สมดุลการทำงาน – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 02 Dec 2022 14:02:29 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 วิจัยพบ “ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์” ส่งรายได้บริษัทเพิ่ม 8% ลดภาวะ ‘burn out’ ในหมู่พนักงาน https://positioningmag.com/1410937 Fri, 02 Dec 2022 08:46:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1410937 วิจัยชิ้นใหม่ที่ทำการศึกษาพบว่า “ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์” ประสบความสำเร็จในโครงการนำร่อง โดยทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 8% ในระยะเวลา 6 เดือนที่ทดลอง รวมถึงทำให้พนักงานเกิดภาวะ ‘burn out’ น้อยลง ลดความอ่อนเพลีย ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น

องค์กรไม่แสวงหากำไรในนิวซีแลนด์ชื่อ “4 Day Week Global” เปิดเผยข้อมูลการวิจัยใหม่ซึ่งทดลองในบริษัทจำนวน 33 แห่ง รวมพนักงาน 969 คน โดยบริษัทที่เข้าร่วมกระจายกันไปใน 6 ประเทศ คือ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ และแคนาดา บริษัทเหล่านี้ได้ทดลองใช้นโยบาย “ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์” เป็นเวลา 6 เดือน

งานวิจัยพบว่า สัปดาห์ทำงานที่สั้นลงนั้น “สร้างความสำเร็จอย่างเด่นชัดในทุกมิติ”

“บริษัทรู้สึกพึงพอใจอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงาน ผลการดำเนินงาน และประสบการณ์โดยรวม และทำให้เกือบทุกบริษัทเตรียมแผนการหรือวางนโยบายเพื่อจะจัดตารางทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์แล้ว” รายงานการวิจัยระบุ “รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการทดลอง จำนวนวันลาป่วยหรือลาหยุดของพนักงานลดลง อัตราการลาออกลดลงเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากแล้วในช่วงที่เกิด ‘Great Resignation’ (การลาออกขนานใหญ่ในโลกตะวันตก) พนักงานยังคงกระตือรือร้นในการทำงานเช่นเดิม”

ในช่วงการทดลอง รายได้ของบริษัทปรับเพิ่มขึ้น 8.14% โดยเฉลี่ย และถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รายได้เพิ่มขึ้นถึง 37.55%

ในมุมของพนักงาน ผลดียิ่งมีความสำคัญ เพราะ 67% ของพนักงานรู้สึกว่าลดภาวะ ‘burn out’ (หมดไฟในการทำงาน) หลังทดลองทำงาน 4 วัน และเมื่อมีวันพักผ่อนเพิ่มขึ้น 1 วัน ทำให้มีเวลาออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 23 นาทีต่อสัปดาห์ ปัญหาการนอนหลับของพนักงานยังลดลง 8% ด้วย

มากไปกว่านั้น แม้ว่าแต่ละสัปดาห์จะมีวันทำงานน้อยลง ผู้เข้าร่วมทดลองกลับไม่รู้สึกว่ามีภาระงานเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

ผู้เข้าร่วมทดลองยังตอบแบบสอบถามในรายงานด้วยว่า พวกเขารู้สึกว่าการมีชั่วโมงทำงานสั้นลงในแต่ละสัปดาห์ “เปรียบเสมือนได้รายได้เพิ่มขึ้น 25% ทันที” อีกรายหนึ่งกล่าวว่า “การทดลองนี้มหัศจรรย์มาก เพราะทำให้ฉันได้วันหยุดหรือเวลาหยุดเพิ่ม ด้วยบทบาทหน้าที่การงานนี้ทำให้ที่ผ่านมาไม่สามารถจะหยุดได้ง่ายๆ เมื่อมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะหยุดเพิ่มแบบนี้ทำให้ไลฟ์สไตล์ของฉันเปลี่ยนไปอย่างมาก”

การทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ก็ยังคงเป็นวัตรปฏิบัติหลักในสหรัฐฯ แต่บางบริษัทก็เริ่มทดลองสัปดาห์การทำงานที่สั้นลงบ้างแล้ว และบริษัทที่ทดลองก็พบว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์เริ่มได้รับความสนใจจากสภาคองเกรสด้วยเช่นกัน มาร์ก ทาคาโนะ ส.ส.รัฐแคลิฟอร์เนีย เริ่มผลักดัน “กฎหมายทำงาน 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์” ไปเมื่อปีก่อน และได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพแรงงาน

สำหรับบริษัทในเอเชีย แนวคิดการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ โดย Center for Creative Leadership สำรวจผู้ประกอบการในเอเชียแปซิฟิก 2,170 ราย พบว่ามีเพียง 2% ที่ยอมรับได้กับการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ แม้แต่การให้ Work from Anywhere ได้ก็ยังเป็นแนวคิดของบริษัทส่วนน้อย ในไทยเองมีบริษัทที่ยอมรับการทำงานแบบรีโมตจากนอกบริษัทเพียง 16% เท่านั้น (อ่านข้อมูลจากการสำรวจต่อที่นี่)

Source

]]>
1410937
“แอบงีบ” แก้ง่วงได้เจ๋งกว่าจิบกาแฟ! เคล็ดลับการเติมพลังทำงานยามบ่าย https://positioningmag.com/1349264 Mon, 30 Aug 2021 12:37:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1349264 อาการง่วงนอนระหว่างวันแก้ได้ด้วยการ “แอบงีบ” สัก 20 นาที ให้สมองได้พักผ่อนพร้อมกลับมาลุยงานต่อ แถมพลังที่ได้จากการนอนดียิ่งกว่าการดื่มกาแฟเสียอีก

คนทำงานหลายคนมักจะเจออาการง่วงนอนตอนกลางวันหลังทำงานมาติดต่อกันหลายชั่วโมง ทำให้พวกเขาโหยหาชากาแฟยามบ่ายมาช่วยเติมพลัง …แต่จริงๆ แล้ววิธีที่ดีกว่าในการต่อสู้กับความง่วงนอนก็คือ ไปนอน!

รีเบคคา ร็อบบินส์ นักวิทยาศาสตร์ด้านการนอนหลับจากโรงพยาบาลบริกแฮมและสตรี เมืองบอสตัน ระบุว่า การงีบหลับเพิ่มพลังได้ดีมาก ทำให้คุณรู้สึกสดชื่นหากคุณกำลังง่วงยามบ่าย หรือเมื่อคืนนอนหลับไม่เพียงพอ ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน แต่การงีบหลับจะเป็นพลังก็ต่อเมื่อทำถูกวิธีเท่านั้น

การงีบหลับเพิ่มพลังควรจะหลับนานเท่าไหร่? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ต่ำกว่า 15 นาที ระยะที่ดีที่สุดสำหรับคนทั่วไปคือ 20-30 นาที และไม่ควรเกิน 40 นาทีต่อครั้ง คำเตือนคือถ้านอนนานกว่านั้น เช่น หลับไปนาน 60 นาที คุณจะตื่นมาแล้วรู้สึกมึนหัวไปนานอีกอย่างน้อย 1 ชม.

แต่แต่ละคนต้องสังเกตตนเอง เพราะบางรายอาจมีระยะเหมาะสมแค่ 20 นาที เกินกว่านี้จะตื่นมาแบบมึนหัวแล้วเช่นกัน ร็อบบินส์แนะนำด้วยว่า ถ้าคุณน่าจะใช้เวลาราว 5 นาทีกว่าจะเข้าสู่ช่วงที่รู้สึกหลับ อย่าลืมบวกเวลาตั้งนาฬิกาปลุกไปอีกเป็น 25 นาทีหรือ 35 นาที

