Digital

วิกฤตมือถือขึ้นราคา! ฉุดยอดส่งมอบทั่วโลกร่วง 20% ต่ำสุดในรอบ 14 ปี รุ่นราคาประหยัดเสี่ยงหายจากตลาด

ความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลก เมื่อผู้ผลิตต้องเผชิญทั้งต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นและปัญหาขาดแคลนอุปทาน ขณะที่ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายเงินซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แพงกว่าเดิม

POWER30TH-01_1.jpg

ข้อมูลประมาณการเบื้องต้นจาก Counterpoint Research ระบุว่า ยอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกในไตรมาส 3 ปี 2026 ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นระดับต่ำสุดของไตรมาส 3 ในรอบ 14 ปี หรือตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา โดยแรงกดดันสำคัญมาจากราคาชิปหน่วยความจำ DRAM และ NAND ที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนที่กระทบต่อการผลิตและการจัดส่งของผู้ผลิตหลายราย

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ของ IDC ซึ่งประเมินว่า ยอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกตลอดปี 2026 อาจลดลง 12.9% เหลือ 1,120 ล้านเครื่อง จาก 1,260 ล้านเครื่องในปี 2025 หากเป็นไปตามคาด จะถือเป็นการหดตัวรายปีที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

เมื่อ AI ต้องการหน่วยความจำมากขึ้น มือถือจึงผลิตแพงขึ้น

ต้นตอของปัญหามาจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องใช้ชิปหน่วยความจำจำนวนมาก ทำให้ตลาดหน่วยความจำเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานและราคาที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์หรือบริษัทเทคโนโลยี แต่ส่งต่อไปยังสมาร์ตโฟนผ่านต้นทุนชิ้นส่วน หรือ Bill of Materials (BOM) ที่สูงขึ้น เมื่อชิปหน่วยความจำเป็นองค์ประกอบสำคัญของโทรศัพท์ ผู้ผลิตจึงต้องเลือกระหว่างรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอง ปรับลดสเปกสินค้า หรือส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคา

หยาง หวัง นักวิเคราะห์หลักของ Counterpoint Research ระบุว่า ผลกระทบจากวิกฤตหน่วยความจำมีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2027 เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายไตรมาสกว่ากำลังการผลิตหน่วยความจำใหม่จะเพิ่มขึ้นและช่วยบรรเทาปัญหาได้

ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนบางรายเริ่มปรับขึ้นราคาแล้ว โดย Counterpoint พบว่าผู้ผลิต Android บางแบรนด์ขึ้นราคา 10-20% ในเดือนมกราคม 2026 ขณะที่คาร์ล เป่ย ซีอีโอของ Nothing เคยเตือนว่า ผู้ผลิตบางรายอาจต้องขึ้นราคามากกว่า 30% หรือไม่ก็ลดสเปกของอุปกรณ์ลง

นั่นหมายความว่า แนวคิดที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอย่างการได้สมาร์ตโฟนสเปกดีขึ้นในราคาที่ถูกลง อาจทำได้ยากกว่าเดิม โดยเฉพาะในตลาดระดับเริ่มต้นและระดับกลางที่มีอัตรากำไรไม่สูงนัก

นอกจากนี้ IDC ยังเคยประเมินว่า ราคาขายปลีกเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนจะเพิ่มขึ้น 14% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 523 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,500 บาท) ขณะที่ Counterpoint ระบุว่า ราคาขายสมาร์ตโฟนทั่วโลกปรับขึ้นไปแล้วประมาณ 20% ในปี 2026

มือถือราคาประหยัดเสี่ยงหายจากตลาด ขณะที่ผู้บริโภคใช้เครื่องเดิมนานขึ้น

กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ สมาร์ตโฟนราคาประหยัด เพราะมีพื้นที่ให้ผู้ผลิตดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้น้อยกว่า IDC เตือนว่าการผลิตสมาร์ตโฟนที่มีราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,000 บาท) อาจไม่คุ้มทุนอีกต่อไป ขณะที่ Counterpoint คาดว่ายอดส่งมอบในกลุ่มราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ (6,000 บาท) อาจลดลง 20%

หากต้นทุนชิ้นส่วนยังอยู่ในระดับสูง ผู้ผลิตอาจลดจำนวนรุ่นที่วางจำหน่าย เลื่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ปรับลดสเปก หรือถอนตัวจากตลาดบางระดับราคา โดยเฉพาะแบรนด์ที่แข่งขันด้วยความคุ้มค่าและมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์น้อยกว่าแบรนด์รายใหญ่

