Insight

เจาะเทรนด์นักช้อป "แบรนด์เนม" รุ่นใหม่ : พร้อมซื้อ "ออนไลน์" ยี่ห้อไม่ต้องดังแต่ต้องโดน

ถ้าใครได้ชมรายการเรียลลิตี้โชว์ Bling Empire น่าจะได้เห็นตอนหนึ่งที่ผู้ร่วมรายการ "เคน ลิม" ทายาทเศรษฐีวัย 31 ปี พูดถึงการช้อปแก้เครียดของเขา นั่นคือการคลิกเข้าเว็บไซต์เครื่องเพชร Cartier และซื้อทุกอย่างที่อยากได้ นั่นน่าจะเป็นภาพสะท้อนเล็กๆ ว่านักช้อป "แบรนด์เนม" รุ่นใหม่คิดเห็…

นักช้อปแบรนด์เนม2
ถ้าใครได้ชมรายการเรียลลิตี้โชว์ Bling Empire น่าจะได้เห็นตอนหนึ่งที่ผู้ร่วมรายการ "เคน ลิม" ทายาทเศรษฐีวัย 31 ปี พูดถึงการช้อปแก้เครียดของเขา นั่นคือการคลิกเข้าเว็บไซต์เครื่องเพชร Cartier และซื้อทุกอย่างที่อยากได้ นั่นน่าจะเป็นภาพสะท้อนเล็กๆ ว่านักช้อป "แบรนด์เนม" รุ่นใหม่คิดเห็นอย่างไรกับการซื้อสินค้าสุดหรูบนโลกออนไลน์

ย้อนไปสัก 5 ปีที่แล้ว การที่ลูกค้าคนหนึ่งจะยอมจ่ายเงินหลักแสนเพื่อซื้อกระเป๋าหรูในแอปฯ ขายของออนไลน์ ดูเป็นความคิดที่ 'ไม่น่าจะแมส' เพราะการซื้อสินค้าหรูนั้นไม่ใช่แค่การซื้อตัวสินค้า แต่เป็นการรับประสบการณ์การบริการภายในช็อปที่ตกแต่งอย่างงดงาม มีพนักงานเสิร์ฟเครื่องดื่มระหว่างเลือกสินค้า และคอยแนะนำสินค้าคอลเลกชันใหม่ซึ่งสิ่งเหล่านี้โลกออนไลน์ในวันนั้นยังมอบให้ไม่ได้

แต่หลังจากนั้นเทคโนโลยี การออกแบบประสบการณ์ และความคุ้นชินกับโลกดิจิทัลของผู้บริโภค ก็ทำให้ผู้ซื้อแบรนด์เนมเริ่มยอมรับได้กับการซื้อสินค้าออนไลน์ จนเครือยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH เริ่มเปิดเว็บไซต์ซื้อออนไลน์เมื่อปี 2017 ขณะที่ Tmall ในเครือ Alibaba เริ่มมีฟังก์ชัน Tmall Luxury Pavilion ในปีเดียวกันเพื่อเป็นมาร์เก็ตเพลซเฉพาะของกลุ่มแบรนด์หรู

กรณีศึกษาจาก Tmall

การสร้างมาร์เก็ตเพลซของกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมด้วยชื่อเดียวกับกลุ่มสินค้าทั่วไปของ Tmall เป็นประเด็นน่าสนใจ เพราะถึงผู้บริโภครุ่นใหม่จะเปิดใจกับการซื้อแบรนด์เนมออนไลน์มากขึ้น แต่ความรู้สึกหรูหราก็ยังต้องคงอยู่ ดังนั้น Tmall Luxury Pavilion จึงมีระบบเหล่านี้เพื่อสร้าง "กำแพงออนไลน์" สร้างความแตกต่างให้แบรนด์มีระดับ

