People / Management

รวยไม่ไหวแล้ว! 'อีลอน มัสก์' ขึ้นแท่นมหาเศรษฐี 'ล้านล้าน' คนแรกของโลก หลัง 'SpaceX' เข้า IPO

หลังจากที่ SpaceX เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq (ใช้ชื่อย่อหุ้นว่า SPCX) อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่และเป็น การทำ IPO ที่มีมูลค่าระดมทุนสูงที่สุดในโลก และนั่นทำให้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ขึ้นเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่มีความมั่งคั่งสุทธิทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

elon musk 01

SpaceX ตั้งราคา IPO ไว้ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น โดยตั้งเป้าระดมทุนราว 75,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่าบริษัทเริ่มต้นอยู่ที่ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ (แซงหน้าสถิติเดิมของ Saudi Aramco และ Alibaba)

เมื่อเปิดการซื้อขาย ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปสูงสุดถึง 176 ดอลลาร์ (บวกกว่า 31%) ก่อนจะปิดตลาดวันแรกที่ 160.95 ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นประมาณ 19%) ดันมูลค่ารวมของบริษัท (Market Cap) ทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียบร้อยแล้ว กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐฯ แซงหน้า Meta และ Tesla ไปแล้ว

ผลจากการที่หุ้น SpaceX พุ่งทะยานในวันแรก ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในส่วนที่อีลอน มัสก์ ถือครองอยู่ (มัสก์ถือหุ้นอยู่ประมาณ 42% และมีสิทธิ์โหวตสูงถึง 82.4%) ดันให้ความมั่งคั่งสุทธิ (Net Worth) ของเขาทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์โลกอย่างเป็นทางการภายในเวลาเพียง 20 นาทีแรกของการเปิดตลาด

ข้อมูลจากไฟลิ่ง (S-1) ระบุว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี SpaceX ได้เข้าซื้อกิจการ xAI (สตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของมัสก์ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม X) ด้วยมูลค่าหุ้นราว 2.5 แสนล้านดอลลาร์ และได้ควบรวมเสร็จสิ้นในชื่อ SpaceXAI

นั่นทำให้นักลงทุนไม่ได้มอง SpaceX เป็นแค่บริษัทขนส่งอวกาศหรือดาวเทียม Starlink เท่านั้น แต่ถูกมองเป็นหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ (มีแผนจะส่งดาวเทียม Data Center ขนาดเท่าสนามฟุตบอลขึ้นสู่วงโคจรด้วย) ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากกระแส AI ได้มหาศาล

โดยปกติแล้ว หุ้น IPO ขนาดใหญ่จะจัดสรรให้เหล่านักลงทุนสถาบันหรือกองทุนยักษ์ใหญ่เป็นหลัก (ให้รายย่อยแค่ 5-10%) แต่ครั้งนี้มัสก์ดันหลังให้เปิดโควตาให้ นักลงทุนรายย่อย (Retail Investors) สูงถึง 20-30% ซึ่งมีรายงานว่ามียอดจองซื้อจากรายย่อยถล่มทลายกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (Oversubscribed เกินจำนวนหุ้นที่มีให้ถึง 3 เท่า)

อย่างไรก็ตาม แม้จะเปิดตัวได้อย่างสวยงาม แต่นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก (เช่น Morningstar) เตือนว่าราคาหุ้นในปัจจุบันค่อนข้าง "แพงเกินไป" เมื่อเทียบกับรายได้จริง โดยคิดเป็นอัตราส่วน Price-to-Revenue สูงถึง 110 เท่า ซึ่งตัวบริษัทเองยังมีผลประกอบการขาดทุนอยู่ราว 8,700 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2025 ถึงต้นปี 2026 จากการลงทุนมหาศาลในโครงการจรวด Starship และการขยายระบบดาวเทียม