ภาพของ "เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล" และ "ตั๊ก บงกช" ที่พาลูกชายวัย 13 ปี ไปเยือน PKU หรือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) พร้อมประกาศแผนโรดแมป 5 ปีเพื่อปูทางเข้าสู่รั้วสถาบันแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ข่าวสีสันในแวดวงคนดัง แต่นี่คือสัญญาณสะท้อนปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของกระแสอำนาจโลก ที่แม้แต่เจ้าสัวก็ยังเริ่มเบนเข็มจากการส่งทายาทเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำในชาติตะวันตก มาสู่อาณาจักรการศึกษาเบอร์ต้นของแผ่นดินมังกร
ทำไมมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งในยุคราชวงศ์ชิงตอนปลาย จึงกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของมหาเศรษฐี? คำตอบหนีไม่พ้นความเก่งกาจของศิษย์เก่า ทั้งอิทธิพลเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่ส่งให้มหาวิทยาลัยปักกิ่งมีภาพสถานศึกษาซึ่งเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางทางวิชาการ เศรษฐกิจ และการเมืองของจีน หนุนนำให้ประเทศก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกยุคดิจิทัล
จากมหาวิทยาลัยจักรพรรดิ สู่ Top โลก
มหาวิทยาลัยปักกิ่ง หรือที่คนจีนเรียกสั้นๆ ว่า เป่ยต้า (Beida) นั้นไม่ได้เพิ่งมาโด่งดัง แต่มีจุดยืนที่เหนือกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไปในจีนมาตั้งแต่ต้น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2441 (ค.ศ. 1898) ในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ภายใต้ชื่อ "มหาวิทยาลัยจักรวรรดิปักกิ่ง" (Imperial University of Peking) โดยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติที่ครอบคลุมสาขาวิชาแห่งแรกของจีน

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ PKU กลายเป็นตำนาน คือบทบาทในช่วงทศวรรษ 1910-1920 ภายใต้การนำของอธิการบดี ไช่ หยวนเผย (Cai Yuanpei) มหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการวัฒนธรรมใหม่ และขบวนการ 4 พฤษภาคม (May Fourth Movement) ในปี 1919 ที่นักศึกษาและปัญญาชนลุกฮือต่อต้านการถูกบีบคั้นจากต่างชาติและเรียกร้องความทันสมัย
ศิษย์เก่าและบุคลากร PKU จึงเป็นอุดมไปด้วยกลุ่มคนที่ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เช่น เฉิน ตู๋ซิ่ว และ หลี่ ต้าเจา โดยในยุคหนึ่ง PKU มีบรรณารักษ์ชื่อ "เหมา เจ๋อตง" และในยุคต่อมาก็ผลิตนายกรัฐมนตรีจีนอย่าง "หลี่ เค่อเฉียง" มหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของจีนถูกขีดเขียนขึ้น
หากดูกันที่ตัวเลขการจัดอันดับระดับโลก PKU ในวันนี้ไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน ในสายสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์ แต่กำลังก้าวขึ้นไปท้าทายบัลลังก์ของมหาวิทยาลัยฝั่งตะวันตก โดย QS World University Rankings 2027 ยกให้มหาวิทยาลัยปักกิ่งมีความพร้อมเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ซึ่งสูงกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง
สำหรับ Times Higher Education (THE) Asia University Rankings ตารางนี้ยกให้ PKU ครองอันดับ 2 ของเอเชีย เป็นรองเพียงมหาวิทยาลัยชิงหัว ซึ่งเน้นสายวิศวกรรมศาสตร์ ขณะที่ CWUR (Center for World University Rankings) 2026 จัดให้ PKU อยู่ในกลุ่ม Top 0.2% ของโลก โดยมีคะแนน Research Rank สูงถึงอันดับ 16 ของโลก
ตัวเลขเหล่านี้บอกถึงคุณภาพวิชาการ งานวิจัย และเครือข่ายความร่วมมือของ PKU ว่าอยู่ในระดับเวิร์ลคลาส และการได้ดีกรีจากที่นี่ย่อมไม่ใช่แค่ใบเบิกทางในตลาดจีน แต่ยังเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก
อีกประเด็นน่าสนใจในการวิเคราะห์มูฟเมนต์ใหม่ของครอบครัวเจ้าสัวบุญชัย คือคำกล่าวถึงการ "เตรียมตัว 5 ปี" เหตุที่ต้องวางแผนล่วงหน้านานขนาดนั้นคือสถิติการรับเข้าศึกษา เรื่องนี้หากเป็นนักเรียนจีนทั่วไป การจะสอบเข้า PKU ได้ ต้องผ่านสมรภูมิสอบเข้ามหาวิทยาลัยสุดโหดที่เรียกว่า "เกาเข่า" (Gaokao) ซึ่งในแต่ละปีมีเด็กจีนเข้าสอบทะลุ 10 ล้านคน แต่อัตราการรับเข้าเรียนสำหรับเยาวชนในประเทศ (Domestic Acceptance Rate) ใน PKU และมหาวิทยาลัยชิงหัว รวมกันแล้วอยู่ที่ไม่ถึง 1-3% เท่านั้น
