“Social Media” ฟรีทีวีของแบรนด์ดารา

”โดม ปกรณ์ลัม” @domepakornlam และ “เจ เจตริน” @jjetrin สร้างตัวเองจนกลายเป็นศิลปินผู้ทรงอิทธิพลในโซเชี่ยลมีเดีย มีแฟนตามหลายหมื่นคน จากทวีตแรกจนถึงทวีตปัจจุบันพวกเขาสามารถต่อยอดเพิ่มธุรกิจของตัวเองได้ไม่รู้จบ นี่คือยุคของศิลปินที่ไม่ใช่แค่สวยหล่อนั่งรองาน แต่ต้องวางแผน และแสดงจุดแข็ง สร้าง Positioning ตัวเองให้ชัด และนี่คือโอกาสที่ทำให้แบรนด์และสินค้าตัดสินใจเลือกพวกเขาเป็นสื่อ ทั้ง “โดมและเจ” นาทีนี้สปอตไลต์จึงสาดมาที่เขาเต็มๆ

“โดม ปกรณ์ ลัม” ไม่ได้เป็นศิลปินคนแรกที่กระโจนสู่โลก Social Media แต่เป็นหนึ่งในศิลปินที่แอคทีฟสุดๆ ในช่องทางนี้ โดมกลายเป็น Youtube Superstar ของเมืองไทย ที่ผลิตผลงานคลิปสั้นๆ ออกมาต่อเนื่องเกือบ 500 คลิป นับแต่ปลายเดือนกันยายน 2553 เป็นต้น ล่าสุดเขามี Personal App เป็นของตัวเองรายแรกกับเอไอเอส

ส่วนงานเจทวีตปาร์ตี้ที่ผ่านมาของเจ เจตริน วรรธนะสิน มีแฟนคลับมาร่วมงานกว่า 700 คน ที่โรงละครอักษรา ที่มีเอไอเอสสนับสนุนกิจกรรม ขณะเดียวกันคิงเพาเวอร์ก็ให้ส่วนลดค่าเช่าพื้นที่เกินครึ่ง เบ็ดเสร็จเจจึงยิ้มกว้างเหมือนเคย แบบไม่ จ เอะ บ เจ็บ แต่อย่างใด ขณะที่สายสัมพันธ์ที่มีกับแฟนคลับก็กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมี Twitter และสื่อออนไลน์อื่นๆ ของเขาเป็นตัวขับเคลื่อน

ทั้ง 2 คนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเจ้าพ่อ Social Media เมืองไทย มาฟังจากปากของพวกเขาเองว่า มีแนวคิดเกี่ยวกับการใช้สื่อนี้อย่างไร และมันสามารถต่อยอดคุณค่าอะไรให้กับพวกเขาได้เก็บเกี่ยวได้บ้าง โดม-เจ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ POSITIONING

ไม่เก่งหรอก แต่มันอิน

โดม-ปกรณ์ ลัม ที่ได้รับสมญานามว่า หล่อสุด-สุดหล่อ ขั้นเทพ ออกปากก่อนว่า “ผมยังใหม่กับ Social Media มาก ทำเพราะอยากใกล้ชิดกับแฟนๆ แต่กลายเป็นว่า ผมเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ทำ Personal App ซึ่งจะมีทั้งทีวีออนไลน์ รวมถึงมิวสิกวิดีโอ และอื่นๆ”

จาก Youtube และเริ่มทวีตถี่ขึ้นใน Twitter ระยะเวลาเพียง 5 เดือน เขาก็ก้าวเข้าสู่โลกแห่งธุรกิจออนไลน์อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ด้านเจ-เจตริน ที่เรารู้จักเขากันดีเพราะอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 20 ปี บอกว่า “พื้นฐานชอบเทคโนโลยี Gadget อยู่แล้ว ชอบศึกษาชอบใช้ตั้งแต่คุณพ่อเป็นพรีเซ็นเตอร์โทรศัพท์มือถืออิริคสัน ก็สนใจลองใช้ดู มีอะไรผมก็ลองมาหมดแล้ว O2, Palm แต่ผมไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ แต่เป็น Home User ตัวจริง”

เจจึงเป็นกลุ่ม Early Adopter ที่รับเทรนด์เทคโนโลยีต่างๆ ได้รวดเร็ว และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงสามารถสร้างสีสันและรายได้จากช่องทางออนไลน์ต่างๆ ได้อย่างมีแบบแผน

