จิ๋วแต่แจ๋ว…ไซส์ยอดนิยมรถยนต์ปีจอ

“รถมินิ” ตลาดรถยนต์ปีจอจะต้องถวิลหา ดูเหมือนว่า…ยิ่งเล็กเหมือนยิ่งแรง เทรนด์รถยุคใหม่ที่เจ้าของค่ายรถในไทยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอให้จับตา แฟชั่นรถไซส์เล็ก แม้จะมีราคาแพงเหยียบล้านบาทขึ้นไป แต่จะเป็นดีมานด์ใหม่ที่จะเข้ามาบุกตลาดรถยนต์ในปีหน้า

ยิ่งมองผ่าน “มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 22” (Motor Expo 2005) ที่จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ย่อมบ่งบอกถึง ทิศทางและกระแสตลาดรถยนต์ไทยในปี 2549 ได้ว่า จิ๋วแต่แจ๋ว ซึ่งจะมาแรงที่สุดในขวบปีหน้าฟ้าใหม่นี้

เทรนด์นี้ไม่ได้เป็นที่สิ่งคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่เป็นสิ่งที่ ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 22 เอง หรือแม้แต่ มร.ฮิโรชิ โทดะ ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังจากที่รถกระบะเป็นแชมเปี้ยนรถยนต์ขายดีประจำปี 2548 ไปแล้วนั้น

หากจะโฟกัสเทรนด์รถสไตล์ใหม่ ต้องยกให้ “รถยนต์ไซส์เล็ก” ถือ เป็นแนวรุกใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุด เห็นได้จากชัดจากแรงซื้อ แรงขายของบรรดาบูธรถยนต์ ส่วนใหญ่มุ่งความสนใจไปที่รถมินิคาร์ รถแนวสปอร์ตที่เน้นความคล่องตัว แต่ประหยัดน้ำมัน

เหตุผลสำคัญ กระแสจิ๋วแต่แจ๋วมาแรง นักวิเคราะห์พอสรุปได้ว่า เรื่องการประหยัดพลังงาน จะเป็นประเด็นสำคัญของการออกแบบรถรุ่นใหม่ในปีหน้า เหมือนกับว่า รถคันไหน รุ่นไหน มาใหม่ ต้องมีจุดขายเรื่องประหยัดน้ำมัน เป็นไฮไลต์

ผู้ผลิตรถยนต์ต่างก็ตอบรับกับกระแสราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มถีบตัวสูง จึงหันมาเล่นดีไซน์ขนาดเล็กลง ซีซีเล็กลง แต่ยังคงความหรูหรา ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากขึ้น

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ เคยวิเคราะห์ให้เห็นว่า รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปีหน้าจะมีการติดตั้งเทคโนโลยีประหยัดน้ำมันที่เรียกว่า “ไฮบริด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชิ้นสำคัญที่จะเป็นจุดเชื่อมระหว่างดีมานด์ของผู้ผลิต และผู้บริโภคในปีหน้า

ระบบไฮบริด เป็นเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ลูกผสมที่สามารถใช้ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริดขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ขณะที่เมืองไทยกำลังเป็น “ของใหม่” ที่ได้รับนิยมแน่ในปี 2549

นอกเหนือจากรถไซส์เล็กที่น่าจับตา “ระบบความปลอดภัย” เป็นจุดขายอีกวิธีหนึ่งที่จะมีการแข่งขันในปีหน้า ทั้งนี้ผู้ซื้อรถยนต์จะใส่ใจกับความปลอดภัยของตนเองมากขึ้น และต้องการรถยนต์ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยในการเดินทาง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ค่ายรถยนต์จะพยายามหันมามุ่งติดตั้งระบบความปลอดภัยไว้ในตัวรถยนต์มากขึ้น เห็นได้ชัดจากงานมหกรรมมอเตอร์เอ็กซ์โปที่ผ่านมานั้น รถหลายรุ่นพยายามอวดสรรพคุณถึงระบบป้องกันภัยกันอย่างคึกคัก

บางคนบอกว่า แฟชั่นรถก็เหมือนกับ “กางเกงยีนส์” บางปีต้องการทรงใหญ่ ขาบาน บางปีนิยมไซส์เล็กรัดรูป เพื่อความคล่องตัว อยู่ที่ความนิยม เพียงแต่รถยนต์มีปัจจัยเรื่อง พลังงานหรือน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งรถทรงเล็กมีระบบประหยัดน้ำมันมากเท่าใด แม้ราคาจะแพงแสนแพง เชื่อว่านาทีนี้คนไทยบางคนยอมควักกระเป๋าจ่าย หากคุ้มค่ากับการใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ

ตัวอย่างรถไซส์เล็กที่มีการเปิดตัว

* ซูบารุ รุ่น R1
จุดเด่น
– 3 ประตู ขนาดกะทัดรัดตัวถังยาว 3,285 มม. กว้าง 1,475 มม. และสูง 1,510 มม.

* ซูบารุ รุ่น R2
จุดเด่น
– 5 ประตู ตัวถังยาว 3,395 มม. กว้าง 1.475 มม. สูง 1.52 มม.R1 และ R2 เครื่องยนต์ขนาด 600 ซีซี อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 24 กม.ต่อ 1ลิตร ราคา 1.45 ล้านบาท

* ซีตรอง ซี 4 คูเป้ 1.6i
จุดเด่น
– ราคาประมาณ 1.82 ล้านบาท

* เปอโยต์ 1007
จุดเด่น
– รถเล็กรหัสใหม่ที่มีความยาวเพียง 3,731 มม. สูง 1,620 มม.

* บีคลาส เมอร์เซเดส-เบนซ์
จุดเด่น
– เน้นภาพลักษณ์ของความเป็นสปอร์ตบนความหรู รูปทรงเล็กกว่า เบนซ์ทั่วไปสนองความต้องการของลูกค้าวัยรุ่น

* มาสด้า MX-5
จุดเด่น
– ด้วยรูปทรงที่โดดเด่นการผสมผสานระหว่างการดีไซน์ในจินตนาการ “ม้ากับนักขี่” เป็นหนึ่งเดียว จึงให้ความคล่องตัว โฉบเฉี่ยว

Did you know?

ปี 2548 รถยนต์ที่เป็นแชมเปี้ยนขายดีที่สุดคือ “รถกระบะ” เนื่องจากรถกระบะเสียภาษีสรรพสามิตเพียง 3-20% เปรียบเทียบกับรถยนต์นั่งซึ่งเสียภาษีสรรพสามิตถึง 30-50%