เรื่องแรก คือ การแยกฟีเจอร์ Tmall Luxury Pavilion ออกมาต่างหาก ไม่ได้นำแบรนด์เนมขึ้นระบบขายปะปนไปกับสินค้า Tmall ปกติ หน้าตาการแสดงผลออกแบบให้ดูมีระดับเหมาะสมกับราคาสินค้า

Tmall-Luxury-Pavilion

Tmall Luxury Pavilion เปิดตัวเมื่อปี 2017

เรื่องที่สอง คือ การคัดเลือกผู้ขายขึ้นบนแพลตฟอร์ม จากปกติผู้ขายใน Tmall สามารถส่งเรื่องขอเปิดร้านได้เอง แต่สำหรับกลุ่มลักชัวรี ทางแพลตฟอร์มจะเป็นผู้ส่งเทียบเชิญให้มาเปิดร้านเท่านั้น เพื่อคัดแต่แบรนด์ที่อยู่ในระดับเดียวกันเข้ามา

ปัจจุบันฟีเจอร์ Luxury Pavilion จึงมีอยู่ประมาณ 200 กว่าแบรนด์ รวมทุกประเภทสินค้า เช่น Coach, Balmain, Salvatore Ferragamo, Burberry, Hugo Boss, De Beers, Bang & Olufsen กระทั่งรถยนต์ Maserati ก็อยู่บนแอปฯ นี้ด้วย

เรื่องสุดท้าย คือ การแยกระดับผู้บริโภค โดยใช้อัลกอริธึมระบุตัวผู้ซื้อที่เป็นนักช้อปแบรนด์เนมจะมี "ไอคอน" ของฟีเจอร์ Luxury Pavillion ให้คลิกได้โดยตรงบนแอปฯ Tmall แต่ถ้าไม่ใช่นักช้อปกระเป๋าหนักก็จะต้องพิมพ์ค้นหาช็อปแบรนด์นั้นๆ เอง

prada luxury

Photo : Shutterstock

เม่ย เฉิน หัวหน้ากลุ่มสินค้าลักชัวรีและแฟชั่นของ Alibaba ประจำอังกฤษ, สเปน, โปรตุเกส และยุโรปเหนือ อธิบายว่า การสร้างไอคอนพิเศษให้เฉพาะกลุ่มนี้ ก็เหมือนกับหน้าร้านแบรนด์เนมที่เปิดประตูต้อนรับทุกคนให้เข้าไปชมสินค้าได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับบริการพิเศษ หรือได้รับเชิญให้เข้าอีเวนต์ของแบรนด์

ไอคอนนี้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ "อำนาจการซื้อ" ที่ผู้บริโภคกลุ่มลักชัวรีได้รับ และจะมีแต่ผู้บริโภคเหล่านี้ที่ได้รับเชิญเข้าอีเวนต์ออนไลน์ต่างๆ ของแบรนด์หรูเช่นเดียวกับการจัดอีเวนต์ออฟไลน์

ด้วยวิธีออกแบบเพื่อสร้างสรรค์ความมีระดับบนโลกออนไลน์ ทำให้ประสบการณ์ซื้อแบรนด์เนมออนไลน์ไม่ใช่เรื่องที่แห้งแล้ง ไม่มีชีวิตชีวาอีกต่อไป

ทำความรู้จักกลุ่ม HENRYs กุญแจของตลาดหรูยุคนี้

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การซื้อแบรนด์เนมออนไลน์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ คือกลุ่มผู้ซื้อที่ "เด็กลง" บริษัทวิจัย Bain's รายงานข้อมูลปี 2018 ว่ากลุ่มผู้ซื้อเจนวายและเจนซีรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 47% ของผู้ซื้อสินค้าลักชัวรีทั้งหมด แน่นอนว่ากลุ่มนี้จะต้องขยายใหญ่ขึ้นจนเกินกว่าครึ่งหนึ่งในอนาคต และเป็นคนวัยนี้เองที่ยอมรับการช้อปออนไลน์