ทุกวันนี้เขาพกแก็ดเก็จ 3 เครื่องเริ่มจากไอโฟน ตามมาด้วยแบล็คเบอร์รี่ และล่าสุดคือไอแพด ที่กลายเป็นชิ้นโปรดของเขาไปแล้ว

Advertisers 2.0 มาเอง

“ผมมองว่ายุคนี้ให้แฟนคลับเข้ามาหา หรือให้เขาไปต่อคิวซื้อซีดีไม่ใช่แล้ว ผมก็ต้องต่อท่อไปถึงเขาโดยตรง ผ่าน Social Media โดยผมเลือกทำ VLOG เป็นหลัก” โดมบอกถึงจุดเริ่มต้น

VLOG ที่เขาบอก หมายถึง Video+Blog ที่บอกเล่าเก้าสิบเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเขาในรูปแบบวิดีโอ ผ่านทาง Youtube Channel ที่เขาสร้างขึ้นมา

นอกเหนือจากข่าวคราวที่เขาอัพเดตเกี่ยวกับเบื้องหลังความหล่อของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนๆ เขาอยากรู้แล้ว ยังรวมถึงการใช้ Youtube Channel เป็นช่องทางในการแก้ข่าวคาว ข่าวฉาวทั้งหลายที่ปะทะมายังตัวเขาในทันที โดยไม่ต้องรอจัดแถลงข่าว

จากคลิปแต่งผม-ลอรีอัล คลิปโชว์กินวิตามิน-แบล็คมอร์ และอื่นๆ ทำให้คนอาจคิดไปว่าโดมกำลังโฆษณาให้กับแบรนด์เหล่านี้หรือเปล่า เขาไขข้อข้องใจนี้ว่า “คนถามเยอะมาก แต่ไม่ได้อะไร เราอยากเสนอเรื่องจริงของเรา เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ที่ผมต้องการเปิดเผยเบื้องหลังชีวิตผมให้แฟนๆ ได้รู้ แต่ในเชิงธุรกิจผมว่ามันแย่นะเพราะไม่ได้ตังค์ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็มีการเอาคลิปผมไปติดตามร้านขายยากันใหญ่”

ขณะที่ Facebook ของโดมมีทีมงานดูแลให้ แต่ไอเดียในการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งใน Youtube และ Facebook มาจากตัวเขาเองโดยตรง ด้านโปรดักชั่นมีทีมงานช่วย 10 คน

สำหรับ เจ-เจตริน มีภาพลักษณ์เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ขั้นเทพของไทย โดยเฉพาะกับลีลาบนเวทีคอนเสิร์ตที่เขาบอกกับเราว่า “มันโคตร” ทำให้แบรนด์ของเขาชัด สินค้าและบริการที่เข้ามาหามีความต้องการที่เหมือนกันคือ “ความสุข ความสนุกสนานแบบเต็มที่” โดยที่บิ๊กซียังคงใช้เขาและครอบครัวเป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างเหนียวแน่น ขณะที่จอห์นี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็ผูกสัมพันธ์กับเจมานานในส่วนของคอนเสิร์ตและอีเวนต์

เกมเปลี่ยน ศิลปินเปลี่ยน นั่งหล่อ รองานไม่พอ

“เลดี้ กาก้า โมเดล” คือแรงบันดาลใจของโดม ที่เห็นโอกาสสร้างแบรนด์และทำรายได้ใน Social Media และทำให้เขามีอีกบทบาทหนึ่งที่เพิ่มขึ้น คือ การเป็น Content Developer

“เขาเป็นไอคอนในยุคนี้เลย เก่งเรื่อง Social Media มาก เข้าไปที่เว็บไซต์ของเขา ซ้ายเป็น Facebook ขวาเป็น Youtube อัพเดตตลอดเวลา และมี App ในไอโฟน 3-4 App”

