หลายคนเชื่อว่าสุขภาพเป็นเรื่องของคนอายุเยอะ หรือเป็นเรื่องที่ค่อยดูแลเมื่อถึงเวลา แต่ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยบนเวที CTC2026 กลับสะท้อนภาพตรงกันข้าม เพราะโรคร้ายหลายชนิดกำลังขยับเข้าหาคนวัยทำงานเร็วกว่าที่คิด ขณะที่ความเครียด การนอนน้อย และไลฟ์สไตล์การทำงาน กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราสร้างขึ้นเองในทุกวัน
ในเซสชัน Trend Well-being พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน ประจำประเทศไทย อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต และ แพทย์หญิงหงส์ ประสาธนากร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน BDMS จึงไม่ได้ชวนคนฟังมาพูดเรื่อง "รักษาโรค" แต่กำลังชวนให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า Well-being ในยุคนี้ คือการลงทุนกับชีวิตตั้งแต่วันที่เรายังแข็งแรง ไม่ใช่วันที่ป่วยแล้ว
คนวัยทำงานกำลังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงเร็วกว่าที่คิด
หลายคนอาจรู้สึกว่าโรคมะเร็งเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องที่ต้องกังวลเมื่อพ่อแม่เริ่มมีอายุมากขึ้น แต่ข้อมูลของ Allianz Ayudhya กลับชี้ว่า ภายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 23% และที่น่ากังวลกว่านั้น คือความเสี่ยงกำลังเลื่อนลงมาสู่กลุ่มคนวัยทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อแบ่งตามช่วงอายุ จะพบว่า "Emerging Risk" หรือความเสี่ยงของโรคร้ายในกลุ่มอายุ 20-40 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มะเร็งลำไส้ใหญ่กลายเป็นโรคที่พบได้แทบทุกช่วงวัย ส่วนมะเร็งเต้านมยังคงติดอันดับโรคที่พบมากในผู้หญิงหลายช่วงอายุเช่นกัน
แต่โรคที่พบมากกว่ามะเร็งเสียอีก คือ Office Syndrome ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30% ทั้งหมดสะท้อนว่า สุขภาพไม่ใช่ปัญหาของ "คนแก่" อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของคนวัยทำงาน
"ความเสี่ยงด้านสุขภาพกำลังย้ายเข้ามาในกลุ่มคนทำงาน" — พัชรา กล่าว
Well-being ไม่ใช่แค่ไม่ป่วย แต่คือการมีชีวิตที่มีคุณภาพ
ในมุมของ BDMS คำว่า Wellness หรือ Well-being ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกาย หรือการกินอาหารคลีน แต่หมายถึงการทำให้ทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ แม้ความต้องการของเด็ก คนวัยทำงาน หรือผู้สูงอายุจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนต้องการเหมือนกัน คือ Healthy Longevity หรือการมีอายุยืนยาว "พร้อมคุณภาพชีวิตที่ดี"
เพราะการมีอายุยืนขึ้น ไม่ได้มีความหมายอะไร หากต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรค ความเจ็บป่วย หรือข้อจำกัดทางร่างกาย นี่จึงเป็นเหตุผลที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก Healthcare แบบเดิม ที่รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา ไปสู่แนวคิดการป้องกันก่อนเกิดโรค
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงปัญหาของคนวัยทำงาน หลายคนอาจนึกถึงโรคเรื้อรัง แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่หมอหงส์มองเห็น กลับเริ่มจากเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นงานที่ล้นมือ ความรับผิดชอบมากขึ้น ความเครียดสะสม อาการปวดคอ ปวดหลัง กล้ามเนื้ออักเสบ พักผ่อนไม่เพียงพอ จนสุดท้ายเกิดภาวะ Burnout กล่าวโดยสรุป Well-being จึงไม่ใช่การรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและจิตใจรับมือกับความกดดันในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

5 Wellness Megatrend ที่กำลังเปลี่ยนเกมสุขภาพ
จากพื้นฐานนี้ แพทย์หญิงหงส์สรุปเป็น 5 เทรนด์สุขภาพที่กำลังเกิดขึ้นจริงตอนนี้
1. สุขภาพดี อายุยืนยาว เป้าหมายร่วมของทุกช่วงวัย ไม่ใช่แค่มีอายุยืนแต่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กันไป
2. การตรวจคัดกรองเพื่อป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว โอกาสรักษาได้ก็ยิ่งสูง ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่า และคุณภาพชีวิตในระยะยาวก็ดีกว่า การรอให้มีอาการก่อนค่อยไปโรงพยาบาลกำลังกลายเป็นแนวคิดที่ล้าสมัย
