ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ยอมรับว่า กำลังการผลิตเครื่องจักรของบริษัทในปี 2027 และ 2028 อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แม้จะมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องก็ตาม
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของ AI ไม่ได้สร้างความต้องการเฉพาะชิปประมวลผลจากบริษัทอย่าง Nvidia เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อุปทานที่อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่ผู้ผลิตหน่วยความจำไปจนถึงเครื่องจักรที่ใช้ในโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์
ASML เพิ่มกำลังผลิต 30% แต่ยังเสี่ยงไม่พอ
รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ASML กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ท่ามกลางคำสั่งซื้อเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI
ก่อนหน้านี้ บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องจักรในปี 2027 อีก 30% และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 30% ในปี 2028 แต่ความต้องการจากลูกค้าที่เร่งตัวขึ้นทำให้แผนดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ บริษัทจึงกำลังพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตให้มากกว่าเป้าหมายเดิม โดยเฉพาะในปี 2028 เป็นต้นไป
หนึ่งในเครื่องจักรสำคัญของ ASML คือระบบ EUV Lithography ซึ่งใช้แสงอัลตราไวโอเลตสุดขั้วในการสร้างลวดลายวงจรขนาดเล็กบนแผ่นเวเฟอร์ เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนสำคัญในการผลิตชิปขั้นสูงที่ใช้ในระบบประมวลผลและหน่วยความจำสำหรับ AI
เครื่องจักร EUV มีราคาประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วเหมือนการเพิ่มกำลังผลิตสินค้าทั่วไป เพราะต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง ชิ้นส่วนเฉพาะทาง และกระบวนการประกอบที่ซับซ้อน
ASML เคยตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเครื่องจักร EUV ให้ได้ประมาณ 110 เครื่องต่อปีภายในปี 2028 แต่ปัจจุบันกำลังพิจารณาเพิ่มจำนวนอีก ขณะที่โรงงานแห่งใหม่ในเมือง Eindhoven ประเทศเนเธอร์แลนด์ จะเริ่มรองรับกำลังการผลิตได้ในระยะแรกประมาณปี 2029 ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องหาวิธีเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงก่อนหน้านั้นด้วย
ลูกค้าเริ่มมองข้ามปี 2028 ไปถึงปี 2030
สิ่งที่ทำให้ ASML ต้องเร่งขยายกำลังการผลิต ไม่ได้มีเพียงความต้องการในระยะสั้น แต่ยังรวมถึงแผนลงทุนระยะยาวของผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่เริ่มเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
ลูกค้าของ ASML มีทั้ง TSMC ผู้ผลิตชิปให้ Nvidia และ Apple รวมถึง Samsung, Intel, SK Hynix และ Micron ซึ่งต่างมีแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการชิปและหน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับ AI
บริษัทระบุว่า ลูกค้าเริ่มส่งสัญญาณความต้องการเครื่องจักรสำหรับปี 2028 มากขึ้น และบางรายกำลังหารือเกี่ยวกับคำสั่งซื้อที่อาจยาวไปถึงปี 2029 หรือ 2030
อย่างไรก็ตาม ASML ยังไม่ได้เปิดรับคำสั่งซื้อสำหรับปี 2029 และ 2030 อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากต้องประเมินทั้งความพร้อมของลูกค้าและความสามารถของบริษัทในการส่งมอบเครื่องจักรในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงการรับคำสั่งซื้อมากเกินกว่าจะผลิตได้จริง
ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมเปลี่ยนจากคำถามว่า AI จะสร้างความต้องการชิปได้มากเพียงใด ไปสู่คำถามว่าผู้ผลิตจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันกับความต้องการดังกล่าวหรือไม่
ผลประกอบการโตแรง แต่ยังต้องแก้ปัญหาคอขวด
ความต้องการเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนอยู่ในผลประกอบการของ ASML เช่นกัน
ในไตรมาส 3 ปี 2026 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิประมาณ 11,700 ล้านยูโร และกำไรสุทธิประมาณ 4,960 ล้านยูโร พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายทั้งปีเป็น 44,000–45,000 ล้านยูโร จากกรอบคาดการณ์เดิมที่เริ่มต้นตั้งแต่ 43,000 ล้านยูโร
นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตเครื่องจักรใหม่ ASML ยังมีแผนลดระยะเวลาประกอบเครื่องจักร ปรับปรุงเครื่องจักรที่ติดตั้งอยู่ในโรงงานลูกค้าแล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และพัฒนาเครื่องจักรรุ่นใหม่ที่สามารถผลิตแผ่นเวเฟอร์ได้มากขึ้นในระยะเวลาเท่าเดิม
บริษัทยังเตรียมปรับขึ้นราคาเครื่องจักรตั้งแต่ปี 2027 โดยผลกระทบจากการขึ้นราคาจะเห็นชัดขึ้นในปี 2028
แต่การที่บริษัทมีคำสั่งซื้อจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงทั้งหมดจะหมดไป เพราะการลงทุน AI ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับผลตอบแทนที่บริษัทเทคโนโลยีจะได้รับจากเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านพลังงานก็อาจทำให้การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์บางโครงการล่าช้าหรือมีต้นทุนสูงกว่าที่คาด
ดังนั้น แม้ความต้องการเครื่องจักรในช่วงสองปีข้างหน้าจะมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แต่ตลาดยังต้องประเมินต่อไปว่าการลงทุนจะเติบโตได้ต่อเนื่องหลังปี 2028 หรือไม่
เมื่อ AI โตเร็วกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่เบื้องหลัง
กรณีของ ASML แสดงให้เห็นข้อจำกัดสำคัญของการขยายตัวของ AI เพราะการเพิ่มกำลังประมวลผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนหรือความต้องการจากลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยกำลังการผลิตของผู้ผลิตชิปและผู้จัดหาเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง
แม้บริษัทเทคโนโลยีจะพร้อมลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่ม แต่หากโรงงานผลิตชิปไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ทัน หรือเครื่องจักรที่จำเป็นต่อการผลิตมีจำนวนไม่เพียงพอ การเพิ่มกำลังประมวลผลก็อาจติดข้อจำกัดตามไปด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการที่สูงกว่ากำลังการผลิตอาจเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเครื่องจักรมีอำนาจต่อรองด้านราคาและได้รับประโยชน์จากคำสั่งซื้อระยะยาว แต่ก็ทำให้ต้องเร่งลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต โดยไม่สามารถรับประกันได้ว่าความต้องการในระยะยาวจะเป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังทั้งหมด
โจทย์ของ ASML จึงไม่ใช่เพียงการผลิตเครื่องจักรให้ได้มากขึ้น แต่คือการเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันกับการลงทุน AI ที่กำลังเร่งตัว โดยไม่ขยายกำลังผลิตมากเกินไปหากความต้องการชะลอตัวในอนาคต
และนี่คืออีกด้านของการแข่งขัน AI ที่มักถูกมองข้าม เพราะเบื้องหลังการสร้างโมเดล AI ที่ฉลาดขึ้น ยังมีอุตสาหกรรมการผลิตชิปและเครื่องจักรเฉพาะทางที่ต้องเติบโตให้ทันกันด้วย