Strategic Move

“คอมมูนิตี้มอลล์” ยังไม่ถึงทางตัน แต่ต้องทำเป็นนิชมาร์เก็ต! ทายาทเจน 4 “ตระกูลอรรถกระวีสุนทร” เปิด “แบมบีนี่ วิลล่า” จับกลุ่มครอบครัวที่มีเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี

“คอมมูนิตี้มอลล์” เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกของบรรดาทายาท “ตระกูลดัง” ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เลยงัดที่ดินในกรุของครอบครัวออกมาปั้น แต่สุดท้ายแล้วธุรกิจไม่เป็นดังใจหวัง หลายแห่งจึงปล่อยร้าง หรือเปลี่ยนรูปแบบไปทำธุรกิจอย่างอื่น จนเป็นที่มาของคำถาม “คอมมูนิตี้มอลล์” ถึง “ทางตัน”…

web_Bambini Villa

“คอมมูนิตี้มอลล์” เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกของบรรดาทายาท “ตระกูลดัง” ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เลยงัดที่ดินในกรุของครอบครัวออกมาปั้น แต่สุดท้ายแล้วธุรกิจไม่เป็นดังใจหวัง หลายแห่งจึงปล่อยร้าง หรือเปลี่ยนรูปแบบไปทำธุรกิจอย่างอื่น จนเป็นที่มาของคำถาม “คอมมูนิตี้มอลล์” ถึง “ทางตัน” เสียแล้วหรือ

หากในมุมมองของ “ณพวงศ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา” ทายาทเจน 4 ของ “ตระกูลอรรถกระวีสุนทร” ตระกูลดังที่มีที่ดินในมือมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท และมีประสบการณ์ในการทำโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ทั้ง เอ สแควร์, แวร์เฮ้าส์ 26 และ สวนเพลินมาร์เก็ต มองว่า “คอมมูนิตี้มอลล์” ยังไม่ถึงทางตัน

แต่ต้องทำเป็น “นิชมาร์เก็ต” เจาะเฉพาะกลุ่มไปเลย ไม่สามารถทำแบบแมสเจาะกลุ่มคนทั่วไปได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหมือนกันไปหมด ลูกค้าจะไม่เลือกมาที่เรา และที่สำคัญสู้กับบรรดาศูนย์การค้าที่อยู่ในทำเลที่ดีกว่าไม่ได้

Bambini_1

ด้วยความที่ “ณพวงศ์” มีประสบสบการณ์ในการทำคอมมูนิตี้มอลล์กว่า 7 ปี ประกอบกับการที่เธอเป็นคุณแม่ลูกสอง เลยมองว่า อยากหาพื้นที่ให้ครอบครัวมาใช้ชีวิตร่วมกัน และจากที่มองไปในกรุงเทพฯ ยังไม่มีคอมมูนิตี้มอลล์หรือศูนย์การค้าแห่งไหน ออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เท่าที่เห็นมีเพียงโซนเด็กเท่านั้น

ประกอบกับแนวความคิดการทำธุรกิจของตระกูล ที่แม้จะมีที่ดินในมือจำนวนมาก แต่ก็ไม่อยากขายให้กับผู้อื่นไปบริหาร อยากเก็บไว้เป็นสมบัติของตระกูลต่อไป และการทำรีเทลถือว่าตอบโจทย์ ด้วยที่ดินมีอยู่แล้วไม่ต้องลงทุนสูงสามารถเก็บเกี่ยวดอกผลในระยะกลางๆ 7-8 ปี ไม่เหมือนกับการทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือสำนักงานให้เช่า ที่มีระยะเวลาของสัญญานานๆ

งัดที่ดินคุณแม่มาปั้น “แบมบีนี่ วิลล่า”