Shopping

HENRYs กลุ่มคนรุ่นใหม่รายได้สูง เป้าหมายที่น่าจับตาของแบรนด์เนม

รายงานของ Deloitte ในปี 2019 ยังมีคำเรียกของกลุ่มผู้ซื้อแบรนด์เนมกลุ่มใหม่เหล่านี้ด้วยว่าเป็น กลุ่ม HENRYs ซึ่งหมายถึง High Earners, Not Rich Yet หรือก็คือ "คนที่มีรายได้สูงแต่ยังไม่รวย"

เกณฑ์วัดความเป็น HENRYs คือมีรายได้เฉลี่ย 100,000-250,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 3.1-7.7 ล้านบาทต่อปี) และมีสินทรัพย์ลงทุนสะสมยังไม่เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 30 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม นี่คือกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะเป็นเศรษฐีได้ในอนาคต

Deloitte ยังระบุด้วยว่า พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้คือความเป็นคนยุคเทคโนโลยี ได้รับอิทธิพลสูงมากจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ การตัดสินใจซื้อขึ้นอยู่กับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้เป็นโจทย์ของบรรดาแบรนด์เนมที่จะต้องสื่อสารและเข้าถึงด้วยวิธีที่แตกต่าง แต่มองในมุมบวกคือถ้าแบรนด์ไหนสามารถมัดใจกลุ่ม HENRYs ให้เป็นแฟนพันธุ์แท้วันนี้ ก็จะมีโอกาสการขายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในวันข้างหน้า

แบรนด์ไม่ต้องดังแต่ต้อง "โดนใจ"

กลุ่ม HENRYs เหล่านี้ยังทำให้นิยามของคำว่า "ลักชัวรี" เปลี่ยนไปด้วย โดย Mindshare มีการสำรวจผู้บริโภคอเมริกัน 2,000 คนพบว่า 50% ของผู้บริโภคอยากจะช้อปแบรนด์ลักชัวรีที่ "เป็นที่รู้จักน้อยกว่า" เพราะมักจะดู 'คูล' กว่าในกลุ่มสังคม

Linjer

Linjer หนึ่งในแบรนด์พรีเมียมมาแรงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ เปิดขายบนออนไลน์เป็นหลัก จำหน่ายกระเป๋า นาฬิกา เครื่องประดับ

ดังนั้น กลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินซื้อแบรนด์พรีเมียมที่ราคาถูกกว่าแบรนด์ลักชัวรีดั้งเดิม แต่ยังเน้นเรื่องคุณภาพสูง และออกแบบเป็นตัวของตัวเอง ทำให้แบรนด์ลักชัวรีหน้าใหม่อย่าง Everlane, Gilt หรือ Linjer ได้รับความนิยมสูง โดยพวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่ว่าไม่มีกำลังทรัพย์เอื้อมถึงแบรนด์หรูดั้งเดิม แต่เป็นสไตล์ความนิยมแบบใหม่มากกว่า

ไม่เฉพาะผู้บริโภคอเมริกัน เฉินจาก Alibaba กล่าวว่า ลูกค้าชาวจีนเองก็เริ่มมีระดับมากขึ้นในการเลือกสินค้า โดยเฉพาะคนเจนซี พวกเขาต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเองผ่านเสื้อผ้าที่สวมใส่ ดังนั้นแบรนด์ที่เป็น "นิชมาร์เก็ต" จึงได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยช่วงนี้แบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องสำอางจากสแกนดิเนเวียกำลังเป็นที่นิยมในประเทศจีน

อนาคตของตลาดลักชัวรีจึงมีโอกาสให้แบรนด์ใหม่แจ้งเกิดได้มากขึ้น ด้วยเทรนด์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เปิดใจกว้างทั้งกับแบรนด์ใหม่ และช่องทางการขายแบบออนไลน์ ขอเพียงเข้าใจรสนิยมพวกเขาได้เท่านั้น

Source: Luxury Conversation, Scalefast