ไม่ว่าจะเป็น ‘Tsujihan’ ร้านเซตากุด้ง หรือข้าวหน้าปลาดิบพรีเมียม, ‘Tonkatsu HAJIME’ ร้านทงคัตสึชื่อดังจากโตเกียว และ ‘TruffleBAKERY’ ร้านเบเกอรี่ชื่อดัง ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์เป็น Destination ที่คนไทยต้องไปลิ้มลองเมื่อไปญี่ปุ่น และยอมต่อคิวรอไม่น้อยกว่า 2 ชม.

‘ธนวัฒน์ ทองเจริญเกียรติ’ CEO และผู้ก่อตั้งมีทชั่นกรุ๊ป เล่าว่า การนำแบรนด์ญี่ปุ่นมาเติมพอร์ต ไม่ใช่เกิดจากกระแสร้านอาหารเกาหลี ‘ซบเซา’ ทว่าต้องการเพิ่มความหลากหลายให้ลูกค้า โดยหลักการเลือกแบรนด์เข้ามา
1.แบรนด์ต้องมีชื่อเสียงระดับแม่เหล็ก เช่น เป็น Destination ที่นักท่องเที่ยวไทยรู้จักและถวิลหาเมื่อไปเยือนในประเทศนั้นๆ เพื่อสร้างกระแสและความต้องการตั้งแต่ยังไม่เริ่มเปิดสาขา
2.คาแรกเตอร์โดดเด่นชัดเจน โดยแบรนด์ต้องมีเอกลักษณ์ที่แค่เห็นภาพสินค้า ต้องรู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์อะไร แม้จะไม่ได้บอกชื่อแบรนด์ อย่างแบรนด์ญี่ปุ่นที่ได้นำเข้ามา
-Tsujihan ร้านข้าวหน้าปลาดิบพรีเมียม ขึ้นชื่อเรื่องวัตถุดิบระดับโอมากาเสะขะเข้าและส่งตรงจากญี่ปุ่น มีการนำเสนอประสบการณ์และขั้นตอนการกินแบบมีเอกลกัษณ์ไม่เหมือนใคร มีกำหนดการเปิด ณ เซ็นทรัลพาร์ค เดือน ก.ค.69
-Tonkatsu HAJIME ร้านทงคัตสึคิวยาว มีเมนูขึ้นชื่ออย่าง ‘ยากิคัตสึด้ง’ หมูทอดชิ้นหนานุ่มวางบนข้างไข่ข้นและข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ได้รับการยอมรับในเรื่องความพิถีพิถันละถ่ายทอดความเป็นเลิศของอาหารญี่ปุ่น มีกำหนดการเปิด ณ เซ็นทรัลเวิล์ด เดือน ก.ค.69
-TruffleBAKERY เบเกอรี่ชื่อดังของญี่ปุ่น ด้วยเอกลักษณ์ของขนมปังเกลือไวท์ทรัฟเฟิล และอีกหลายเมนูดัง มีกำหนดการเปิด ณ เซ็นทรัลเวิล์ด เดือน ก.ย.69

3.เป็นแบรนด์ต้องมี ‘ความคุ้มค่า’ ซึ่งมาจากเจาะอินไซต์ของผู้บริโภคพบว่า ไม่ได้ต้องการของ ‘ถูกที่สุด’ แต่ต้องการสิ่งที่ ‘คุ้มค่าที่สุด’
4.แบรนด์ต้องยืดหยุ่น ให้สามารถ Localization ปรับให้ตรงจริตและพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ที่สุด ยกตัวอย่าง Saemaeul Sikdang ที่ในเกาหลีจะไม่มีบริการปิ้งให้ แต่ในไทยมีพนักงานดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะคนไทยชอบความสะดวกสบาย
“การนำแบรนด์เข้ามา เราไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นจากศูนย์ ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้หวังกระแสชั่วคราว ดังนั้นจึงพยายามทำให้แบรนด์นั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของลูกค้า ให้พวกเขากลับมาใช้บริการซ้ำบ่อยๆ เพื่อให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน โดยเราเองไม่ได้จำกัดแค่แบรนด์เกาหลีหรือญี่ปุ่นเท่านั้น”
การเลือกแบรนด์ ‘ถูกตัว’ ทำให้มีทชั่นกรุ๊ป สามารถวางตำแหน่งทางการตลาดได้อย่างแม่นยำ และครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายโดยไม่ทับซ้อนกันเอง และส่งผลต่อการเติบโตในภาพรวมเฉลี่ยปีละ 30% หรือบางปีโตถึง 50%

ปัจจุบันมีทชั่นกรุ๊ป เป็นผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 8 แบรนด์ รวมกว่า 53 สาขาในไทย แบ่งเป็น ‘แบรนด์เกาหลี’ ได้แก่ Saemaeul Sikdang 14 สาขา, Saemaeul Express 6 สาขา, BHC Chicken 16 สาขา และ Solsot 12 สาขา
แบรนด์ญี่ปุ่น Tsujihan,Tonkatsu Hajime Truffle Bakery (เบเกอรี่) กำลังจะเปิดแบรนด์ละ 1 สาขา
อีก 1 แบรนด์ ได้แก่ ATM Tea Bar ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ทางธนวัฒน์ปั้นขึ้นมาเองในปี 2017 และเป็นจุดเริ่มต้นของมีทชั่นกรุ๊ป โดยตอนนี้มีอยู่ 2 สาขา
ขณะที่รายได้ของมีทชั่นกรุ๊ปย้อนหลัง มีดังต่อไปนี้
ปี 2023 รายได้ 550 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 898 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 990 ล้านบาท
ปี 2026 ตั้งเป้าที่ 1,200 ล้านบาท
ส่วนในยุคที่ธุรกิจร้านอาหาร แข่งขันกันดุเดือดเป็น Red Ocean คำถามสำคัญคือ จะอยู่รอดได้อย่างไร?
ธนวัฒน์ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ตราบใดที่อาหารมีคุณภาพ มีความคุ้มค่า และให้ประสบการณ์ที่ดี ‘ลูกค้าจะยังยอมจ่าย’ และเป็นเหตุผลให้มีทชั่นกรุ๊ปไม่ได้เติบโตเพียงเพราะการเปิดสาขาจำนวนมาก แต่เติบโตเพราะ ‘การเลือกแบรนด์ที่ใช่’ ทั้งมีความแข็งแกร่งและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
.