Strategic Move

อวสานการย่านค้าในตำนาน? เจาะลึกวิกฤต ‘จตุจักร-ตะวันนา-ประตูน้ำ-หน้ารามฯ’ ในวันที่ความคึกคักกลายเป็นความทรงจำ

จากย่านการค้าในตำนานที่เต็มไปด้วยความคึกคัก วันนี้ ‘ตลาดนัดจตุจักร-ตะวันนา-ประตูน้ำ-หน้ารามฯ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อคลื่นความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความต้องการของลูกค้า บวกกับวิกฤตเศรษฐกิจ ได้เปลี่ยนบรรยากาศของทั้ง 4 ย่านนี้ให้อยู่ในภาวะซบเซาจนน่าตกใจ ทำให้เกิดคำถามว่า หรือย่านการค้าเหล่านี้จะหมดยุคแล้ว

MARKET1-01.jpg

ในอดีตภาพของ ‘ตลาดนัดจตุจักร’ คือ ศูนย์รวมของสินค้ามากมายและมีความหลากหลาย รวมถึงเป็นเวทีแจ้งเกิดของ SME และแบรนด์แฟชั่นดีไซเนอร์ไทย ไปจนถึงงานคราฟต์ท้องถิ่น ก่อนจะขยายตลาดสู่การส่งออก

ส่วน ‘ประตูน้ำ’ มีบทบาทสำคัญในฐานะ ‘ศูนย์กลางค้าส่งเสื้อผ้าและแฟชั่น’ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าส่งที่สำคัญทั้งในประเทศไทยและส่งออกไปยังต่างประเทศ ขณะที่ ‘ตะวันนา’ คือแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก และ ‘หน้ารามคำแหง’ เป็นย่านการค้าใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของนักศึกษานับแสนคน

ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยน 4 ย่านการค้าจากที่เคยพลุกพล่านให้กลายเป็นพื้นที่เงียบเหงา ร้านค้ามีการปล่อยเช่าและเซ้งพื้นที่จำนวนมาก เกิดขึ้นเพราะอะไร?

แพลตฟอร์มออนไลน์ คู่แข่งผู้แย่งชิงพื้นที่ 

ในอดีตหากเราต้องการซื้อเสื้อผ้าหนึ่งตัว ประสบการณ์ที่คุ้นเคยคือการเดินทางไปยังแหล่งช้อปปิ้ง เพื่อเดินหา, เปรียบเทียบราคา และต่อรองราคากับพ่อค้าแม่ค้า แต่ปัจจุบันเมื่อ ‘เทคโนโลยี’ ทั้งโทรศัพท์มือถือ,แพลตฟอร์มออนไลน์ และแอปพลิเคชันเดลิเวอรีเข้ามาแทนที่

ทำให้ผู้บริโภคหาซื้อของเกือบทุกอย่างได้ทางออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาซื้อสินค้าเองถึงหน้าร้าน ดังนั้น พฤติกรรม ‘เดินเลือกซื้อ’ จึงถูกทดแทนด้วยการ ‘กดสั่งผ่านหน้าจอ’ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดทราฟฟิกของผู้คนที่เคยมาเดินย่านการค้า

มรสุมเศรษฐกิจ-ปัญหาค่าครองชีพ 

นอกจากเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว ย่านการค้าเก่าแก่เหล่านี้ยังต้องรับศึกหนักจากปัจจัยเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ถดถอย ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้จากหลายปัจจัยที่รุมเร้า จนทำให้ผู้คนระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย และเลือกจับจ่ายในสิ่งจำเป็นมากขึ้น

ระเบียบนิเวศและกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไป 

‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ ถือเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายสำคัญให้ย่านการค้ามีความคึกคัก ชัดเจนในกรณีของตลาดนัดจัตุจักร และประตูน้ำ แต่เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยว เช่น หันไปตามรีวิวในโซเชียลมีเดีย ฯลฯ ทำให้เกิดการกระจายตัวไปย่านอื่น

ส่วน ‘กลุ่มเป้าหมายในประเทศ’ โดยเฉพาะ ‘คนรุ่นใหม่’ ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย,ให้ประสบการณ์แปลกใหม่, มีมุมถ่ายรูป ฯลฯ ซึ่งย่านการค้าใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนศูนย์การค้าขนาดใหญ่และคอมมูนิตี้มอลล์สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นี้ได้ครบถ้วนและดีกว่า ก็ส่งผลต่อย่านการค้าดั้งเดิมโดยตรง

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน ก็มีผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน ยกตัวอย่างพื้นที่หน้ารามฯ หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ย่านนี้คือหนึ่งในทำเลค้าปลีกที่คึกคักที่สุด โดยปัจจัยที่คอยผลักดันเศรษฐกิจย่านนี้ในอดีตคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงจำนวนหลักแสนที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้บริโภคหลัก แต่ยังเป็นผู้ประกอบการรายย่อยเองด้วย ทำให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจขนาดย่อมที่หมุนเวียนได้ด้วยตัวเองตลอดทั้งวัน

แต่เมื่อทางเลือกด้านการศึกษาที่มีมากขึ้น ทั้งการเรียนออนไลน์ และการเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยในภูมิภาค มหาวิทยาลัยราชภัฏ และสถาบันเอกชน ดังนั้น นักศึกษาจึงไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาพำนักหรือใช้ชีวิตผูกติดอยู่กับพื้นที่หน้ารามฯ อีกต่อไป

จากย่านที่เคยคึกคัก ก็เปลี่ยนภาพมาเงียบเหงาอย่างที่เห็นกัน 

ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทาง

ความแออัดของการจราจร การขาดแคลนที่จอดรถ การเดินทางที่ไม่สะดวก หรือการปรับเปลี่ยนเส้นทางคมนาคม กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเลี่ยงที่จะเดินทางมายังพื้นที่ดังกล่าวด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมาจากนโยบายในการพัฒนาที่ไม่ชัดเจน อย่างกรณีของตลาดนัดจตุจักร ซึ่งสัญญาเช่าบริหารพื้นที่ระหว่าง ‘กรุงเทพมหานคร’ และ ‘การรถไฟแห่งประเทศไทย’ จะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2570 ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร 

เมื่อรวมกับสภาพเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง และย่านการค้าเกิดใหม่ที่เข้ามาเป็นคู่แข่ง ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวเสาร์-อาทิตย์ของจตุจักรดิ่งลงจากวันละ 300,000 คน เหลือเพียง 150,000 คน ทำให้แผงค้าที่มีอยู่กว่า 13,000 แผง แบกรับต้นทุนไม่ไหวต้องปิดตัวลงจนตอนนี้เหลือประมาณ 6,000 แผง 

ภาพที่เกิดขึ้นกับ 4 ย่านการค้าในตำนาน สะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน สินค้า และทำเลที่ตั้งหรือชื่อเสียงในอดีต ไม่ได้การันตีถึงการอยู่รอดในอนาคต

แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์คุณค่าหรือประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ชีวิตออนไลน์และการชอปผ่านหน้าจอไม่สามารถส่งมอบให้ได้ รวมถึงต้องปรับตัวให้ทันกับบริบทเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย

เพราะในยุคที่ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อของจากทั่วทุกมุมโลกได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส การเดินทางมาหน้าร้านจึงต้องมีคุณค่ามากกว่าเพียงแค่การไป ‘ซื้อสินค้า’ เท่านั้น