เจมส์ มาสส์ อดีตศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า การงีบหลับไม่จำเป็นต้องหลับสนิท แต่เป็นโอกาสให้คุณพักสายตา หายใจช้าๆ และเติมพลังให้ตนเอง และถ้าคุณตื่นมาแล้วรู้สึกมึนๆ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจะช่วยได้มาก

ขณะที่ เชลบี้ แฮร์ริส นักจิตวิทยาคลินิก เสริมว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการงีบหลับคือระหว่าง บ่าย 1 – บ่าย 3 โมง เพราะถ้างีบช้ากว่าช่วงเวลานี้ อาจจะทำให้การเข้านอนตอนกลางคืนมีปัญหาได้

คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ “แอบงีบ” มีดังนี้

1.ตั้งเวลาและสถานที่ประจำในการงีบหลับ – ถ้าคุณยังอยู่ในช่วง Work from Home แอบงีบที่เตียงหรือที่ไหนที่คุณรู้สึกสบาย แต่ไม่ใช่ที่โต๊ะทำงาน

2.วางนาฬิกาปลุกไว้ไกลๆ เตียง – เพื่อป้องกันการกด “Snooze” ถ้านาฬิกาอยู่ไกลจากเตียง คุณจะได้ลุกขึ้นไปปิด

3.ลุกไปอยู่ในที่ที่มีแสงแดดหลังตื่นนอน – หลังตื่นนอนแล้วอย่านั่งเฉยๆ ในความมืด ควรจะลุกขึ้น เดินไปมา และไปรับแสงแดดเพื่อลดความรู้สึกมึนๆ

4.คนที่ไม่ควรงีบหลับกลางวันคือคนที่นอนไม่หลับตอนกลางคืน

 

งีบหลับดีอย่างไร?

งานวิจัยเกี่ยวกับการงีบหลับยังพบว่าทฤษฎีเหล่านี้เป็นจริง โดย 1 ใน 5 ของพนักงานอเมริกันมีการงีบหลับระหว่างวัน ในจำนวนนี้ 87% รายงานว่าตนเองรู้สึกสดชื่นขึ้นหลังได้งีบหลับ

ผู้เชี่ยวชาญการนอนหลายรายระบุตรงกันว่าการงีบหลับได้ผลดียิ่งกว่ากาแฟหรือน้ำอัดลม เพราะจริงๆ แล้วเครื่องดื่มมีกาเฟอีนเหล่านี้ให้พลังงานกระปรี้กระเปร่าได้เพียง 30 นาที แถมยังรบกวนการนอนตอนกลางคืนอีก

การแอบงีบระหว่างวันจึงเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงาน เพราะช่วยให้ความทรงจำดีขึ้น กระปรี้กระเปร่า มีสมาธิ และเสริมความคิดสร้างสรรค์

แฮร์ริสกล่าวด้วยว่า การงีบหลับแต่ละวันยังมีผลกับร่างกายในระยะยาวด้วย โดยทำให้การจัดการความเครียดและอารมณ์ดีขึ้น

Source

]]>
1349264
“แกล้งๆ เดินทางไปทำงาน” จิตวิทยาเพื่อหา “เวลาอยู่กับตัวเอง” ในวัน Work from Home https://positioningmag.com/1311248 Sat, 19 Dec 2020 12:29:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1311248 วันที่ต้อง Work from Home ของบางคนคือสวรรค์ แต่บางคนมีปัญหาอย่างมาก เพราะการทำงานที่บ้านทำให้แยกเวลาชีวิตส่วนตัวกับเวลางานไม่ถูก แต่เรื่องนี้มีวิธีแก้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำการสร้างช่วงเวลา “แกล้งเดินทางไป-กลับทำงาน” ในแต่ละวัน เป็นเส้นแบ่งระหว่างช่วงเวลาทำงานกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง

คนไทยอาจจะกลับไปทำงานที่ออฟฟิศกันแล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายออฟฟิศยังมีนโยบายให้ Work from Home ได้เป็นบางวัน รวมถึงบางคนเปลี่ยนวิธีทำงานมาเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ทำให้การบริหารจัดการชีวิตของ “คนทำงานที่บ้าน” เป็นสิ่งสำคัญมาก