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็เริ่มปรับพฤติกรรมตามสถานการณ์ ชิลปี เจน นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint Research ระบุว่า ผู้บริโภคกำลังใช้งานสมาร์ตโฟนเครื่องเดิมนานกว่าที่คาดไว้ และหันมาพิจารณาอุปกรณ์มือสองหรือเครื่องรีเฟอร์บิชมากขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าเดิม

แนวโน้มนี้อาจเป็นโอกาสของตลาดสมาร์ตโฟนมือสองและเครื่องปรับสภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ผู้ผลิตขายเครื่องใหม่ได้ยากขึ้น เพราะผู้บริโภคไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะเปลี่ยนโทรศัพท์ หากเครื่องเดิมยังใช้งานได้ดีและรุ่นใหม่มีราคาแพงขึ้น

Samsung และ Apple ยังแข็งแกร่ง ตลาดพรีเมียมรับแรงกระแทกได้ดีกว่า

แม้ตลาดสมาร์ตโฟนโดยรวมจะหดตัว แต่ผลกระทบไม่ได้กระจายเท่ากันทุกแบรนด์ ข้อมูลเบื้องต้นของ Counterpoint ในไตรมาส 3 ปี 2026 ระบุว่า Samsung ครองส่วนแบ่งตลาด 23% ตามด้วย Apple ที่ 22% ขณะที่ Xiaomi มีส่วนแบ่ง 12% และ OPPO กับ vivo อยู่ที่ 9% และ 8% ตามลำดับ

Samsung ยังคงเป็นผู้นำตลาด แม้ยอดส่งมอบลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมและกระแสตอบรับช่วงแรกของ Galaxy Z Fold8 รวมถึงความสามารถในการจัดหาชิ้นส่วนที่ช่วยให้การส่งมอบสมาร์ตโฟนตระกูล Galaxy A ในตลาดเกิดใหม่ดำเนินต่อไปได้

ส่วน Apple มีส่วนแบ่งตลาด 22% ซึ่งสูงกว่า 20% เป็นครั้งแรกสำหรับไตรมาส 3 แม้ยอดส่งมอบลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ iPhone 18 Pro ได้รับการตอบรับช่วงเปิดตัวดีกว่ารุ่นก่อน โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย และ iPhone 17 ยังช่วยพยุงความต้องการได้ต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน Xiaomi, OPPO และ vivo ต่างเผชิญแรงกดดันมากกว่า โดยเฉพาะในตลาดราคาประหยัดและระดับกลางที่ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา Counterpoint ระบุว่า OPPO และ vivo มียอดส่งมอบลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Xiaomi ลดการพึ่งพาตลาดราคาต่ำและหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าที่สร้างกำไรได้มากกว่า

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า วิกฤตหน่วยความจำไม่ได้ทำให้ทุกแบรนด์อ่อนแอลงเท่ากัน ผู้ผลิตที่มีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน มีฐานลูกค้าระดับพรีเมียม และสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ มีแนวโน้มรับมือได้ดีกว่าผู้ผลิตที่พึ่งพายอดขายปริมาณมากในตลาดราคาต่ำ

วิกฤตนี้อาจเปลี่ยนโครงสร้างตลาดสมาร์ตโฟนในระยะยาว

ทั้ง IDC และ Counterpoint มองว่าผลกระทบจากการขาดแคลนหน่วยความจำอาจไม่ได้จบลงด้วยยอดส่งมอบที่ลดลงเพียงปีเดียว แต่มีโอกาสเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรม ผู้ผลิตอาจหันไปเน้นสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม ลดจำนวนรุ่นที่ไม่ทำกำไร และให้ความสำคัญกับการรักษาอัตรากำไรมากกว่าการเร่งเพิ่มยอดขาย

สำหรับผู้บริโภค ผลที่เห็นได้ชัดคือโทรศัพท์เครื่องใหม่อาจแพงขึ้น ขณะที่ตัวเลือกในตลาดราคาประหยัดมีแนวโน้มลดลง หากราคาชิปหน่วยความจำยังไม่คลี่คลาย ผู้บริโภคอาจต้องเลือกระหว่างจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อเครื่องใหม่ ยอมรับสเปกที่ลดลง หรือใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมต่อไปอีกระยะหนึ่ง

IDC คาดว่าราคาหน่วยความจำ RAM อาจเริ่มมีเสถียรภาพในช่วงกลางปี 2027 แต่การกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลยังขึ้นอยู่กับการเพิ่มกำลังการผลิตและสถานการณ์อุปทานในตลาด