Digital

Getty Images เตรียมยื่นล้มละลาย หลังหนี้ท่วม 6.8 หมื่นล้าน เจอ AI ซ้ำเติมธุรกิจ แถมดีลควบรวมล่ม

Getty Images บริษัทคลังภาพและภาพข่าวระดับโลก ประกาศแผนปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ โดยเตรียมเข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามกฎหมาย Chapter 11 ของสหรัฐฯ พร้อมเปลี่ยนกลับไปเป็นบริษัทเอกชน หลังเผชิญภาระหนี้สูงถึง 2.1 พันล้านดอลลาร์ การแข่งขันจาก AI สร้างภาพ และความล้มเหลวของแผนควบรวมกิจการกับ Shutterstock มูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์

GettyImages-2297417324.jpg

แผนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว Getty ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท และ Koch Equity Development ที่ตกลงร่วมลงทุนใหม่สูงสุด 533 ล้านดอลลาร์ (ราว 17,900 ล้านบาท) พร้อมกับการปรับเงื่อนไขหนี้ของเจ้าหนี้ เพื่อให้บริษัทสามารถลดภาระทางการเงินและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2026

จากคลังภาพระดับโลก สู่บริษัทที่ต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้

Getty Images เปิดเผยว่า บริษัทบรรลุข้อตกลงปรับโครงสร้างทางการเงินกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทางการเงินรายใหญ่แล้ว โดยแผนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านกระบวนการ Prepackaged Chapter 11 ซึ่งเป็นการเตรียมแผนฟื้นฟูและเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ก่อนยื่นเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ

ตามรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 Getty Images มีหนี้สินรวมประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 68,000 ล้านบาท) สะท้อนแรงกดดันทางการเงินที่บริษัทต้องรับมือในช่วงที่ธุรกิจภาพและคอนเทนต์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ บริษัทจะได้รับเงินลงทุนใหม่สูงสุด 533 ล้านดอลลาร์ (ราว 17,900 ล้านบาท) จากบริษัทในเครือของครอบครัว Getty และ Koch Equity Development ขณะที่เจ้าหนี้หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันตกลงยกเลิกหนี้จำนวน 270 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,000 ล้านบาท) ส่วนเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันจะปรับลดต้นทุนดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาชำระหนี้

นอกจากนี้ Koch Equity Development ยังเตรียมจัดหาเงินทุนสูงสุด 143 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,800 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและกระบวนการปรับโครงสร้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เมื่อแผนเสร็จสิ้น บริษัทในเครือของครอบครัว Getty และ Koch Equity Development จะเป็นเจ้าของ Getty Images ทั้งหมด และบริษัทจะเปลี่ยนกลับไปเป็นกิจการเอกชน

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ประกาศแผน บริษัทระบุว่ายังอยู่ในขั้นตอนเตรียมเข้าสู่กระบวนการ Chapter 11 โดยคาดว่าจะเริ่มยื่นคำร้องในอีกไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่การประกาศปิดกิจการหรือหยุดดำเนินงานทันที

Getty Images ระบุด้วยว่า การดำเนินงานจะยังเป็นไปตามปกติ พนักงาน ลูกค้า ผู้ผลิตและส่งมอบคอนเทนต์ ตลอดจนคู่ค้า จะไม่ได้รับผลกระทบจากแผนดังกล่าวตามที่บริษัทคาดการณ์ไว้ และผู้ขายสินค้าหรือบริการให้บริษัทจะยังได้รับชำระเงินตามปกติ

AI สร้างภาพได้ กลายเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจภาพสต็อก

ปัญหาของ Getty Images ไม่ได้มีเพียงหนี้สินจำนวนมาก แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดภาพถ่ายและคอนเทนต์ภาพ ซึ่ง AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

เดิมที Getty Images สร้างธุรกิจจากการรวบรวมภาพถ่าย ภาพข่าว ภาพบุคคล ภาพกีฬา และภาพประกอบจากช่างภาพมืออาชีพทั่วโลก ก่อนนำมาจำหน่ายสิทธิ์การใช้งานให้กับสื่อ บริษัทโฆษณา องค์กร และผู้ผลิตคอนเทนต์

