ใครๆ ก็ใจหายเมื่อครั้งได้ข่าวว่าตลาดนัดรถไฟรัชดาจะปิดตัวลงช่วงกลางปี 2564 จากพิษโควิด-19 แต่ไม่นานหลังจากนั้นทีมงานฮึดสู้เปิด “จ๊อดแฟร์” ขึ้นแม้โรคระบาดยังไม่จาง โปรเจกต์ที่เหมือนเสี่ยงดวงนี้ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่เที่ยวสุดฮิตชนิดที่เรียกได้ว่า “ตลาดแตก” จากปรัชญาการทำ “ตลาดนัดกลางคืน” ของ “ไพโรจน์ ร้อยแก้ว” ผู้ก่อตั้งทั้งจ๊อดแฟร์และตลาดนัดรถไฟ
ผู้สื่อข่าวหลายสำนักมีโอกาสได้พบ “ไพโรจน์ ร้อยแก้ว” ผู้ก่อตั้งจ๊อดแฟร์และตลาดนัดรถไฟ ในงานแถลงข่าวความร่วมมือระหว่าง บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กับทีมจ๊อดแฟร์ โดยตลาดจ๊อดแฟร์นั้นจะย้ายที่จากหลังเซ็นทรัล พระราม 9 มาอยู่ด้านหน้าอาคารมิกซ์ยูสใหม่ของเพอร์เฟค ริมถ.รัชดาภิเษก ใกล้กับ MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567
เรียกว่าเป็นการ ‘กลับถิ่นเก่า’ ก็ไม่ผิดนัก เพราะก่อนหน้านี้ตลาดนัดรถไฟรัชดาก็อยู่ที่หลังศูนย์การค้าเอสพลานาด สถานีเดียวกันนี้เอง
เสี่ยงดวงปั้นตลาดใหม่ “จ๊อดแฟร์”
ย้อนไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ข่าวแพร่สะพัดว่าในที่สุด “ตลาดนัดรถไฟรัชดา” จำต้องปิดตัวลงเพราะพิษโควิด-19 ทำเอาแฟนคลับตลาดนัดต่างใจหายว่าอนาคตตลาดจะกลายเป็นแค่ตำนานหรือไม่
ไพโรจน์เล่าย้อนถึงความลำบากในช่วงนั้นว่าร้านค้าเปิดไม่ได้ คนไม่มาเดิน จนจำเป็นต้อง ‘คืนสัญญา’ ทางเอสพลานาด รัชดา เป็นโชคดีที่เจ้าของที่เช่าเข้าใจสถานการณ์และไม่เรียกปรับเงินจากการคืนสัญญาเช่าก่อนกำหนด

“ไพโรจน์ ร้อยแก้ว” ผู้ก่อตั้งจ๊อดแฟร์และตลาดนัดรถไฟ
หลังจากนั้นก็พักกิจการไปพักใหญ่ จนมีโอกาสเข้ามาเป็นข้อเสนอพื้นที่เช่าของกลุ่มจีแลนด์ ด้านหลังเซ็นทรัล พระราม 9 ซึ่งจะให้เช่าระยะสั้นเพียง 2 ปี
“ตอนนั้นเราเหมือนไม่ได้ทำอะไรมาเป็นปี แล้วที่ตรงนี้ได้ราคาน่าวัดดวง เป็นราคาที่ถ้าเราเจ็บก็เจ็บน้อย แล้วสัญญาเช่าระยะแค่ 2 ปี ถ้าเป็นช่วงปกติสั้นขนาดนี้เราคงไม่ทำ แต่พอเป็นภาวะโควิด-19 สัญญาระยะสั้นกลับกลายเป็นเหมาะสมเพราะสายป่านทุกคนก็สั้น เราก็เลยลองทำ” ไพโรจน์เปิดใจ
ที่ใหม่มาพร้อมชื่อใหม่ “จ๊อดแฟร์” ซึ่งมาจากชื่อฉายาที่เพื่อนเรียกไพโรจน์ว่า ‘ไอ้จ๊อด’ พร้อมเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ โลโก้ การตกแต่ง เปิดตัวครั้งแรกเดือนธันวาคม 2564

ตลาดจ๊อดแฟร์ หลังเซ็นทรัล พระราม 9
“เปิดมาก็ยังอยู่ท่ามกลางโควิด-19 นะ ช่วงแรกมีร้านเข้าแค่ 70% เอง ไม่เต็มพื้นที่” ไพโรจน์กล่าว แต่ตลาดก็ค่อยๆ ดีขึ้นพร้อมกับจังหวะของโรคระบาด “ผมว่าจ๊อดแฟร์เกิดได้เพราะมันเหมือนเราจุดพลุในที่ที่มันเงียบสนิท เรากล้าทำในช่วงที่ไม่มีใครกล้า”
ปัจจุบันจ๊อดแฟร์เป็นยิ่งกว่าพลุไปแล้ว เพราะลูกค้าเดินกันแน่นเอี้ยดทั้งคนไทยและต่างชาติ พร้อมสถิติจาก Grab การันตี โดยจ๊อดแฟร์นั้นเป็นสถานที่เที่ยวอันดับ 2 ของกรุงเทพฯ ที่ลูกค้าต่างชาติเรียกรถ Grab ไปมากที่สุด เป็นรองก็แต่เพียงไอคอนสยามเท่านั้น
แกะสูตรปั้น “ตลาดนัดกลางคืน”
ประสบการณ์ของไพโรจน์และทีมงานปั้นตลาดนัดกลางคืนกันมากว่า 12 ปีแล้ว เริ่มจากแห่งแรกที่ตลาดนัดรถไฟ จตุจักร ก่อนจะย้ายมา "ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์" ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุด เนื้อที่ถึง 60 ไร่ (*สาขานี้ยังเปิดอยู่ เหลือสัญญาเช่าอีก 6-7 ปี) จากนั้นจึงเข้ากลางเมืองที่ตลาดนัดรถไฟ รัชดา และปิดท้ายที่จ๊อดแฟร์ พระราม 9
จากการทำงานทั้งหมด ทีมของไพโรจน์จึงมีเครือข่ายร้านค้าในมือราว 3,000-4,000 ร้าน คัดเกรดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับ B+ จนถึง A นับเป็นมือทองด้านการติดตลาดนัดของกรุงเทพฯ