ชีวิต Work from Home มักจะทำให้คนที่ไม่เคยชินทำงานมากเกินไปเพราะไม่รู้ต้องหยุดทำงานเมื่อไหร่ ขณะที่บางคนเกิดระบบงานรวนเพราะชีวิตส่วนตัวเข้าไปปะปนกับงาน ทางแก้เชิงจิตวิทยาอย่างหนึ่งของปัญหาเหล่านี้คือการ “แกล้งเดินทางไป-กลับที่ทำงาน” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าช่วยได้จริง และคนที่ลองทำแล้วพบว่า “ได้ผล”

ดร.จีนเน็ตต์ เรย์มอนด์ นักจิตวิทยา ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่า การเดินทางไป-กลับที่ทำงานนั้นปกติแล้วเป็นประสบการณ์ที่เหมาะสมอย่างมากในการสร้างกำแพงกั้นระหว่าง “ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง” กับ “งาน, ครอบครัว, สังคม หรืออะไรก็ตามที่ต้องการความสนใจของคุณ”

“ดังนั้น การแกล้งเดินทางไป-กลับที่ทำงานจึงเป็นการสร้างช่วงเวลานั้นขึ้นมา เป็นพื้นที่และเวลาที่ไม่ต้องรู้สึกผิดเมื่อคุณจะอยู่กับตัวเองบ้าง” ดร.เรย์มอนด์กล่าว

(Photo : pch.vector – www.freepik.com)

ริอานนา เคต โค้ชด้านไลฟ์สไตล์และเวลเนส กล่าวว่า ลูกค้าของเธอเริ่มประสบปัญหาเส้นแบ่งที่หายไปนี้ในช่วงเกิดโรคระบาด “อยู่ๆ วิถีชีวิตก็เปลี่ยนเป็นการนอนตื่นสายได้มากกว่าเดิม คว้าแล็ปท็อปข้างเตียงขึ้นมา แล้วก็นั่งเช็กอีเมลทั้งชุดนอนนั่นแหละ” เคตกล่าว “ปกติแล้ว เวลาไปออฟฟิศ คุณสามารถปิดแล็ปท็อป เดินออกจากสำนักงาน ขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านได้เลย”

นั่นทำให้เคตเริ่มทดลองกับตัวเอง โดยตั้งนาฬิกาไว้ที่ 5 โมงเย็นเหมือนเวลาเลิกงาน เมื่อถึงเวลาเธอจะปิดแล็ปท็อปและออกไปเดินเล่น อาจจะฟังพอดคาสต์หรือทำอะไรที่ชอบระหว่างนั้น เพื่อผ่อนคลายในช่วงหลังเลิกงาน

ปกติคนเราจะได้อยู่กับตัวเองในระหว่างการเดินทางเหล่านี้ คุณอาจจะอ่านหนังสือ ฟังเพลง ฟังพอดคาสต์ระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้า รถเมล์ หรือขับรถ บางคนเดินหรือขี่จักรยาน ซึ่งอาจจะได้ทำจิตใจให้ว่างระหว่างเดิน แต่เมื่ออยู่บ้าน กิจกรรมเหล่านี้ก็หายไป

ช่วงเวลาอยู่กับตัวเองที่หายไปทำให้มีกระแสฝั่งตะวันตก (ซึ่ง COVID-19 ยังระบาดหนักและต้อง Work from Home กันมากกว่าเรา) สร้างช่วงเวลา “แกล้งๆ เดินทางไปทำงาน” ขึ้นมา บางคนใช้วิธีขับรถออกจากบ้านเหมือนขับไปทำงาน แต่จริงๆ ก็ขับวนกลับมาที่บ้าน เพื่อเป็นช่วงเวลาอยู่กับตัวเองก่อนจะเริ่มงานแต่ละวัน

(Photo : pch.vector – www.freepik.com)

ชาร์ล็อตต์ บาร์นาเคิล เจ้าหน้าที่บริหารโครงการจากเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร เล่าว่า ตนเองเริ่มน้ำหนักขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ ก่อนจะสังเกตว่าเพราะเมื่อก่อนเธอจะต้องขับรถไปทำงานราวครึ่งชั่วโมง และเมื่ออยู่ออฟฟิศก็ยังมีช่วงเวลาเดินไปกินข้าวเที่ยง หรือเดินทำธุระต่างๆ ในอาคาร แต่ตอนนี้เธอไม่ได้ขยับไปไหนเลย

ทำให้บาร์นาเคิลเริ่มเดิน 2.5 ไมล์ทุกเช้า ให้เหมือนกับเป็นการออกไปทำงาน และเธอสังเกตว่าพลังในการทำงานกลับมา “การออกเดินก่อนทานมื้อเช้าทำให้ฉันรู้สึกได้ทำอะไรสำเร็จและเตรียมตัวเองสำหรับแต่ละวัน”

ดร.เรย์มอนด์กล่าวว่า ช่วงเวลาระหว่างเดินทางนั้นเป็นเหมือนกับการ “เบรก” ให้ตัวเอง ตัดตัวเองออกจากงาน กิจกรรมครอบครัว ปัญหาที่โรงเรียนของลูก ฯลฯ และเป็นช่วงที่ช่วยแบ่งแยกเวลาตอบอีเมลในที่ทำงานออกจากเวลาดู Netflix ที่บ้าน ซึ่งสำคัญมากเพราะทุกวันนี้เส้นแบ่งเริ่มเบลอลงทุกทีเพราะเราทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ทุกที่ทุกเวลา

แต่ละคนมีวิธีต่างกันในการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ถ้าใครมีปัญหากับการแบ่งแยกเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัว จะลองใช้วิธี “แกล้งๆ เดินทางไปทำงาน” แบบนี้ก็ได้นะ

Source

]]>
1311248
ฮาว ทู กัก 5 คำแนะนำวิธีกักตัว “ทำงานอยู่บ้าน” อย่างไรให้ชีวิตยังสมดุล https://positioningmag.com/1268183 Fri, 13 Mar 2020 09:10:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1268183 ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่ม Work from Home กักตัวเอง “ทำงานอยู่บ้าน” เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส COVID-19 เมื่อทำงานอยู่ที่บ้าน หลายคนอาจจะเริ่มตารางชีวิตรวน ไม่รู้จะจัดสมดุลระหว่างการงานกับช่วงพักผ่อนอย่างไร เหล่านี้คือคำแนะนำจากคนที่เคย Work from Home มาก่อนว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

ช่วงแรกๆ ที่พนักงานเริ่ม Work from Home หรือจินตนาการถึงการทำงานที่บ้าน อาจจะฟังดูเหมือนเป็นโลกการทำงานในฝันเพราะไม่ต้องฝ่าฟันรถติดหรือผู้คนแออัดในรถไฟฟ้า ไม่มีเพื่อนร่วมงานที่มายืนเม้าท์กันข้างๆ ให้เสียสมาธิ แถมยังอาจจะได้แวบไปทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ด้วย

แต่ข้อเสียของการทำงานอยู่บ้านก็มีเช่นกัน เพราะเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง พนักงานมักจะรู้สึกเบื่อหน่าย และเมื่อไม่มีการตอกบัตรเข้าออกงานตามเวลา งานก็ดูเหมือนจะไม่จบสิ้นเสียที

“ผมคิดว่าข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของการทำงานอยู่บ้าน แต่มักจะถูกประเมินผลกระทบต่ำเกินไปคือ ผลกระทบเรื่องความเหงาทางจิตใจเมื่อต้องอยู่คนเดียว” David Hassell ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ 15Five กล่าว โดย 15Five เป็นบริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์สำหรับประเมินผลการทำงาน และตัวบริษัทเองยังมีพนักงานถึง 40% ที่ทำงานระยะไกลจากที่บ้าน