โมเดลนี้ทำให้บริษัทมีคลังภาพจำนวนมหาศาล รวมถึงภาพเหตุการณ์สำคัญและบุคคลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ด้วยการใช้เครื่องมือสร้างภาพเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อเครื่องมือ Generative AI สามารถสร้างภาพจากคำสั่งข้อความได้ ผู้ใช้จำนวนหนึ่งจึงมีทางเลือกใหม่ในการผลิตภาพประกอบสำหรับงานโฆษณา คอนเทนต์ออนไลน์ และงานออกแบบ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อภาพสต็อกทุกครั้งเหมือนในอดีต

Axios รายงานว่า ธุรกิจภาพสต็อกแบบดั้งเดิมของ Getty Images กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตของภาพที่สร้างด้วย AI ขณะที่สื่อญี่ปุ่น ITmedia รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก The Hollywood Reporter ว่า Getty Images เปิดเผยต่อผู้ลงทุนถึงความต้องการใช้ภาพจาก iStock ที่ลดลง

iStock เป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของบริษัทที่ให้บริการภาพถ่ายและสื่อภาพสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องเผชิญการแข่งขันโดยตรงกับเครื่องมือสร้างภาพและทางเลือกใหม่ในการผลิตคอนเทนต์

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI ไม่ได้หมายความว่าความต้องการภาพถ่ายจริงจะหายไปทั้งหมด ภาพข่าว ภาพการแข่งขันกีฬา ภาพบุคคลสำคัญ และภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงยังมีคุณค่าในฐานะหลักฐานและบันทึกทางประวัติศาสตร์

รายงานของ ITmedia ซึ่งอ้างข้อมูลจาก The Hollywood Reporter ระบุว่า Getty Images ยังมองเห็นโอกาสเติบโตในธุรกิจภาพข่าวและคลังภาพ โดยมีการประเมินว่ารายได้จากธุรกิจบรรณาธิการหรือ Editorial Business อาจเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,400 ล้านบาท) ภายในปี 2029 จาก 369 ล้านดอลลาร์ (ราว 12,400 ล้านบาท) ในปี 2025

ตัวเลขปี 2029 เป็นประมาณการที่รายงานข่าวเปิดเผย ไม่ใช่ผลประกอบการที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าธุรกิจภาพข่าวจะชดเชยแรงกดดันจากธุรกิจภาพสต็อกได้ทั้งหมด

รายได้เกือบพันล้านดอลลาร์ แต่ทำไมหนี้ยังท่วม?

หากมองเผิน ๆ Getty Images ไม่ใช่ธุรกิจที่กำลังหมดความต้องการเสียทีเดียว เพราะบริษัทยังมีรายได้จากการขายสิทธิ์ใช้ภาพถ่าย ภาพข่าว และคอนเทนต์วิดีโอให้กับลูกค้าทั่วโลก แต่ปัญหาคือ รายได้ที่ทำได้ยังต้องนำไปแบกรับต้นทุนดำเนินงาน ดอกเบี้ย และภาระทางการเงินอื่น ๆ ที่สะสมอยู่

ในปี 2025 Getty Images มีรายได้รวม 981.3 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,900 ล้านบาท) หรือเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับขาดทุนสุทธิ 206.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 6,900 ล้านบาท) หลังจากปี 2024 ยังมีกำไรสุทธิ 39.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,320 ล้านบาท) ตัวเลขนี้สะท้อนว่าบริษัทมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจจริง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนรายได้นั้นให้กลายเป็นกำไรสุทธิได้ในปีที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญคือภาระดอกเบี้ยจากหนี้จำนวนมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 บริษัทมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 111.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,700 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 69.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,300 ล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 455.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 15,300 ล้านบาท) ลดลงเล็กน้อยจาก 459.0 ล้านดอลลาร์ (ราว 15,400 ล้านบาท) ในปีก่อนหน้า

กล่าวอีกอย่างคือ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 บริษัทมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของรายได้ทั้งหมด และยังต้องจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