Bambini_2

จึงเป็นที่มาของการงัดกรุที่ดินส่วนตัวของคุณแม่ขนาด 2.5 ไร่ ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 - พระราม 4 มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท และทุ่มเงินส่วนตัวกับกู้ธนาคารมาอีก 150 ล้านบาทสำหรับการตกแต่ง มาเปิด “แบมบีนี่ วิลล่า (Bambini Villa) คอมมูนิตี้มอลล์ที่จับกลุ่มจครอบครัวที่มีเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีโดยเฉพาะ

โครงการนี้ไม่เกี่ยวกับธุรกิจกงสีของตระกูล และได้ตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ชื่อ บริษัท วงศ์กุลศรา เอสเตท จำกัด เข้ามาบริหารพื้นที่

ตัวโครงการมีพื้นตัวโครงสร้างอาคารได้รับการออกแบบเป็นตัว O เป็นโถงสูง ดูปลอดโปร่งและปลอดภัย สูง 2 ชั้น มีพื้นที่ส่วนกลาง 2,300 ตารางเมตร สำหรับทำเป็นพื้นที่สนามเล็กเล่นที่มีถึง 3 โซน และพื้นที่เช่าทั้งหมด 2,700 ตารางเมตร มีร้านค้าชั้นนำมากกว่า 30 ร้านค้า ขนาด 50 - 300 ตารางเมตรต่อร้าน แบ่งเป็น 3 โซนเช่นเดียวกัน

พื้นที่เช่าชั้นสองมีค่าเช่าราว 1,000 บาท/ตารางเมตร ขณะนี้มีผู้จองเต็มแล้ว ส่วนชั้น 1 อัตราค่าเช่าประมาณ 2,000 บาท/ตารางเมตร มีผู้จอง 70% รวมๆ แล้วมีการเช่าประมาณ 83% พื้นที่ที่เหลืออยากได้ร้านขนมหรือไอศกรีม จับกลุ่มทั้งคุณแม่และลูก รวมไปถึงร้านจำพวกสินค้าเพื่อสุขภาพ หรือกิจกรรมสุขภาพเช่นโยคะ

Bambini_3

คอมมูนิตี้มอลล์จับเด็กและครอบครัวเป็น “Blue Ocean”

จับกลุ่มครอบครัวระดับ B+ เงินเดือน 40,000 บาทขึ้นไป ที่อยู่อาศัยในย่านสุขุมวิท  – ทองหล่อ - พระราม 4 แบ่งเป็นคนไทย 70% และต่างชาติ 30% มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 3,000 บาท/ครั้งขึ้นไป ต่อกลุ่มลูกค้า 3-4 คน

คาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการเดือนละ 20,000–30,000 คน (วันละ 700-1,000 คน) และพื้นที่เช่าเต็ม 100% มีรายได้ราว 40 ล้านบาท พร้อมกับตั้งเป้าภายใน 2 ปี จะมีอัตราการเติบโตของผู้เข้าใช้บริการเดือนละ 25,000–35,000 คน คืนทุนภายใน 7-8 ปี

__IMG_3__“คอมมูนิตี้มอลล์สำหรับเด็กยังถือเป็น Blue Ocean ไม่ค่อยมีมากนักในกรุงเทพฯ อีกอย่างด้วยความที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนอยู่สูง กำลังซื้อไม่คึกคักเหมือนเดิม แต่สำหรับพ่อแม่แล้วเมื่อเป็นเรื่องของลูกก็พร้อมจะจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายอะไรก็ตาม ตรงนี้ถือเป็นโอกาสของธุรกิจ”

word_icon2

จริงๆ แล้วบริเวณที่ตั้งของ “แบมบีนี่ วิลล่า” ในรัศมี 2 กิโลเมตรมีคอมมูนิตี้มอลล์ตั้งอยู่ประมาณ 4-5 แห่ง แต่ส่วนใหญ่เน้นจับกลุ่มของวัยทำงาน เพราะเป็นที่ตั้งของสำนักงานจำนวนมาก หลายร้านมีการปรับตัวโดยดึงร้านอาหารที่เปิดได้ถึงดึกเข้ามา และขยายเวลาเปิดเป็น 9 โมงเข้า - 4 ทุ่ม เพื่อย่นระยะเวลาของการคืนทุน