โดมฉายภาพที่เป็นเหตุผลของความเคลื่อนไหวล่าสุดของเขาว่า “มองว่าธุรกิจบันเทิงเปลี่ยนไป เด็กไม่ได้ดูทีวี แต่ถามอะไรรู้หมด บางทีรู้ตั้งแต่อยู่บนเตียงแล้ว เพราะตื่นมาก็คว้ามือถือ และความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ต้นทุนมันต่ำลง อะไรที่อยู่ออฟไลน์ต้นทุนสูงหมด ควบคุมโปรดักชั่นลำบาก ผมก็เลยคิดว่าน่าจะทำอะไรกับฐานแฟนคลับที่มีอยู่ ก็เลยพัฒนา App ร่วมกับเอไอเอสขึ้นมา เป็น Free App ทำให้เข้าถึงง่ายและฟรี และมีการ Customized สีของ App ตามซีซั่นต่างๆ ผมเห็นว่าศิลปินระดับสากลอย่าง เลดี้ กาก้า บริทนี่ย์ สเพียร์ เขามี App กันเยอะ ก็เลยอยากทำบ้าง เพราะรวมทุกอย่างเกี่ยวกับตัวศิลปินไว้ในที่เดียว ไม่ต้องเข้ากูเกิล นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาจาก Show biz เป็น Pure Digital”

นับเป็นการเปิดตัว Personal App ใน Timing ที่เหมาะเจาะ เพราะละครเรื่องแรกของเขาออนแอร์ที่ช่อง 3 ในวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา

“เริ่มแรกเลยมีทีมงานชื่อสยามสแควร์เป็นแฟนคลิปของผมใน Youtube เขาติดต่อเข้ามาบอกว่าผมน่าจะทำ App เพราะขยายผลได้มากกว่า ทำเป็นเบต้า 1.0 มีฟังก์ชันเป็นเกมถ่ายรูปกับผม ปรากฏว่ามีคนชอบ โพสต์และแชร์กัน ผลตอบรับดีมาก มีคนโหลด App วันละ 3,000-4,000 คน และจะทำเป็นการประกวดให้คะแนนใน App และจัดอันดับคะแนนแข่งกัน”

แต่ใช่ว่าจะราบรื่นเพราะโดมรู้ดีว่าอุปสรรคอยูที่ดีไวซ์ แต่ถ้าทำได้ครอบคลุมมากกว่านี้เขาเชื่อว่า คอนเทนต์ของเขาจะถึงมือคนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาคอนเทนต์ในเชิงที่เข้าใจ Consumer Insightมากขึ้น

“จะเพิ่มเกมให้มากขึ้น โดยยึดความต้องการของพวกเป็นหลัก เช่น เครียด ไม่สบาย ก็อาจเป็นเกมเขย่ามือถือ แล้วมีผมออกมาพูดให้กำลังใจในแง่มุมต่างๆ ”

นี่จึงเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ศิลปินรุ่นก่อนอาจมองตามตาค้าง เพราะโมเดลธุรกิจที่ศิลปินยุคก่อนหรือยุคใหม่ที่หัวใจไร้เทคโนโลยีอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีอยู่จริงและทำให้เป็นเงินเป็นทองขึ้นมาได้

“เดิมนักร้องทำงาน 1 ปีในห้องอัด แล้วหยุดไปทัวร์คอนเสิร์ต 2 ปี แต่ตอนนี้เกมเปลี่ยน ต้องคิดทุกวัน”

5 เดือนที่ผ่านมา โดมยอมรับว่างานชุกมาก อันเป็นผลชัดเจนมาจากความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องใน Youtube ของเขา ทำให้มีแบรนด์สนใจติดต่อเข้ามามากมาย ล่าสุดเขาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับทวิสตี้ โพรเทคส์ และล่าสุดคือแบรนด์ยาสีฟัน และอุปกรณ์เกี่ยวกับยานยนต์ ที่กำลังถ่ายทำอยู่ จากเดิมที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับลอรีอัล เมน เอ็กซ์เพิร์ท และไอวี่ ซึ่งโอกาสต่อสัญญาไปอีกยาว

“แต่ก่อนเขาเดินมาหาเราในฐานะพรีเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ตอนนี้เรามีมีเดียของเราเอง ใครติดต่อมาก็เอาหลังบ้าน สถิติเรตติ้งต่างๆ ให้เขาดู ทำให้ค่าตัวเราก็เพิ่มขึ้น ”

ไม่เพียงเท่านั้น โครงสร้างรายได้ของโดมตอนนี้จึงมาจากหน้าม่าน (โชว์ตัว พรีเซ็นเตอร์) และอย่างล่าสุด Profit Sharing กับเอไอเอส และการทำสตูดิโอ

ด้านเจที่กำลังใกล้จะหมดสัญญากับแกรมมี่ ก็มีโปรมีโปรเจกต์ใหม่ๆ ทยอยออกมาให้เซอร์ไพรส์อยู่เรื่อยๆ