3. การนอน คือ Biohack ที่ดีที่สุด และ Mental Wellness ไม่ใช่เรื่องของคนป่วย หลายคนยอมจ่ายเงินกับอาหารเสริมราคาแพง แต่กลับนอนวันละ 4-5 ชั่วโมง ทั้งที่การนอนส่งผลต่อสมอง การตัดสินใจ ภูมิคุ้มกัน และฮอร์โมนโดยตรง ควบคู่ไปกับ Mental Wellness ซึ่งในอดีตมักถูกผูกไว้กับโรคทางจิตเวช แต่ปัจจุบันกลายเป็นการดูแลสุขภาพใจของคนทั่วไป เพราะสุดท้ายแล้ว "กายไหว แต่ใจไม่ไหว" ก็ทำให้ไปต่อไม่ได้เช่นกัน ในทางกลับกัน หากใจยังแข็งแรง แม้ร่างกายจะอ่อนล้าบ้างก็ยังลุกขึ้นมาใช้ชีวิตต่อได้
4. Muscle is the New Wealth ต่อยอดจาก Health is the New Wealth เพราะกล้ามเนื้อไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำให้รูปร่างดี แต่สัมพันธ์กับระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน คุณภาพชีวิต และการชะลอความเสื่อมของร่างกาย
5. Hormone & Metabolic Health และการกินแบบเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะประเด็นฮอร์โมนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน รวมถึงเทรนด์การติดตามข้อมูลสุขภาพแบบ Real-time ผ่านอุปกรณ์อย่างเครื่อง Monitor ระดับน้ำตาล ที่ทำให้คนปรับพฤติกรรมได้เร็วขึ้นก่อนโรคจะเกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับเทรนด์การกินที่กำลังเปลี่ยนจากการตามกระแส (เช่น Low Carb) ไปสู่การเลือกกินอาหารที่เหมาะกับร่างกายตัวเองมากขึ้น

Experience คือเครื่องมือเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีที่สุด
เมื่อถูกถามถึงโอกาสทางธุรกิจที่แฝงอยู่ในเทรนด์เหล่านี้ คุณพัชราชี้ว่า ไม่ว่าความรู้ด้านสุขภาพจะมีมากแค่ไหน หากกายหรือใจไม่ดีก็ไปต่อไม่ได้ จึงชวนให้ทุกคนย้อนถามตัวเองว่าวันนี้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่ และมีวิธีบาลานซ์ชีวิตอย่างไร
"Work Life Balance ในชีวิตจริงไม่มีนะคะ ไม่มี" พัชรา มองว่า Work Life Balance ไม่มีอยู่จริง เพราะชีวิตคนเราเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ไม่เท่ากัน บางช่วงต้องทุ่มให้งาน บางช่วงต้องดูแลลูก บางช่วงต้องดูแลพ่อแม่ บางช่วงต้องพักฟื้นตัวเอง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างให้สมดุลเป๊ะ แต่คือการรู้ว่าช่วงเวลานี้อะไรคือ Priority ของชีวิต พร้อมกับไม่ละเลยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของตัวเอง
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของเวทีนี้มาจากคุณพัชรา เพราะเธอบอกว่าการบอกสถิติอย่างเดียว คนฟัง "เข้าใจ" แต่ไม่ได้ "รู้สึก" จึงเกิดโครงการ Cancer City ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้จำลองประสบการณ์ว่า หากวันหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร ตั้งแต่นาทีแรกที่รู้ผล เสียงแรกที่ดังขึ้นในหัวไม่ใช่เรื่องการรักษา แต่คือลูกจะอยู่ยังไง พ่อแม่จะทำอย่างไร ใครจะดูแลครอบครัว ก่อนจะให้ผู้เข้าร่วมเลือกเดินผ่านประตูสองทาง คือทางซ้ายที่หมายถึงสู้จนถึงที่สุด และทางขวาที่หมายถึงยอมรับสภาพตามความเป็นจริง โดยคุณพัชราย้ำว่าไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ไม่ผิด แต่สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อมรับมือ
"มะเร็งไม่มีคิวค่ะ มันมาเมื่อไหร่ไม่รู้" — พัชรา กล่าว
เริ่มจากปรับเล็ก ๆ ในทุกวัน
จากการเปลี่ยนแปลงของโลกสุขภาพ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "เรารู้อะไรบ้าง" แต่คือ เราจะเริ่มลงมือทำอย่างไร เพราะแทบทุกคนรู้ว่าควรกินอาหารดี ออกกำลังกาย นอนให้พอ และลดความเครียด แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
แพทย์หญิงหงส์จึงชวนทุกคนกลับมามองว่า Well-being ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่เริ่มจากการปรับสิ่งเล็ก ๆ ที่เราควบคุมได้ในทุกวัน โดยแบ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพออกเป็น 2 กลุ่ม คือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรม อายุ หรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง กับสิ่งที่ควบคุมได้ ซึ่งก็คือวิธีใช้ชีวิตของเราในแต่ละวัน แม้เราอาจเปลี่ยนแปลงโชคชะตาไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงของตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ ได้แก่