ส่วน “แบมบีนี่ วิลล่า” ไม่ได้กังวลมากนัก เพราะในทำเลมีโรงเรียนจำนวนมาก ขณะนี้การก่อสร้าง 90% แล้ว คาดเปิดทดลองให้บริการช่วงต้นกลางเดือนพฤษภาคม ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงกลางเดือนมิถุนายน โดยตลอดทั้งปีวางงบการตลาด 20 ล้านบาทสำหรับโปรโมต

Bambini_4

“ภาษีที่ดิน” ต้องงัดกรุที่ดิน “กงสี” ออกมาปั้น

สำหรับ “ตระกูลอรรถกระวีสุนทร” ถือเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ทำธุรกิจแบบ “กงสี” มีสมาชิกในครอบครัวกว่า 40-50 คน ธุรกิจหลักคือนำที่ดินในมือประมาณ 500 ไร่ มูลค่าราว 9  หมื่นล้านบาท ทั้งพระราม 4 – สุขุมวิท 26 – พระราม 9 - หาดใหญ่ - บางปู และ บางกระเจ้า เป็นต้น ออกมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

กฎของตระกูลคือจะไม่ขายที่ดินเด็ดขาด แต่จะใช้วิธีให้ทำให้เช่าแทน เพราะอยากเก็บที่ดินไว้เป็นสมบัติของตระกูลต่อไป ทั้งเอสแควร์, แวร์เฮ้าส์ 26, โครงการอาจณรงค์, สวนเพลินมาร์เก็ต, อาคารสำนักงานมโนรม, อาคารสำนักงานสิรินรัตน์ และคอนโดอยู่อาศัยพร้อมสุขและรวมสุข สุขุมวิท 26

Bambini_5

“ณพวงศ์” ทายาทเจน 4 ซึ่งเข้ามารับหน้าที่ “กรรมการบริหาร” บริษัท อรรถกระวี จำกัด และบริษัท อรรถเคหพัฒน์ จำกัด ซึ่งพัฒนาโครงการดังที่กล่าวไปข้างต้น บอกว่า แม้จะมีโครงการในมือที่หลากหลาย แต่รวมๆ แล้วที่ดินของตระกูลยังนำไปใช้ประโยชน์เพียง 40% เท่านั้น

หากการที่ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับปรับใหม่ที่คาดว่าจะถูกประกาศใช้ในปีหน้า ใจความสำคัญคือที่ดินเปล่าโดยเฉพาะในเมือง ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ จะถูกเก็บภาษีซึ่งจึงส่งผลกระทบพอสมควร จะเป็นต้นทุนที่ต้องแบกในแต่ละปี

ทางตระกูลจึงมีแผนหยิบที่ดินมาใช้ประโยชน์มากขึ้น หลักๆ จะทำเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ เพราะใช้ทุนน้อยเวลาคืนทุนไม่นาน โดยมีแผนนำที่ดินราว 30 ไร่ จากที่ผืนใหญ่ 300 ไร่บริเวณสี่แยกประดิษฐ์มนูญธรรม มาทำเป็นโครงการที่มีทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และปั๊มน้ำมันเป็นต้น

Bambini_6

รวมไปถึงนำที่ดินราว 44 ไร่ บริเวณถนนประชาอุทิศ มาทำโครงการคล้ายๆ กับ “เอ สแควร์” โดยเป็นการออกแบบร่วมกับผู้เช่า ทางโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง ส่วนผู้เช่าสร้างร้านของตัวเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะนำโมเมล “แบมบีนี่ วิลล่า” ไปเปิดที่นั้นด้วย เพราะบริเวณนั้นมีโรงเรียนเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกันที่ดินผืนใหญ่มากๆ อาจมีการตัดขายไปเพื่อให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ นำไปสร้างโครงการและขยายให้ทำเลบริเวณนั้นคึกคัก ก่อนที่ทางตระกูลจะเข้าไปพัฒนาที่ดินของตัวเองด้วย