“ผมอยู่มานานจะครบรอบ 20 ปีในปีนี้ แต่ยังไม่จัดคอนเสิร์ตหรือปาร์ตี้ใหญ่อะไรเพราะชนกับติ๊นา ซึ่งครบรอบ 20 ปีในวงการเพลงเหมือนกัน ทางค่ายก็เงียบๆ ผมเองก็ใกล้หมดสัญญาเร็วๆ นี้ อนาคตสัญญากับค่ายไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะดูแลตัวเองอยู่แล้ว และถ้าไม่ต่อสัญญายังไงก็เป็นพันธมิตรกันอยู่ ผมก็อาจจะทำเอง จะเป็นเวิลด์ ทัวร์เลย”

และ Social Media คือโอกาส และเครื่องมือที่เจวางแผนสร้างรายได้และอนาคตให้กับตัวเอง

“ลำพังรายได้จาก Twitter ตอนนี้ก็หลายแสนแล้ว เดี๋ยวคนนั้นคนนี้ แบรนด์นั้นแบรนด์นี้ก็มาให้พูดประชาสัมพันธ์ ติดต่องานมาให้ไปออกอีเวนต์ ก็มีวงเล็บมาตลอดว่า ช่วยทวีตด้วยนะคะ” เจเล่าให้ฟังแบบติดตลก

“ก็โอเคมันเป็นธุรกิจ แต่ไม่ได้ยัดเยียด”

เจมีแฟนคลับหลากหลายกลุ่มแต่โดยมากแล้วจะเป็นกลุ่มอายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งชอบเรื่องราวแบบ “วาไรตี้” ซึ่งเป็นนิยามที่เขาให้กับตัวเอง

“ใน Facebook ของผมเป็นผู้หญิงราว 90% ส่วนใหญ่เป็น Frist Jobbers ส่วน Twitter ผู้หญิง 70% และผู้ชาย 30% และอายุจะเด็กลงมาจนถึงวัยมัธยม เพราะเด็กๆ นี่ทวีตกันเยอะ พวกเขาชอบดูไลฟ์สไตล์ที่ไฮเปอร์แอคทีฟของผม ทำกิจกรรมที่น่าสนใจ คุยปัญหาครอบครัว บ้านเมือง การเมือง ท่องเที่ยว มีวาไรตี้ ไม่เอียน ไม่เบื่อ มีเหวี่ยงบ้างกับเหตุการณ์บ้านเมือง ปากท้องความเป็นอยู่ จนหลายคนบอกให้ผมไปสมัครเป็น ส.ส. ส.ว. แล้ว (หัวเราะ)”

เจทวีตบ่อย ทวีตดัง จนทำให้ตอนนี้มีหลายแบรนด์สบช่องเห็นทางเพื่อเข้าหากลุ่มเป้าหมายของเจ

“เมืองไทยประกันชีวิตติดต่อมาหลังจากเห็นผมทวีตว่าจะชวนแฟนๆ มาล่องเรือเจ้าพระยากัน ขายบัตร ได้กำไรนิดหน่อยก็เอา แต่กลายเป็นว่าเขาขอเหมาให้กับลูกค้าประกันของเขาไป”

จากตอนแรกเป็นแค่พีอาร์ ตอนนี้ก็เป็นการตลาดมากขึ้น ใช่เพียงทวีตโปรโมตงานตัวเองและลูกค้าเท่านั้น หากแต่ยังช่วยภรรยา ปิ่น เก็จมณี ขายผลไม้อบแห้งตราปิ่นโตด้วย “ทวีตที ยอดก็ขึ้นที”

ล่าสุดเขากำลังขมักเขม้นกับการทำแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสไตล์ของเขาเอง เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สักแขน ใส่ตุ้มหู กลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนจำได้ และเขาเชื่อว่าสไตล์ของเขาชัดพอที่จะทำออกมาเป็นคอมเมอร์เชี่ยลโปรดักต์ได้

“ค่ายมีสื่อจำกัด ศิลปินหลายคน เราทำเองได้ก็ทำ มีสื่อของตัวเอง เบาๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเราได้ง่ายและถี่”

ปัจจุบันแม้เจจะมีรายได้มาจากหลายทางแต่รายได้จากการเป็นนักร้อง ซึ่งเป็น Core Competency ทำเงินให้เขา 80% ของรายได้ทั้งหมด อีก 20% ที่เหลือก็คือพรีเซ็นเตอร์ อีเวนต์และพิธีกร