แต่สำหรับนักศึกษาต่างชาตินั้นต่างกัน อัตราการรับเข้าศึกษาของนักศึกษาต่างชาติที่ PKU ประมาณการว่าอยู่ที่ราว 15-20% ซึ่งสูงกว่านักเรียนจีนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้แปลว่ารับเข้าง่าย เพราะปัจจุบัน PKU มีนักศึกษาต่างชาติราว 6,000-7,000 คน จากนักศึกษาทั้งหมดกว่า 40,000 คน และเกณฑ์การรับสำหรับชาวต่างชาติก็เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะทักษะ "ภาษาจีน" (HSK) ดังนั้นการที่ครอบครัวเบญจรงคกุล วางแผนให้ลูกชายไป "เรียนภาษาก่อน 5 ปี" จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่เฉียบขาด เพราะการจะเข้า PKU ในฐานะนักศึกษาต่างชาติให้ได้และเรียนรอด การมีพื้นฐานภาษาจีนดี ย่อมเป็นแต้มต่อที่สำคัญ
การที่ PKU มีนักศึกษาต่างชาติจำนวนมาก ยังเชื่อมโยงได้กับฐานะด้านการทูตของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นเหมือนอีกช่องทางที่เปิดทางให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และเวทีวิชาการเป็นตัวกลางในการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ ในฐานะมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของจีน PKU ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่รัฐบาลจีนใช้หยั่งเชิงนโยบายต่างประเทศ และสร้างความเข้าใจร่วมกับชาติตะวันตกและภูมิภาคอื่นๆ ด้วย
เครือข่ายศิษย์เก่า เทียบชั้น Ivy League
เครือข่ายศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย โดยศิษย์เก่า PKU ไม่เพียงเป็นกลุ่มคนที่กุมบังเหียนนโยบายการเงินและการคลังของจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยตรง แต่ยังเป็นกลุ่มคนที่ควบคุมเม็ดเงินในตลาดทุนเอเชียด้วย
รายงานระบุว่าผู้บริหารและหุ้นส่วนระดับสูง (Partners) ของกองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Sequoia Capital China (HongShan), Hillhouse Capital, และ IDG Capital จำนวนมากคือศิษย์เก่า PKU ซึ่งได้ผลักดันระบบ "ศิษย์พี่ดันศิษย์น้อง" ส่งให้เม็ดเงินจากกองทุนมากมายถูกฉีดเข้าสู่ Tech Startup และธุรกิจนวัตกรรมที่ก่อตั้งโดยศิษย์เก่า PKU ด้วยกันเอง จนเกิดเป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โตแบบก้าวกระโดด

ในส่วนของเจ้าของอาณาจักรบิ๊กเทคและผู้ขับเคลื่อน Digital Economy ศิษย์เก่า PKU เป็นผู้สร้างเอนจิ้นหรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น โรบิน หลี่ ผู้ก่อตั้ง Baidu ซึ่งวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การโฆษณาออนไลน์ และระบบคลาวด์ของจีน ยังมี Sina & NetEase แพลตฟอร์มสื่อและเกมออนไลน์ระดับหมื่นล้านเหรียญ ที่ถูกขับเคลื่อนโดยศิษย์เก่าสายการจัดการและคอมพิวเตอร์จาก PKU
สำหรับด้าน Crypto & Web3 รายงานระบุว่าศิษย์เก่ารุ่นปัจจุบันของ PKU จำนวนมากขยายอิทธิพลเข้าสู่ตลาดการเงินยุคใหม่ โดยเป็นผู้ก่อตั้งบล็อกเชนและแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำในสิงคโปร์และฮ่องกง
ในอีกด้าน ศิษย์เก่า PKU ยังดำรงตำแหน่งระดับบริหารในธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของรัฐ เช่น ICBC, China Construction Bank รวมถึงวาณิชธนกิจระดับโลกอย่าง Goldman Sachs และ Morgan Stanley ประจำภูมิภาคเอเชีย ทั้งหมดนี้เสริมความต่างจากศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua) ที่มักโดดเด่นในฐานะ "วิศวกรผู้สร้างเทคโนโลยี" เนื่องจากศิษย์เก่า PKU จะโดดเด่นในฐานะนักยุทธศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ ผู้เปลี่ยนเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ทำเงินและขยายสเกลไปทั่วโลก
ค่าใช้จ่ายจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่อุดมไปด้วยคอนเนคชันระดับพรีเมียมในเอเชียนั้นไม่ได้แพงเกินไป เพราะมหาวิทยาลัยปักกิ่งคิดค่าเล่าเรียนปริญญาตรี นักศึกษาต่างชาติ ประมาณ 26,000 - 30,000 หยวนต่อปี (ราว 130,000 - 150,000 บาท/ปี) โดยค่าครองชีพและที่พักเฉลี่ย ประมาณ 35,000 - 50,000 หยวนต่อปี (ราว 175,000 - 250,000 บาท/ปี) รวมค่าใช้จ่ายต่อปีตกอยู่ที่ไม่เกิน 400,000 บาท ซึ่งถูกกว่าการเรียนในสหรัฐฯ หรืออังกฤษหลายเท่าตัว
ที่สุดแล้ว การเข้าไปเรียนในจีนของทายาทเจ้าสัว ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจระบบของรัฐบาลและสังคมจีน เช่น อาจจะได้เรียนรู้ว่าคนจีนระดับชนชั้นนำคิดอย่างไร ทำงานอย่างไร ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่มีค่ามหาศาลต่อเป้าหมายการต่อยอดธุรกิจระดับหมื่นล้านในภูมิภาคนี้
ที่มา : MGR Online, VN Express, Global Times, Top Universities, Leverageedu