- การกิน: ไม่จำเป็นต้องยึดติดสูตรใดสูตรหนึ่ง แต่เริ่มจากหลักง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวัน คือแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วน: ครึ่งหนึ่งของจานเป็นผักและผลไม้หลากหลายสี เพื่อให้ได้วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระครบถ้วน/หนึ่งในสี่เป็นโปรตีนคุณภาพ คำนวณง่าย ๆ คือน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัมต่อวัน / อีกหนึ่งในสี่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี ควินัว หรือธัญพืชอื่น ๆ
- ออกกำลังกาย: ไม่ต้องหนัก แต่อย่าหยุดขยับ สิ่งสำคัญกว่าความหนักหน่วงคือ "ความสม่ำเสมอ" พื้นฐานที่ควรมี ได้แก่ Aerobic Exercise อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ Weight Training อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ Flexibility หรือการยืดเหยียด ช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน Balance Exercise เสริมการทรงตัว ลดความเสี่ยงบาดเจ็บ และเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น
- การนอน: คือการลงทุนที่ถูกที่สุด หลายคนคิดว่าอดนอนวันธรรมดาแล้วไปนอนยาววันเสาร์-อาทิตย์ก็เพียงพอ แต่ร่างกายไม่ได้ทำงานแบบนั้น สิ่งสำคัญคือนอนอย่างสม่ำเสมอ หลับลึก ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่น
- ความเครียด: ความเครียดมีทั้ง Emotional Stress คือความกังวล ความกดดัน หรือปัญหาทางจิตใจ และ Physical Stress คือความเครียดที่เกิดจากร่างกาย เช่น พักผ่อนน้อย ทำงานหนัก กินอาหารไม่มีคุณภาพ ออกกำลังกายหักโหม หรือโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ แม้เราอาจควบคุมปัญหาในชีวิตไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราไม่ควรเพิ่มภาระให้ร่างกายของตัวเอง เพราะเมื่อ Physical Stress ลดลง ความสามารถในการรับมือกับ Emotional Stress ก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

เคล็ดลับส่งท้าย "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"
สุดท้าย การดูแลตัวเองคือ "เอาอะไรเข้าร่างกาย สิ่งนั้นก็จะย้อนกลับมาหาเรา" คุณพัชราจึงเลือกใส่ใจทั้งอาหาร การออกกำลังกาย และการนั่งสมาธิ แต่ก็ยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้สมบูรณ์แบบทุกวัน บางครั้งก็ยังเลือกกินของที่ชอบ เพราะการดูแลสุขภาพไม่ควรกลายเป็นความเครียดอีกเรื่องหนึ่งของชีวิต
เมื่อถูกขอให้ฝากเคล็ดลับสุดท้ายสำหรับคนทำงาน คุณพัชรายกระบุว่า "เอาอะไรเข้าร่างกาย สิ่งนั้นก็จะย้อนกลับมาหาเรา" และ "อัตตาหิ ปัตตโน นาถุ" หรือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มาเป็นหลักคิดสำคัญ เพราะมีเพียงตัวเราเองเท่านั้นที่รู้ว่าสภาวะร่างกายและจิตใจของตนอยู่ในระดับใด และต้องแก้ไขอย่างไร โดยแนะนำให้โฟกัสไปที่สิ่งที่ควบคุมได้ ส่วนปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ก็ปล่อยไปตามความเหมาะสม ประเมินตัวเองอย่างสม่ำเสมอและกลับมาดูแลทั้งกายและใจของตัวเอง ไม่ปล่อยให้ชีวิตวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกตลอดเวลาจนลืมดูแลตัวเอง
ด้านแพทย์หญิงหงส์ทิ้งท้ายด้วยการเน้นย้ำเรื่องการตรวจคัดกรองสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะปัจจุบันหลายโรคเริ่มพบในกลุ่มอายุที่น้อยลงเรื่อย ๆ และ "อย่าหาเงินจนไม่มีเวลาใช้เงิน" ให้นำเงินและเวลาที่มีไปลงทุนกับการดูแลตัวเองบ้าง เพราะ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าความเสี่ยงจะมาถึงเมื่อไหร่ สิ่งเดียวที่ทำได้จริงคือหยุดรอ "วันที่พร้อม" แล้วเริ่มลงมือกับสิ่งที่ควบคุมได้ตั้งแต่วันนี้
เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่การมีรายได้มากที่สุด แต่คือการมีสุขภาพดีพอที่จะใช้ชีวิตกับคนที่เรารัก และมีเวลามากพอที่จะได้ใช้ผลลัพธ์ของความพยายามทั้งหมดที่สร้างมาตลอดชีวิต