Insight

อวสาน ‘ร้านอิซากายะ’ ในญี่ปุ่น? หลังมนุษย์เงินเดือนเลิกเข้า นทท.ไม่ซื้อ จนยอด ‘ล้มละลาย’ พุ่งทุบสถิติในรอบเกือบ 40 ปี

ดูเหมือนธุรกิจร้านอิซากายะในประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ และต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยผลการศึกษาล่าสุดพบว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นปีนี้เป็นต้นมา มีร้านอิซากายะจำนวนมากที่ต้องประกาศล้มละลายไปในอัตราที่รวดเร็วทุบสถิติ ในรอบเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

Osaka Japan res
Photo : Shutterstock

ข้อมูลล่าสุดจาก โตเกียว โชโกะ รีเสิร์ช (Tokyo Shoko Research) องค์กรวิจัยด้านการค้าและอุตสาหกรรมชั้นนำของญี่ปุ่น ระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายนปี 2026 มี ร้านอิซากายะ จำนวนถึง 88 แห่งที่ต้องประกาศล้มละลาย เนื่องจากมีภาระหนี้สินสินตั้งแต่ 10 ล้านเยนขึ้นไป ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นการพุ่งสูงขึ้นถึง 54.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ไ

ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นจำนวนที่สูงที่สุดเท่าที่ โตเกียว โชโกะ รีเสิร์ช เคยบันทึกไว้ในช่วงสี่เดือนแรกของปี นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 1989 โดยทุบสถิติสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ 59 แห่งในปี 2024 อย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมคนญี่ปุ่นถึงหันหลังให้ร้านอิซากายะ?

เมื่อนำปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ มารวมกัน โดยเฉพาะปัญหาสินค้าราคาแพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ประกอบกับค่านิยมยุคใหม่ที่พนักงานออฟฟิศสามารถ กลับบ้านได้ทันที ไม่ต้องถูกกดดันให้ไปนั่งดื่มสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน  ซึ่งการซื้อเครื่องดื่มเองที่บ้านก็  ถูกกว่าร้านอิซากายะครึ่งหนึ่ง 

พฤติกรรมเหล่านี้จึงกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์และมีความดึงดูดใจผู้บริโภคยุคนี้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เพราะวัฒนธรรม ทำนักท่องเที่ยวไม่เข้า "อิซากายะ"

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า แล้วกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาอย่างมหาศาลล่ะ จะช่วยพยุงธุรกิจนี้ได้ไหม? ในความเป็นจริง อาหารญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในเหตุผลอันดับต้น ๆ ที่ทำให้นักเดินทางจากทั่วโลกหลั่งไหลมาเยือน และด้วยค่าเงินเยนที่ยังคงอ่อนค่าอยู่อย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงยังคงรู้สึกว่าการออกไปตระเวนหาของกินนอกบ้านในญี่ปุ่นนั้นคุ้มค่าและราคาถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในประเทศบ้านเกิดของตนเอง 

แต่ถึงอย่างนั้น รายงานจาก โตเกียว โชโกะ รีเสิร์ช กลับชี้ให้เห็นว่า ร้านอิซากายะกลับไม่ได้อานิสงส์และไม่สามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากเท่ากับร้านอาหารประเภทอื่น ๆ

แม้ในรายงานจะไม่ได้ระบุทฤษฎีแน่ชัดว่าเพราะเหตุใด แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากรสนิยมของเหล่านักชิมต่างชาติ ที่มักจะปักหมุดมุ่งเน้นไปที่เมนูเฉพาะเจาะจงอย่างชัดเจน เช่น ราเมง ซูชิ หรือข้าวแกงกะหรี่ 

ขณะที่ร้านอิซากายะหลายแห่ง แม้จะมีอาหารที่รสชาติดีเยี่ยม แต่ด้วยความที่เมนูของร้านมีความหลากหลายและกว้างเกินไป จึงทำให้ร้านประเภทนี้ดึงความสนใจของนักท่องเที่ยวได้น้อยกว่าร้านอาหารเฉพาะทาง ที่เลือกสั่งเมนูได้ง่ายกว่า

นอกจากนี้ ขั้นตอนการสั่งอาหารในร้านอิซากายะยังค่อนข้างเข้าใจยาก ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับชาวต่างชาติ เพราะหน้าร้านไม่มีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติให้กดซื้อคูปองอาหารได้ทันที และสำหรับมือใหม่แล้ว มันเป็นเรื่องยากมากที่จะกะปริมาณว่าต้องสั่งอาหารกี่จานถึงจะอิ่มกำลังดี ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเรื่องของธรรมเนียม โอโตชิ (Otoshi) หรืออาหารเรียกน้ำย่อยถ้วยเล็ก ๆ ที่ทางร้านจะนำมาเสิร์ฟให้โดยที่ลูกค้าไม่ได้สั่ง แต่จำเป็นต้องจ่ายเงินค่านั้น โดยไม่มีการแจ้งราคาให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งวัฒนธรรมการกินแบบนี้อาจกลายเป็นการสร้างความตกใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยนั่นเอง