ผลสำรวจ Mercer RISE™ Survey 2026 จาก 173 องค์กรในไทย สะท้อนให้เห็นว่า แม้ 97.7% ขององค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ด้วยปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยยืนเข้าใกล้ 80 ปี ทำให้หลังเกษียณคนต้องใช้เงินต่ออีก 20-30 ปี
คำถามสำคัญคือ เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่สะสมอยู่ทุกวันนี้ เพียงพอรองรับชีวิตที่ยาวนานขึ้นได้หรือไม่?
เนื่องจากหลายองค์กรมีรูปแบบในการออกแบบแผน ระดับเงินสมทบ นโยบายการลงทุนและการกำกับดูแลบริษัทจัดการกองทุนที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพชีวิตหลังเกษียณของพนักงานในระยะยาว
ปล่อยพนักงาน ‘เลือกแผนลงทุนเอง’ ทั้งที่ขาดความรู้ด้านการเงิน โดยพบว่า 50% ขององค์กรไทย ไม่มีแนวทางการลงทุนเริ่มต้น (Default Investment Strategy) ให้พนักงาน และมีเพียง 3% เท่านั้น ที่ใช้ระบบ Lifecycle หรือ Target-Date Fund แผนลงทุนที่ปรับความเสี่ยงอัตโนมัติตามอายุของผู้จำนงเกษียณ
ผลกระทบ คือ พนักงานส่วนใหญ่ต้องสุ่มเลือกแผนลงทุนเอง ซึ่งมักเลือกแบบเพลย์เซฟเกินไปจนเงินโตไม่ทันเงินเฟ้อ หรือเสี่ยงเกินไปจนขาดทุนใกล้เกษียณ
ขาดการกำกับดูแลและประเมินผล
มีเพียง 37% ขององค์กร ที่ ‘ประเมิน’ ประสิทธิภาพของบริษัทจัดการกองทุน ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา และ 1 ใน 5 หรือเกือบ 20% ขององค์กร ‘ไม่เคย’ ประเมินผลเลย ทำให้ผลตอบแทนที่ได้จึงอาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
แม้ 3 ใน 4 ขององค์กรจะมีสวัสดิการระยะยาวเพิ่มเติมให้พนักงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด แต่สวัสดิการเหล่านั้นกลับไม่ได้เชื่อมโยงกับแผนเกษียณหลักโดยตรง ทำให้ภาพรวมของการออมเงินไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ในอดีตการที่องค์กรมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือว่ามีสวัสดิการที่ดีแล้ว แต่ในยุคสังคมสูงวัยโจทย์เรื่องนี้ได้เปลี่ยนไป โดยองค์กรต้องหันมาใส่ใจ ‘คุณภาพของแผนเกษียณ’ เพื่อช่วยให้พนักงานอยู่รอดได้จริงในระยะยาว
เพราะการเกษียณที่มั่นคง ไม่ได้วัดที่การมี ‘เงินเก็บ' แต่วัดที่เงินที่มีจะ ‘พอใช้’ ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตหรือไม่'