ซักเคอร์เบิร์กย้อนอดีตให้ฟังว่า หนึ่งชั่วอายุคนที่ผ่านมา อาชีพอย่างนักพัฒนาแอปฯ, ครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดีย, ช่างเทคนิคยานยนต์ไฟฟ้า หรือผู้ดูแล Data Center ก็เคยเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ทว่าเทคโนโลยีก็สร้างพวกมันขึ้นมา และยุค AI นี้ก็จะไม่ต่างกัน
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า โมเดลธุรกิจจะเปลี่ยนจากการมี ‘บริษัทใหญ่ที่จ้างคนเป็นหมื่น’ ไปสู่ ‘บริษัทขนาดเล็กที่มีคนเพียงไม่กี่คน’ แต่มีศักยภาพสร้างผลงานและรายได้มหาศาล
เขายกตัวอย่างอาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากยุค AI ในอนาคต ได้แก่
นักสร้างโลกเสมือน (World Builders) : ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและเนรมิตประสบการณ์ในโลกเสมือนจริงหรือ Metaverse
นักชีววิทยาประจำตัว (Personal Biologists) : ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาที่จะวิเคราะห์และคิดค้นการรักษาโรคเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare)
นักสร้างผลิตภัณฑ์ที่สร้างทุกอย่างได้คนเดียว(One-Person Design Studios) : นักออกแบบคนเดียวที่ใช้ AI ช่วยเนรมิตและผลิตสินค้าได้แบบครบวงจร
แม้จะมองโลกในแง่ดี แต่ซักเคอร์เบิร์กก็ยอมรับว่า ช่วงปรับตัวจะเป็นเรื่องท้าทายมาก หากการพัฒนาของระบบ Automation โตเร็วกว่าความสามารถในการเรียนรู้ทักษะใหม่ของมนุษย์
เขาชี้ว่า ทางออกไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูงเท่านั้น แต่ ‘งานช่างฝีมือ’ และ ‘งานใช้แรงงาน’ เช่น ช่างไม้ ช่างไฟฟ้า และคนงานก่อสร้าง จะยิ่งเป็นที่ต้องการสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อรองรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและโครงข่าย AI
นอกจากนี้ เขายังมองว่า AI เองนั่นแหละที่จะกลายเป็น ‘ติวเตอร์ส่วนตัว’ ช่วยสอนทักษะใหม่ๆ ให้มนุษย์ปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การเรียนต่อมหาวิทยาลัย 4 ปี อาจไม่ใช่เส้นทางที่จำเป็นสำหรับทุกคนอีกต่อไปในโลกอาชีพยุคใหม่นี้
.
อ้างอิง
.