ต่อไปนี้คือ 5 คำแนะนำสำหรับคนทำงานอยู่บ้าน จากผู้บริหารหลากหลายบริษัท เพื่อสร้างสมดุลชีวิตไม่ให้ทำงานมากไปหรือน้อยไป และที่สำคัญ…ไม่เหงาเกินไปด้วย

 

1.หาเวลาพักเบรก

จริงๆ แล้วคนเราไม่ได้ทำงานติดต่อกัน 8 ชั่วโมงเวลาอยู่ในออฟฟิศ เราจะต้องมีเวลาพักเบรกทานกาแฟ เดินหาร้านอาหารตอนพักเที่ยง และเวลานั่งเม้าท์กับเพื่อนร่วมงานระหว่างวันบ้าง ดังนั้นการทำงานอยู่บ้านไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่สามารถพักเบรกแบบนั้นได้

“มีแนวโน้มที่พนักงานจะโหมทำงานตลอดวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตราหน้าว่าไม่ได้ทำงานเพราะไม่อยู่ออฟฟิศ” David Rabin รองประธานฝ่ายการตลาดสากลจาก Lenovo กล่าว

แต่คนที่ทำงานอยู่บ้านก็ควรจะได้พักระหว่างวันบ้างเช่นกัน และการพักยังจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าด้วย

“การพักเบรกไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของคุณน้อยลง” Julie Morgenstern ที่ปรึกษาด้านการจัดการองค์กรกล่าว “การพักเบรกเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสิทธิภาพ ที่จริงแล้วมันช่วยให้คุณฉลาดขึ้น และทำให้คุณค้นพบมุมมองหรือคำตอบได้ด้วย”

 

2.สร้างโครงสร้างแบบ “ที่ทำงาน” ในบ้าน

สำหรับคนที่เคยชินกับสิ่งแวดล้อมในออฟฟิศอาจจะปรับตัวยากหน่อยเมื่อต้องทำงานอยู่บ้าน ถ้าในหนึ่งวันของคุณต้องเดินไปเดินมาระหว่างโต๊ะของตัวเอง ไปห้องประชุมใหญ่ กลับมาห้องประชุมย่อย Rabin ให้คำแนะนำว่า เมื่อมาทำงานอยู่บ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องฝังตัวเองอยู่กับโต๊ะทำงานตัวเดียวเช่นกัน

Morgenstern เสริมว่า เราสามารถจัดพื้นที่ในบ้านให้เหมาะกับฟังก์ชันการทำงานแต่ละอย่างได้ เช่น มุมเงียบๆ ในบ้านใช้สำหรับเวลาทำงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ ขณะที่การย้ายมารับแดดที่ชานบ้านอาจจะเหมาะกับการทำงานรูทีนต่างๆ อย่างการตอบอีเมลหรือจัดการเอกสารยิบย่อย

เธอยังกล่าวด้วยว่า ต้องไม่ลืมจัด “โซนปลอดงาน” ในบ้าน โดยโซนนี้จะไม่มีการนำงานเข้าไปทำเด็ดขาดโดยเฉพาะห้องนอน “คุณจะพักผ่อนช่วงกลางคืนได้ยากมากหากคุณเริ่มนำงานเข้าไปทำในบริเวณที่ใช้พักผ่อน”

 

3.เวลาเดินทางไป-กลับออฟฟิศ นำมาใช้ทำอย่างอื่นแทน

เหตุผลข้อใหญ่ที่ทำให้การทำงานอยู่บ้านมีประโยชน์มากคือ “ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเริ่มงานเร็วขึ้นกว่าเดิม

“เปลี่ยนเวลาที่ใช้เดินทางไปที่ทำงานตอนเช้ามาเป็นช่วงเวลาสำหรับตัวเองหรือครอบครัว ไม่ใช่ทำงานเพิ่ม” Morgenstern กล่าว

