ดังนั้น จะดีแค่ไหนถ้าเราเลิกฝืนธรรมชาติ แล้วหันมาจัดตารางชีวิตให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตที่นอกจากสุขภาพจะดีขึ้นแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานยังพุ่งทะยานแบบผิดหูผิดตาอีกด้วย มาดูกันดีกว่าว่าช่วงเวลาไหนเหมาะกับงานสไตล์ไหนบ้าง!
เช้า: ‘ช่วงเวลาแห่งทองคำ’ พลังสมองพุ่งขีดสุด
ช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอนคือช่วงเวลาทองคำที่คุณควรโกยผลงานชิ้นโบแดง เพราะสมองมีความตั้งใจและสมาธิสูงลิ่ว ช่วงเวลานี้เหมาะกับ งานยาก งานที่ต้องใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์ การวางแผน การเขียน หรือการตัดสินใจเด็ดขาด
ดังนั้น จงใช้เวลานี้เพื่อพิชิตเป้าหมายสำคัญ ไม่ใช่เอาเวลาสมองสดใสไปนั่งเคลียร์อีเมลหยุมหยิมเด็ดขาด!
บ่าย: ‘โหมดประหยัดพลังงาน’ เคลียร์งานรูทีนชิลๆ
พอหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน พลังงานและความเฉียบแหลมลดฮวบเข้าสู่โหมดบำรุงรักษาตัวเอง ช่วงเวลานี้จึงเหมาะกับงานเอกสาร งานธุรการ หรืออะไรก็ตามที่ไม่ต้องใช้สมองเยอะ เช่น ตอบอีเมล จัดเตรียมห้องประชุม หรืออัปเดตไฟล์งาน
บ่ายแก่ๆ: ‘เวลาแห่งไอเดีย’ ปลุกวิญญาณนักสร้างสรรค์
เมื่อผ่านช่วงเพลียมาได้ สมองจะเริ่มผ่อนคลายและเข้าสู่โหมดปลดปล่อยจินตนาการ เป็นช่วงที่ต่อมความคิดสร้างสรรค์ทำงานได้ดีเยี่ยม ช่วงเวลาดังกล่าวเหมาะกับการระดมสมอง (Brainstorming) หาไอเดียใหม่ๆ หรือตามแก้โจทย์ยากๆ ที่ค้างคามาจากตอนเช้า
เย็น: ‘เวลาซึมซับ’ เติมอาหารให้สมอง
หลังมื้อเย็น พลังใจและพลังกายเริ่มชัตดาวน์ เป็นโอกาสทองของการรับข้อมูลแบบสบายๆ ไม่ต้องเคี้ยวกรองอะไรหนักหน่วง ดังนั้น ช่วงเวลาแบบนี้ เหมาะกับการอ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์ ไตร่ตรองเรื่องราวระหว่างวัน หรือเขียนไดอารี่ทบทวนตัวเอง
สรุปการทำงานให้สำเร็จ ไม่ได้วัดกันที่ใครอดหลับอดนอนเก่งกว่ากัน แต่วัดกันที่ใคร “เข้าใจจังหวะชีวิต” ของตัวเองได้ดีกว่ากัน เมื่อจัดตารางชีวิตให้สอดคล้องกับนาฬิกาธรรมชาติ คุณจะพบว่าความเครียดลดลง ความเหนื่อยล้าหายไป และความสำเร็จก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม!