FDI – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 05 Feb 2026 07:26:09 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 FDI ไทยทะลัก 1 ล้านล้านบาท 2 ปีติด หนุนต่างชาติเช่าโรงงาน อัตราเช่าแตะ 98% สวนทาง โรงงานไทย ‘ยอดปิดตัว’ ยังสูง https://positioningmag.com/1558373 Wed, 04 Feb 2026 07:13:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558373 นายณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Knight Frank) กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 มองโอกาสการลงทุน โดยเฉพาะในเซกเตอร์ “โรงงาน-อุตสาหกรรม-แวร์เฮ้าส์” ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ปรับที่ดินผังเมืองสีม่วง หนุนอสังหาอุตสาหกรรมโต

ปัจจุบันมีซัพพลายรวม 3.29 ล้านตร.ม. เติบโต 0.3% ส่วนพื้นที่ใช้งานเติบโต 2.7% ส่งผลให้ อัตราการเช่าสูงถึง 98.4% ค่าเช่าเฉลี่ย 202.9 บาท/ตร.ม./เดือน

การปรับสีผังเมืองใหม่หลายพื้นที่ เป็น “ที่ดินผังเมืองสีม่วง” สามารถทำอุตสาหกรรมได้ จากเดิมอาจจะเป็นเฉพาะที่อยู่อาศัย หรืออสังหาเชิงพาณิชย์ ยิ่งกระตุ้นการลงทุนโรงงานและอุตสาหกรรม

ขณะที่ผู้ประกอบการพัฒนาอิงตามดีมานด์ลูกค้า ทำให้ “ซัพพลายไม่ล้น“ และเป็นอสังหาฯที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ดึงดูดดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ให้ลงทุนต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ซัพพลายโรงงาน-อุตสาหกรรม กระจายตัวใน 3 ทำเลหลัก ได้แก่

1.EEC สัดส่วน 47.7%

2.ปทุมธานี–อยุธยา สัดส่วน 26.3%

3.บางนา–ตราด สัดส่วน 26.1%

ด้านตลาดแวร์เฮ้าส์ มีแนวโน้ม ‘คงที่’ โดยมีพื้นที่รวม 6.5 ล้านตร.ม. เพิ่มขึ้น 1.2% และมีพื้นที่ใช้งาน 5.58 ล้านตร.ม. เพิ่มขึ้น 0.4%

ส่วนอัตราการเช่าลดลงเล็กน้อย 0.7% ซึ่งมีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 161.5 บาท/ตร.ม./เดือน และยังเติบโต 0.9%

การลงทุนแวร์เฮาส์กระจุกตัวในทำเลหลัก 3 อันดับ ได้แก่

1.ถ.บางนา-ตราด

2.โซนไทรน้อย จ.นนทบุรี 3.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และพื้นที่ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา)

“แวร์เฮ้าส์ ราคาตลาดไม่ค่อยมีการขยับมากเท่าไร ถือว่าค่อนข้างคงที่ เนื่องจาก รูปแบบการลงทุนต่างจากตลาดที่อยู่อาศัย โดยการพัฒนามักเกิดขึ้นเมื่อมีคำสั่งเช่าจากลูกค้าล่วงหน้า ทำให้ดีมานด์และซัพพลายค่อนข้างมีความสอดคล้องกัน”

FDI ทะลุ 1 ล้านล้าน 2 ปีติด จีนแห่ลงทุน

ทั้งนี้ การเติบโตของ โรงงาน อุตสาหกรรม และแวร์เฮ้าส์ ปัจจัยสำคัญมาจาก การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในไทย (FDI) ทำสถิติการลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาท 2 ปีติดต่อกัน (ปี 2567-2568)

โดยมี ‘จีน’ และ ‘ยุโรป’ เป็นกลุ่มลงทุนสำคัญในไทย และกว่า 80% เป็นการลงทุนในโรงงานและแวร์เฮ้าส์ ในพื้นที่ EEC

ข้อมูล ณ ครึ่งปีแรก 2568 มีซัพพลาย 186,098 ไร่ อัตราใช้พื้นที่สูง 93.5% ราคาเฉลี่ย 6.65 ล้านบาทต่อไร่ เติบโต 5% ในรอบ 5 ปี (2563-2568) สะท้อนดีมานด์ที่แข็งแกร่ง พื้นที่ EEC เป็นศูนย์กลางการลงทุนจากสิทธิประโยชน์และกฎหมายเฉพาะ

อย่างไรก็ดี ไทยยังมีความเสี่ยง คือ การแข่งขันจากเวียดนาม และ ผลกระทบนโยบายภาษีสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้การดูดซับที่ดินใน EEC ชะลอลง และเป็นโจทย์ว่าภาคอุตสาหกรรมไทยจะยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูงได้เร็วแค่ไหน

ยอดปิดตัวโรงงานไทยแซงยอดเปิดตัวโรงงานใหม่ในรอบ 2 ปี

แม้ภาพรวมตลาดโรงงาน แวร์เฮ้าส์ จะดี แต่ส่วนมากเป็น “การลงทุนจากต่างชาติ” สวนทางกับโรงงานไทย ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก

อ้างอิงศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ยอดปิดตัวโรงงานไทย เดือนธันวาคม 2568 กลับมามากกว่ายอดเปิดตัวโรงงานใหม่ในรอบ 2 ปี ดังนี้

เดือน ธ.ค. 68

  • จำนวนโรงงานปิดตัว 66 แห่ง
  • จำนวนโรงงานเปิดตัวใหม่ 55 แห่ง

ทั้งปี 2568

  • จำนวนโรงงานเปิดใหม่ทั้งปี 1,220 แห่ง
  • จำนวนโรงงานปิดตัวทั้งปี 786 แห่ง

“ทั้งปี 2568 จำนวนโรงงานที่เปิดใหม่ยังมากกว่าโรงงานปิดตัว แต่จำนวนโรงงานเปิดใหม่ลดลง 42% จากปีก่อน (YoY)”

โรงงานที่ปิดตัวมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

อันดับ 1 ธุรกิจเหมืองแร่

อันดับ 2 ธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม

อันดับ 3 ธุรกิจอโลหะ อาทิ ซีเมนต์ กระเบื้อง

ทั้งนี้ โรงงานที่ปิดตัวไปเริ่มเป็นไซซ์ใหญ่มากขึ้น สะท้อนจาก ทุนจดทะเบียนเฉลี่ยต่อโรงงานในปี 2568 อยู่ที่ 49 ล้านบาท/โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 39 ล้านบาท/โรงงาน

]]>
1558373
EEC x UOB ดึงทุนต่างชาติเข้าลงทุนไทย ชี้ 2 ปีนี้ ยุคทองย้ายฐานการผลิตโลก https://positioningmag.com/1509279 Mon, 03 Feb 2025 15:14:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1509279 นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ) หรือ EEC เปิดเผยว่า ช่วง 2 ปีนี้ (พ.ศ. 2568 – 2569) เป็นช่วงเวลาทองของการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ของโลก โดยเฉพาะฝั่งประเทศเอเชีย ที่ได้รับดีมานด์จำนวนมหาศาลจากจีน

“ถ้าไทยไม่ดึงการลงทุนตอนนี้ อาจต้องรอการอีกหลายปีกว่าจะมีการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาอีก น้ำขึ้นให้รีบตัก อาจไม่ทันการณ์ ยุคนี้ควร น้ำขึ้นให้รีบสูบ ซึ่งพื้นที่ภูมิภาคอาเซียนได้รับความสนใจในการย้ายฐานมากที่สุด“

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

สำหรับในไทย การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในปี 2568 หนักไปที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล คลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนพวกยานยนต์ไฟฟ้าแผ่วลง เพราะย้ายฐานการผลิตเข้ามาตั้งแต่ปีก่อน ปีนี้จะเป็นธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ที่ย้ายตามกันมา

จากมูลค่าออกบัตรลงทุนใน EEC ตั้งแต่ปี 2561 – ไตรมาส 3 ปี 2567 อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท หลัก ๆ เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

ล่าสุด EEC ได้ร่วมกับ UOB ขับเคลื่อนเป้าหมายทางเศรษฐกิจของไทย ด้วยยูโอบีมีเครือข่ายแข็งแกร่งทั่วภูมิภาคอาเซียน เชื่อว่าจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับนักลงทุนที่มีศักยภาพได้

นายแซม ชอง กรรมการผู้จัดการ, Head of Foreign Direct Investment Advisory Unit ธนาคารยูโอบี เปิดเผยว่า UOB ได้ร่วมกับ EEC สนับสนุนนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในไทยผ่านอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

  • ยานยนต์ยุคใหม่ อาทิ ยานยนต์ไร้คนขับ สเต็ปต่อไปจากรถยนต์ไฟฟ้า
  • การแพทย์และสุขภาพ ในรูปแบบบริการการแพทย์ขั้นสูง ที่ทุกคนต้องมาใช้บริการทั้งการรักษาและการป้องกัน
  • ดิจิทัลและนวัตกรรม
  • เศรษฐกิจสีเขียวและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมโครงการต่างๆ ที่จะดำเนินการร่วมกัน อาทิ แคมเปญส่งเสริมการลงทุน การจัดโรดโชว์สำหรับนักลงทุน และการสนับสนุนผ่านหน่วยงานที่ปรึกษาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDIA) ของธนาคาร

ที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2563 หน่วยงาน FDIA ของยูโอบี ได้สนับสนุนให้บริษัทกว่า 450 แห่ง ขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศไทย คาดสร้างมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศกว่า 45,000 ล้านบาท และสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับคนไทยมากกว่า 31,000 ตำแหน่ง

จากการส่งเสริมการลงทุนทั่วภูมิภาคอาเซียนของ UOB อยู่ที่ 5,000 บริษัท คิดเป็นมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท และคาดว่าภายในปี 2570 จะช่วยสร้างโอกาสจ้างงานทั่วอาเซียนทะลุ 1 ล้านตำแหน่ง

“UOB ประเมินว่า ภูมิภาคอาเซียนจะมีการลงทุนโดยตรงจาก ตปท. (FDI) ประมาณ 3.12 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 จากปีก่อนมีมูลค่าอยู่ที่ 2.26 แสนล้านดอลลาร์”

]]>
1509279
‘จีน’ เบียด ‘สหรัฐฯ’ ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง ประเทศที่ต่างชาติแห่ลงทุน FDI สูงสุดในปี 2020 https://positioningmag.com/1316351 Mon, 25 Jan 2021 13:56:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1316351 หลังเป็นประเทศเเรกที่ติด COVID-19 เเละฟื้นตัวได้ก่อนใคร ทำให้ ’จีน’ เบียดยักษ์ใหญ่อย่าง ‘สหรัฐฯ’ ขึ้นเเท่นประเทศที่ต่างชาติแห่ลงทุน FDI มากที่สุดในปี 2020

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับการลงทุนโลกประจำปี 2020 พบประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศจีนมีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ‘ไหลเข้า’ กว่า 1.63 เเสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มสูงขึ้น 4%

โค่นเเชมป์เก่าที่ยังมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่าง ‘สหรัฐฯ’ ซึ่งมี FDI ประมาณ 1.34 เเสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวหนักถึง 49%

หากเทียบกับปี 2019 ก่อนเกิดวิกฤตโรคระบาด พบว่า สหรัฐฯ เคยมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งที่ 2.51 เเสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนจีนตามมาเป็นที่สองที่ 1.40 เเสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ เเม้จีนจะขึ้นเป็นเเชมป์ ‘แหล่งลงทุน FDI ’ จากต่างประเทศมากที่สุดในปี 2020 เเต่หากดูภาพรวมทั้งอดีตถึงปัจจุบันเป็นต้นมา สหรัฐฯ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งในการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด

จากสถานการณ์ COVID-19 ที่สะเทือนหลายประเทศ ทำให้ FDI ของทั่วโลกในปี 2020 ทั่วโลก หดตัวถึง 42% มาอยู่ที่ 8.59 เเสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะนานาชาติต่างระงับหรือชะลอการลงทุน

(Photo by Getty Images)

UNCTAD พบว่า เหล่าประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตนี้มากกว่าปีก่อนหน้า และรับผลกระทบหนักกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่ปรับตัวลดลงที่ 12%

สำหรับปัจจัยที่ต่างชาติเลือกที่จะเข้ามาลงทุนในจีนมากขึ้น ในปี 2020 หลักๆ มาจากมาตรการควบคุมโรคระบาดที่เข้มงวดเเละได้ผลเร็ว เมื่อเทียบกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ อย่างสหรัฐฯ เเละสหภาพยุโรป เศรษฐกิจจีนถือว่าฟื้นตัวได้เร็วกว่ามาก

นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุน FDI มักจะมาพร้อมกับการเปิดโรงงานใหม่เเละการเข้าซื้อกิจการท้องถิ่น ซึ่งจีนก็ได้รับความสนใจจากบริษัทใหญ่ฝั่งตะวันตกมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของจีนในปี 2020 เติบโตได้ถึง 2.3%

อย่างไรก็ตาม IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโต ‘เศรษฐกิจจีน’ ในปี 2021 เหลือ 7.9% จากที่เคยประเมินไว้ที่ 8.2% เเม้จีนจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศเดียวที่ยังเติบโตเป็น ‘บวก’ ได้ ท่ามกลางโรคระบาด COVID-19 เเต่ก็เป็นการเติบโตที่ยังไม่สมดุล

 

 

ที่มา : Reuters , CNBC , WSJ

]]>
1316351
ส่องโอกาส ‘นักลงทุนจีน’ เเห่ขนเงินบุกตลาดไทย หลังวิกฤต COVID-19 https://positioningmag.com/1313268 Thu, 07 Jan 2021 11:49:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1313268 ความไม่เเน่นอนของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางโรคระบาด COVID-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

โดยนักลงทุนจากประเทศจีน ถือเป็นกลุ่มใหญ่ลำดับต้นๆ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ มาดูกันว่าทิศทางของเม็ดเงินการลงทุนของจีนจะเป็นอย่างไร ธุรกิจที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการชาวไทยต้องเตรียมตัว เเละมีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง เพื่อเตรียมความพร้อมรับโอกาสการลงทุนในปี 2021 นี้

คาดจีน ‘ขนเงิน’ ลงทุนไทย หลัง COVID-19 

สำหรับภาพรวมการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักธุรกิจ SMEs ที่ปรับกลยุทธ์หันมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อขยายตลาดในอาเซียน

หากย้อนไปในช่วง 5 ปีก่อน จะเห็นว่าสัดส่วนการลงทุนของจีนในไทยไม่ได้อยู่ในอันดับ 5 แต่ในปี 2561 ประเทศจีนขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 เเทนที่ประเทศญี่ปุ่นที่เคยเป็นอันดับ 1 ในการลงทุนในตลาดไทย

มาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ให้ข้อมูลว่า สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของจีนในปี 2562 มีมูลค่าการลงทุนสะสมรวมอยู่ที่
1.4
แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการลงทุนในอาเซียนสัดส่วนประมาณ 11% และไทยมีสัดส่วนประมาณ 1% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2558 ที่มีสัดส่วนการลงทุนสะสมเพียง 0.3% เท่านั้น

แม้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ายังค่อนข้างน้อย หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น CLMV ที่มีสัดส่วนการลงทุนถึง 4% โดยเฉพาะการลงทุนในเวียดนามที่ค่อนข้างโดดเด่น สะท้อนว่าการลงทุนในไทยยังค่อนต่ำเมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน เเต่ก็มองว่าส่วนนี้ยังสามารถขยายเพิ่มได้อีก

โดย SCB ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารบริษัทจีนขนาดกลางและขนาดใหญ่จำนวน 170 รายที่มีการลงทุนหรือเกี่ยวข้องกับไทย พบว่า นักลงทุนกว่า 2 ใน 3 ให้ความสนใจที่จะขยายการลงทุนมายังไทยในช่วง 2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ราว 60% ยังเป็นกลุ่มที่ไม่เคยลงทุนหรือทำธุรกิจในประเทศไทยมาก่อน ถือว่าเป็นโอกาสใหม่ที่สำคัญ

เหตุผลหลักๆ คือ มองว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีความพร้อมและตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่จะสามารถก้าวเป็นศูนย์กลางอาเซียนเพื่อเชื่อมโยงตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น ต่างจากในอดีตที่นักลงทุนจีนเคยมองว่า ประเทศไทยเป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น

อีกทั้ง ยังมีปัจจัยที่เอื้อให้การลงทุนไทยยังเติบโต จากนโยบายการลงทุนต่างประเทศของจีนที่น่าจะเปลี่ยนไปเพราะภัยโรคระบาด จากเดิมที่เคยมองการลงทุนในสหรัฐฯ เเละยุโรป ก็มีเเนวโน้มจะนำเงินทุนเหล่านั้นมาลงในประเทศ
เเถบอาเซียนเเละไทย ที่มีความรุนเเรงในการเเพร่ระบาดน้อยกว่า

จีนลุยเจาะธุรกิจ ‘บริการ’ ในไทย 

อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจเริ่มกระจายตัวมากขึ้น จากเดิมที่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งออก และอุตสาหกรรมหนัก อย่าง การลงทุนในระบบรางขนส่ง รถไฟ ฯลฯ

แต่ในระยะหลังนักธุรกิจจีนเริ่มหันมาบุกตลาดไทยมากขึ้น ทั้งในภาคบริการ เทคโนโลยี สาธาณูปโภค โลจิสติกส์ ร้านอาหาร รวมไปถึงการตั้งสำนักงานทนายความรองรับนักธุรกิจจีนในไทย

จากเดิมเม็ดเงินลงทุนจากจีนจะมีขนาดใหญ่ราว 1,000 ล้านบาท เเละจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมหลัก อย่าง ยางรถยนต์ ต่างจากตอนนี้ที่มีการกระจายการลงทุนมากขึ้น ทำให้เม็ดเงินลงทุนมีขนาดเล็กลง อาจเหลือเพียง 500 ล้านบาท แต่เราจะได้เห็นปริมาณโครงการลงทุนว่ามีมากขึ้นเกินความคาดหมาย

โดยพฤติกรรมของนักลงทุนจีน โดยเฉพาะ SMEs (ที่มีขนาดใหญ่กว่าในไทย) ที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า จะใช้เงินลงทุนในช่วงแรกน้อยลง เพื่อเรียนรู้ตลาดก่อนขยายธุรกิจในอนาคตตามโอกาสและทิศทางการเติบโต โดยธุรกิจบริการและเทคโนโลยี จะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของนักธุรกิจจีนที่มีแนวโน้มจะขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป

ร้านอาหารจีน
Photo : Shutterstock

เเซงญี่ปุ่น จีนขึ้นเบอร์ 1 ดันเม็ดเงิน FDI ในไทย 5 หมื่นล้าน

ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า ในปี 2564 GDP ทั่วโลกน่าจะอยู่ที่ 5.4% ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ติดลบ 4.1%

โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ เเละยุโรปจะฟื้นตัว แต่ยังไม่เท่ากับช่วงก่อนวิกฤต COVID-19 ขณะที่จีนยังเป็นมหาอำนาจใหญ่ชาติเดียวที่ยังเติบโตได้ แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าก็ตาม

คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ 8.3% เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกปีนี้จะอยู่ที่ 5.4% ถือว่าเป็นโอกาสดีในการทำธุรกิจกับจีน

หากดูข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของโลก จากการประเมินของ UNCTAD ในปี 2564 พบว่า ยังมีแนวโน้มหดตัว -10% จากปี 2563 ที่หดตัวสูงถึง -30-40% หรือคิดเป็นเม็ดเงินลงทุนอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2558 ที่มีเม็ดเงินลงทุน 2.04 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจาก COVID-19 และมาตรการล็อกดาวน์

เเต่จะเห็นว่าภูมิภาคเอเชียได้รับผลกระทบน้อยสุด โดยเม็ดเงิน FDI หดตัว -12% เมื่อเทียบกับภูมิภาคยุโรปที่หดตัว -100% สะท้อนการควบคุม COVID-19 ได้ค่อนข้างดี

เมื่อเจาะลึกถึงการลงทุนในไทยของนักลงทุนจากจีน พบว่า ในช่วง 9 เดือนของปี 2563 เทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน เเม้การยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะมีอัตราการหดตัว -19% แต่จะเห็นว่าการอนุมัติโครงการมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากการยื่นขอในช่วง 2-3 ปีก่อนทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนเข้ามาในไทยต่อเนื่อง

ปัจจุบันการขอส่งเสริมการลงทุนของจีน ขึ้นแซงหน้าประเทศญี่ปุ่นมาเป็นอันดับ 1 แล้ว โดยมูลค่าเงินทุนที่ได้รับอนุมัติของจีนอยู่ที่ 5.15 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าเงินลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมอยู่ที่ 2.21 หมื่นล้านบาท