 

4.จัดตารางชีวิตให้ชัด

“การทำงานอยู่บ้านไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องทำงานนานขึ้นกว่าเดิม” คุณควรจะระบุกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานให้ชัดเจนว่าตารางชีวิตคุณจะทำอะไรบ้าง

และเมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานตามตารางแต่ละวัน ควรจะเก็บอุปกรณ์การทำงานทันที เปลี่ยนชุดเป็นชุดอยู่บ้านหรือชุดนอนเพื่อเปลี่ยนโหมดตนเองว่าตอนนี้เข้าสู่เวลาส่วนตัวแล้ว

นอกจากการคุยกับที่ทำงานแล้ว คุณควรจะคุยกับสมาชิกในบ้านด้วยว่าตารางการทำงานคุณเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการรบกวนกันระหว่างวัน ทั้งนี้ นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับมนุษย์พ่อหรือมนุษย์แม่ในช่วงที่โรงเรียนปิดเทอม

“คุณควรจัดตารางแบ่งเวลางานกับเวลาเล่นกับลูก และจัดสถานที่ให้แบ่งแยกกันด้วย รวมถึงต้องออกคำสั่งที่ชัดเจน” Morgenstern แนะนำ

 

5.แชทและวิดีโอคอลแก้เหงา

ทำงานอยู่บ้าน

เพื่อหลีกเลี่ยงความเหงาและเดียวดายเหมือนเราทำงานอยู่คนเดียว ที่ทำงานควรจะมีการนัดประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอลบ้าง ยกตัวอย่างบริษัท 15Five จะมีการนัดประชุม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นหน้ากัน ไม่ว่าจะทำงานอยู่มุมไหนของโลก

นอกจากความเหงาแล้ว การที่พนักงานไม่ได้เจอกันในออฟฟิศ จะทำให้ปฏิสัมพันธ์และพลังงานจากการพบเจอผู้คนขาดหายไป จากบรรยากาศออฟฟิศปกติที่พนักงานอาจจะเดินไปเม้าท์ที่โต๊ะเพื่อนบ้าง ได้คุยเรื่องวันหยุดกับเพื่อนที่บังเอิญเจอระหว่างเดินไปห้องน้ำบ้าง สิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปจากการทำงานอยู่บ้าน แต่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้ แค่ต้องใช้ความพยายาม

15Five แนะนำให้จัดเวลาทักทายประจำวันกับเพื่อนๆ ในทีมหรือหัวหน้างานบนช่องทางออนไลน์ใดๆ ก็ได้ ไม่เพียงแต่จะได้ติดตามความคืบหน้าของงาน แต่ยังเปิดบทสนทนาให้เกิดการระดมสมองเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาได้ด้วย

สำหรับ 15Five จะใช้แพลตฟอร์ม Slack เป็นหลักในการสื่อสารงาน แต่จะแยกออกเป็นสองช่องแชท ช่องหนึ่งเป็นช่องทางการใช้สำหรับตามงานและคุยเรื่องงานเท่านั้น แต่อีกช่องหนึ่งถูกเรียกว่า “ตู้กดน้ำ” เปรียบเหมือนช่องแชทที่ใช้คุยสัพเพเหระเวลาเราเข้าไปเจอเพื่อนที่โซนพักเบรกนั่นเอง ในช่องนี้พนักงานสามารถคุยเรื่องส่วนตัวหรือส่งรูปตลกๆ กันได้ตามสบาย

วัฒนธรรมการทำงานและตารางชีวิตอาจจะต้องปรับจูนกันบ้าง เมื่อมีการ Work from Home เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานอยู่บ้านจริงๆ ไม่ใช่การไปนั่งตามร้านกาแฟ ซึ่งจะทำให้เราเหงาและอึดอัดมากขึ้น แต่เราจะผ่านมันไปด้วยกัน!

Source

]]>
1268183