สถานการณ์ยิ่งตึงตัวเมื่อพิจารณาเงินสดที่เหลืออยู่ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 Getty Images มีเงินสดเพียง 51.6 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,730 ล้านบาท) ขณะที่มีหนี้รวม 2.1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 70,000 ล้านบาท) หรือประมาณ 40 เท่าของเงินสดในมือ นอกจากนี้ กระแสเงินสดอิสระในไตรมาส 2 ยังติดลบ 122.6 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,100 ล้านบาท) ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงิน 110.9 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,700 ล้านบาท) ที่เกี่ยวข้องกับคดีความและดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง

นี่จึงเป็นปัญหาที่มากกว่าการมีหนี้สูงเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเงินสดลดลง บริษัทจะมีพื้นที่รองรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและชำระภาระต่าง ๆ น้อยลง แม้ธุรกิจยังมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ดีลควบรวม Shutterstock มูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์ที่ไม่เกิดขึ้น

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่เพิ่มแรงกดดันให้ Getty Images คือการยุติแผนควบรวมกิจการกับ Shutterstock ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดภาพสต็อก

ทั้งสองบริษัทประกาศข้อตกลงควบรวมกิจการในเดือนมกราคม 2025 โดยมีมูลค่าดีลประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์ (ราว 124,000 ล้านบาท) หากสำเร็จ การควบรวมจะทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นและรวมคลังภาพ ฐานลูกค้า และบริการด้านคอนเทนต์ภาพเข้าด้วยกัน

แต่แผนดังกล่าวเผชิญการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันของสหราชอาณาจักร หรือ Competition and Markets Authority (CMA)

ในเดือนพฤษภาคม 2026 CMA ระบุว่าดีลสามารถดำเนินต่อได้ภายใต้เงื่อนไขให้ Shutterstock ขายธุรกิจภาพข่าวและคอนเทนต์บรรณาธิการออกไป เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด

Getty Images ตัดสินใจไม่รับเงื่อนไขดังกล่าว โดยบอร์ดมีมติเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ว่าจะไม่เดินหน้า และแจ้งยกเลิกข้อตกลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026

ก่อนหน้านั้น Getty ได้ระดมหนี้เพิ่มในปี 2025 เพื่อเตรียมรองรับดีลนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เมื่อดีลล้ม บริษัทจึงต้องหาทางจัดการโครงสร้างเงินทุนและภาระหนี้ของตัวเอง

นอกจากนี้ Business Standard รายงานว่า Getty Images มีค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษาวิชาชีพและต้นทุนทางการเงินจากความพยายามควบรวมกิจการมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,350 ล้านบาท) ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยในการประชุมนักลงทุนเมื่อเดือนสิงหาคม

แม้ไม่อาจสรุปได้ว่าความล้มเหลวของดีลเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้บริษัทต้องปรับโครงสร้างหนี้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ Getty Images กำลังเผชิญปัญหาทางการเงินและการแข่งขันที่รุนแรงอยู่แล้ว

หุ้นร่วงเกือบ 99% ก่อนเตรียมกลับเป็นบริษัทเอกชน

ทั้งนี้ บริษัทกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นในปี 2022 ผ่านการควบรวมกับบริษัทเพื่อเข้าตลาดหุ้นที่เรียกว่า Special Purpose Acquisition Company (SPAC) ซึ่งในขณะนั้นทำให้กิจการมีมูลค่ากิจการประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 161,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ITmedia และ Business Standard รายงานว่า ราคาหุ้นของบริษัทลดลงเกือบ 99% นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ตลาดหุ้น ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเริ่มกระบวนการถอดหุ้นออกจากการจดทะเบียนในช่วงปลายเดือนกันยายน 2026

การปรับโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดการหนี้ แต่ยังเป็นการเปลี่ยนสถานะความเป็นเจ้าของบริษัทครั้งสำคัญ โดย Getty Images จะออกจากตลาดหุ้นและอยู่ภายใต้การถือครองของกลุ่มผู้ลงทุนหลัก หลังดำเนินการตามแผนฟื้นฟูเสร็จสิ้น

สำหรับบริษัท การเปลี่ยนกลับไปเป็นกิจการเอกชนอาจช่วยให้การปรับโครงสร้างและการตัดสินใจระยะยาวทำได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการซื้อขายหุ้นในตลาดทุกวัน แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการหนี้และปรับธุรกิจให้เข้ากับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

reuters / investing / business-standard