทบจากลูกจ้างและนายจ้างเริ่มต้นฝ่ายละร้อยละ 3 ของค่าจ้างเข้ากบช. ขณะที่ผู้ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วสามารถที่จะโอนเงินสมทบฝ่ายละร้อยละ 3 ของค่าจ้างเข้ากบช.ได้เลย ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดภาระเพิ่มเติมต่อลูกจ้างและนายจ้าง อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติการดำเนินการอาจติดอุปสรรคเรื่องการจัดเก็บเงินและการทำฐานข้อมูลของแรงงาน

4. การพัฒนาตลาดทุนเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการออมและเป็นช่องทางที่กองทุนเงินออมเพื่อการชราภาพต่างๆ จะหาผลตอบแทนให้กับผู้ออมได้ ซึ่งมีการประเมินว่าการจ่ายเงินสมทบเข้ากบช.ในระยะเริ่มต้นจะทำให้ปริมาณการออมในประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 84,227 ล้านบาท (ขณะที่ในปัจจุบันเงินออมของกองทุนการออมเพื่อการชราภาพมีอยู่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) หลังจากนั้น หากกองทุนขยายขอบเขตการออมภาคบังคับไปยังกลุ่มอาชีพอิสระ พร้อมทั้งปรับเพิ่มวงเงินจ่ายสมทบขึ้นเป็นร้อยละ 6 ของเงินเดือน ซึ่งจะทำให้เงินออมในระบบภายใต้กบช.เพิ่มขึ้นปีละ 185,000 ล้านบาทหรือเท่ากับร้อยละ 2.5 ของ GDP ดังนั้น เพื่อรองรับเงินออมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังกล่าว ภาครัฐควรพัฒนาตลาดทุนให้มีความพร้อมมากขึ้น เช่น การขยายขนาดตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ เพิ่มความหลากหลายของตราสารทางการเงินและเครื่องมือการบริหารความเสี่ยง หรือตลาดเพื่อกระจายการลงทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันด้วยเงินออมจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นก็อาจสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องมายังธุรกิจหลากหลายประเภท โดยเฉพาะธุรกิจบริหารจัดการกองทุน (บลจ.) ที่อาจเข้าไปมีบทบาทในการช่วยบริหารเงินทุนต่าง ๆ และธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่ทำหน้าที่ซื้อขายหลักทรัพย์ตามคำสั่งของบลจ.อีกที

สรุปและข้อคิดเห็น
เนื่องจากโครงสร้างประชากรของไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเข้าสู่สังคมสูงอายุ ประกอบกับปัจจุบันขนาดครอบครัวเล็กลงมีเพียงพ่อแม่ลูกไม่มีปู่ย่าตายายรวมอยู่ด้วย ทำให้มีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุจะไม่ได้รับการดูแลจากบุตรหลาน และอาจเป็นภาระต้องพึ่งพิงสวัสดิการจากรัฐเพิ่มขึ้น เนื่องจากระบบการออมเพื่อการชราภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมถึงแรงงานในระบบการจ้างงานทั้งหมด และแรงงานที่มีการออมเพื่อการชราภาพส่วนใหญ่ประมาณ 8.7 ล้านคน มีเพียงหลักประกันขั้นพื้นฐานผ่านกองทุนประกันสังคม ซึ่งกำหนดผลประโยชน์ทดแทนไว้ตายตัวประมาณร้อยละ 13 ของเงินเดือน ๆ สุดท้าย ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอกับมาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณ และแรงงานที่เหลืออีกเกือบ 2 ใน 3 ของผู้มีงานทำยังไม่มีระบบการออมเพื่อการชราภาพใด ๆ เลย นอกจากนี้ การออมในภาคครัวเรือนยังมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างการออมและการลงทุนเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต และส่งผลกระทบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ขณะที่ภาคเศรษฐกิจไทยเองก็ยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อีกมาก ดังนั้น จึงทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มระดับการออมของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ที่จะผลักดันนโยบายเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการออมภายใต้เงื่อนไขของการใช้จ่ายแต่พอเพียง สนับสนุนให้มีการออมในระดับครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง เร่งหามาตรการในการช่วยเหลือกลุ่มแรงงานที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองด้านรายได้ด้วยการขยายขอบเขตความคุ้มครองจากกองทุนที่มีอยู่เดิม หรือผลักดันให้เกิดการออมในภาคบังคับด้วยการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาใหม่ในรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อสร้างระบบการออมเพื่อการชราภาพให้ครอบคลุมถึงแรงงานทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะช่วยให้คนมีเงินออมที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพได้หลังวัยเกษียณแล้ว ยังเป็นการเพิ่มเงินออมระยะยาวในประเทศ ทำให้สัดส่วนเงินออมต่อการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น และลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศลง นอกจากนี้ ยังเป็นการลดภาระงบประมาณของรัฐที่จะใช้ในการดูแลผู้สูงอายุที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

แม้การเพิ่มการออมภาคบังคับอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นแต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า การเพิ่มการออมในภาคบังคับจะมีประสิทธิผลได้ก็ต่อเมื่อคนต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นก่อน เพราะหากรายได้เท่าเดิมแต่จะให้ออมเพิ่มคงจะเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้ การจะทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นหมายความว่าเศรษฐกิจต้องขยายตัวและผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของแรงงานจะต้องเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจำเป็นต้องประคับประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องพร้อม ๆ ไปกับทยอยเพิ่มการออมของระบบควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญอีกประการก็คือ การเพิ่มการออมและการพัฒนาตลาดทุนเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้เงินออมดังกล่าวเกิดผลตอบแทนได้สูงสุด ทั้งนี้ ทางการควรจะเปิดกว้างในเรื่องช่องทางการลงทุน เช่น การลงทุนในตลาดทุนต่างประเทศหากมีผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนภายในประเทศสำหรับกองทุนเงินออมเพื่อการชราภาพภาคบังคับต่าง ๆ ทั้งที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่และที่มีอยู่เดิม โดยอาจจะขยายเพดานการลงทุนในต่างประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้การบริหารเงินกองทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งนี้ การเปิดช่องทางการลงทุนให้กว้างขึ้นดังกล่าวจะทำให้การลงทุนมีความหลากหลายและลดความเสี่ยงลงได้ ในขณะเดียวกันก็ทำให้มีทางเลือกของการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งในที่สุดแล้วจะย้อนกลับมาเป็นผลดีต่อผู้ออมที่จะมีเงินออมไว้ใช้ในยามสูงอายุ