ร้านค้าอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ เราต้องให้เขามากกว่าที่เราเก็บจากเขา

ปรัชญาของไพโรจน์ตลอดเส้นทางสายตลาดนัดคือ “ร้านค้าอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ เราต้องให้เขามากกว่าที่เราเก็บจากเขา” สะท้อนจากค่าเช่าที่เก็บวันละ 500 บาทต่อล็อกต่อวัน (ล็อกขนาด 2x2 เมตร) ไม่ว่าจะขายดีแค่ไหนก็ไม่ไปเก็บเพิ่ม บางร้านใช้เนื้อที่ 10 ล็อก ค่าเช่าวันละ 5,000 บาท แต่ทำยอดขายได้วันละ 500,000 บาท ก็คือสิ่งที่ได้กับร้านค้าเอง
สิ่งที่ “ให้” กับร้านค้าคืออะไร? Positioning กะเทาะสูตรจากไพโรจน์มาให้ดังนี้
1.ทำเล
ทำเลมาอันดับ 1 ในการสร้างตลาดนัด โดยไพโรจน์บอกตรงๆ ว่าเขาใช้ ‘สัญชาตญาณ’ ในการวัดว่าที่ไหนจะขายได้ เช่น ทำเลใหม่จ๊อดแฟร์ที่ MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ มองแล้วมีคนเดินขวักไขว่สูงมาก และมีคนเดินทุกวัน
“ผมได้กลิ่นเงิน และน่าจะพาร้านค้าเราไปเก็บเงินจากย่านนี้ได้” ไพโรจน์สรุปแบบตรงไปตรงมา

2.สินค้าและหน้าร้าน
จุดสำคัญต่อมาก็คือของขายในตลาด นี่คือเรื่องสำคัญที่ไพโรจน์จะต้อง “คัด” ร้านที่ใช่มาอยู่รวมกัน ใช่ในที่นี้คือร้านต้อง “สวยด้วย อร่อยด้วย”
เพราะในโลกยุคใหม่จะพาคนไปที่ไหนได้ สินค้าและหน้าร้านค้าถ่ายรูปลงโซเชียลแล้วต้องดึงดูดใจ แต่ไม่ใช่สวยอย่างเดียว หากเป็นของกินก็ต้องอร่อยจริงตรงปกถึงจะยั่งยืน
นอกจากคัดเลือกร้านเข้ามาแล้ว ไม่ใช่ว่าทีมจ๊อดแฟร์จะปล่อยให้ร้านดิ้นรนเอง เพราะจะมีทีมงานคอยดูแลร้านที่ยอดขายไม่ดี ทีมจะให้คำแนะนำในการปรับปรุงส่วนไหนที่จะทำให้ขายดีขึ้น
เขายังย้ำด้วยว่า สินค้าที่เข้ามาขายจะต้องเน้น “คนไทย” ก่อน ส่วนต่างชาติเขาจะตามมาเอง เพราะถ้าต่างชาติจะสนใจก็เพราะความเป็นตลาดสไตล์ไทยที่คนไทยเองก็นิยม

ตัวอย่างร้านค้าในจ๊อดแฟร์ ต้องมีการตกแต่งให้ดูดี
3.จัดพื้นที่ ทางเดิน ที่นั่ง
อีกจุดที่ไพโรจน์เน้นคือ “คนต้องเห็นคน” ความหมายคือ การมาเดินตลาดนัดไม่ใช่แค่มาหาซื้อของ แต่หลายคนมาเพื่อดูคนในตลาด
ดังนั้น การจัดผัง ทางเดิน ที่นั่ง ต้องเหมาะสม จำนวนที่นั่งต้องเพียงพอให้คนได้นั่งพักหรือทานอาหาร ขณะเดียวกันผังทางเดินก็ต้องทำให้รู้สึกว่าคนมาเยอะ บรรยากาศคึกคัก

"คนต้องเห็นคน" บรรยกาศต้องเห็นว่าคึกคัก
4.ศิลปะการตกแต่ง
เรื่องนี้เป็นหมัดเด็ดอีกอย่างของทีมตลาดรถไฟ เพราะหลายตลาดนัดไม่ได้ใส่ใจเรื่องศิลปะเท่ากับตลาดนี้ ดังที่เห็นว่าตลาดของไพโรจน์แต่ละแห่งจะมีคอนเซ็ปต์ มีธีม จัดทำโลโก้สวยๆ ตกแต่งบริเวณให้ดูดี เหมาะกับโลกยุคใหม่ที่ใครๆ ก็ต้องถ่ายรูป

ทั้งหมดคือเคล็ดวิชาที่มือทองปั้นตลาดนัดกลางคืนเผยไต๋ แถมยังแย้มด้วยว่าปีนี้ทีมจ๊อดแฟร์จะมีตลาดนัดใหม่อีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยจะเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ไม่เหมือนเดิม แต่ที่เหมือนเดิมคืออยู่ในทำเลทองใกล้สถานีรถไฟฟ้าแน่นอน!