“ในปี 2563 จะเห็นว่าญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริมการลงทุน BOI มากที่สุด แต่จีนได้รับการอนุมัติการลงทุนมากที่สุด”

โดยต่อไป ไทยต้องเร่งในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามา ไปพร้อมๆ กับปัจจัยสนับสนุน อย่าง การลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาค (The Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) และต้องจับตาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยการที่สหรัฐฯ มีผู้นำคนใหม่เป็น “โจ ไบเดน” ก็จะเห็นทั้งนโยบายส่งเสริมและกีดกันทางการค้ามากขึ้น เเละโลกจะแบ่งเป็น 3 ขั้วอำนาจได้แก่ จีน สหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา

โอกาสเเละความเสี่ยงที่ควรระวัง

มาณพ ระบุว่า การที่โครงสร้างพื้นฐานในประเทศ CLMV นั้นต้องพึ่งพาจีนมากกว่าไทย เเละมีชายเเดนใกล้กัน ทำให้มีความสัมพันธ์กับนักลงทุนจีนมากกว่า เเต่ไทยก็ยังสามารถวาง ‘จุดเเข็ง’ ของตัวเองได้ ด้วยการเป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเเละเทคโนโลยีที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงความพร้อมเรื่องของบุคลากร ที่จะเป็นตัวต่อยอดกับนักธุรกิจจีนต่อไปได้

“เหตุผลนักลงทุนจีนเลือกมาที่ประเทศไทย เขาไม่ได้มองไปที่การประหยัดต้นทุนเป็นอันดับเเรก ซึ่งต่างกับการไปลงทุนที่ใน CLMV ที่มักจะพิจารณาถึงต้นทุนที่ต่ำกว่า”

สำหรับข้อดีที่เป็นโอกาสต่อไป คือ นักธุรกิจจีนกำลังจะเข้ามาในลงทุนในไทยมากกว่าทุกวันนี้ เเละกระจายตัวไปในหลายภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อตีตลาดไทย หาช่องทางการตลาดโดยตรงเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องการเข้าเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจไทย

เหล่านี้เป็นโอกาสของนักธุรกิจไทย ที่จะเข้าไปเป็น “พันธมิตรร่วมทุน” หรือจับมือการค้าต่างๆ รวมไปถึงการให้บริการหรือขายบริการให้กับนักธุรกิจจีนที่มาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ดังนั้น จึงต้องเตรียมการทำเข้าใจนักธุรกิจจีนมากขึ้น เพราะคนจีนจากเเต่ละภูมิภาค เเต่ละมณฑลก็มีลักษณะการทำธุรกิจที่เเตกต่างกัน นักธุรกิจจากบริษัทขนาดใหญ่เเละขนาดเล็กก็เเตกต่างกัน เป็นช่องทางที่เราจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านกฎระเบียบของไทย ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงของตลาดไทยมากขึ้น

Photo : Shutterstock

ด้าน “ความเสี่ยง” ที่ต้องระมัดระวังนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าเเต่เดิมจีนวางว่าไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก จึงไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ธุรกิจบ้านเราเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อดีมานด์-ซัพพลาย เเต่ปัจจุบันเมื่อนักธุรกิจจีนเลือกที่จะเข้ามาตีตลาดไทยเอง ก็ทำให้สมการการเเข่งขันเปลี่ยนเเปลงไป

อีกทั้งนักธุรกิจจีนยังมาพร้อมกับเงินทุน ต้นทุนที่ต่ำกว่า เเละเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า ตลอดจนวิธีการทำงานของนักธุรกิจจีนบางรายก็มีความก้าวร้าวมากกว่านักธุรกิจชาติอื่นๆ เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องทำความเข้าใจให้รอบคอบ

“ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีเเบรนด์จีนขยับขึ้นมามีชื่อเสียงระดับโลกเพิ่มขึ้นมาก สินค้ามีคุณภาพ มีการดีไซน์สินค้า นำไปสู่การเเข่งขันในตลาดที่ดุเดือดมากขึ้น ดังนั้นนักธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ รวมถึงการหาแนวทางเป็นคู่ค้ากับนักธุรกิจจีนเพื่อรับกระเเสเม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุนต่อไป” 

 

]]>
1313268