ทั้งโดมและเจมองเหมือนกันที่ว่า จากนี้ไปจะขยายธุรกิจโดยเน้นช่องทางออนไลน์เป็นหลัก

“ไม่ต้องออฟไลน์แล้ว ทุกอย่างเกียร์ไปออนไลน์หมด ตัดปัญหาเรื่องสต๊อกไปเลย”

ทีวีออนไลน์ ความมุ่งมั่นของโดม-เจ

ขณะที่โดมนำเสนอไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเองในแง่มุมต่างๆ ทั้งการแต่งผม การทานวิตามิน การเลือกร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว จาก Youtube Channel สู่ Personal App และขณะนี้กำลังเจรจากับเอไอเอสเพื่อทำ Smart TV โดยเขาสนใจทำรายการอาหาร เนื่องจากเป็นคนชอบชิม ชอบทาน และอาจรวมถึงไลฟ์สไตล์อื่นๆ และตอนนี้เปิดเว็บไซต์ทำทีวีออนไลน์ ชื่อ www.suck-t.com

ด้านเจเลือกที่สร้างจุดขายที่ชัดเจนขึ้นมาในเรื่องของการเป็นคนเล่าเรื่องผี จนได้รับฉายาเพิ่มจาก “เจวิตเตอร์” เป็น “เจทวีตผี” ทั้งๆ ที่พื้นฐานแล้วเขาเป็นคนกลัวผีมาก

เรื่องผีของเขาได้รับผลตอบรับอย่างล้นหลามใน Twitter จนต่อมาเจต่อยอดสู่ www.nonnoitv.com ทีวีออนไลน์ที่รวบรวมไลฟ์สไตล์ของคนนอนดึกมานำเสนอ

“ผีเป็นเรื่องที่คนไทยชอบเล่าชอบฟัง อยู่กับคนไทยมานานตั้งแต่โบราณ เป็นเรื่องเล่าก่อนนอน ยามดึก ตอนแรกที่ทวีตเรื่องผีช่วงดึกๆ ก็เห็นว่ายอด Followers เพิ่มขึ้นหลายร้อย เลยคิดว่าน่าจะเอาไปเป็นคอนเทนต์ในนอนน้อยทีวีได้”

“เราดูไลฟ์สไตล์คนนอนดึกว่าชอบอะไร ซึ่งก็คือไลฟ์สไตล์ของผมกับเพื่อนๆ นี่แหละ นอนดึกมากจนได้ยาม อวอร์ด (หัวเราะ) ตื่นก็บ่าย 2 เข้าไปแล้ว พวกนี้ชอบเล่าเรื่องผี ชอบกิน ชอบเที่ยว มีเรื่องอิโรติกนิดๆ ซุบซิบ เม้าท์ดารา และชอบปรึกษาปัญหาชีวิต”

นอนน้อยทีวีจึงเป็นช่องทางแก้คันของบรรดาคนนอนดึกทั้งหลาย ที่เจตั้งเป้าที่จะปั้นให้เป็นอีกแบรนด์ที่แข็งแกร่งในโลกออนไลน์ รวมถึงต่อยอดในเคเบิลทีวี และเมอร์ชั่นไดซิ่งในอนาคต

“ผมชอบที่สื่อออนไลน์อัดความถี่ได้ อัดเต็มที่ไปเลย ไม่เหมือนฟรีทีวี อย่างผมก็ทวีตเช้าเย็น”

ทั้งนี้กลยุทธ์ของเจจะเน้นสร้างสมดุลทั้งแบรนด์ เจ เจตริน และนอนน้อยทีวีให้มากที่สุด และไม่สนใจที่จะทำ Personal App เหมือนเช่นที่โดมทำกับเอไอเอส เนื่องจากเขามองว่ากลุ่มเป้าหมายของเขา คงไม่ได้ชอบอะไรที่ออกแนวน่ารักๆ เช่น ถ่ายรูปกับเจผ่านApp ต่างๆ เขาจึงเลือกที่จะนำเสนอแบรนด์นอนน้อยทีวี เป็น App ผ่านทางไอโฟนของทรูมูฟแทน

“ต้องการจับกลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาอาจไมได้ชอบเจ เจตริน เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กแนว อินดี้ ที่ชอบคอนเทนต์เรื่องผี เรื่องชีวิตคนนอนดึก รวมถึงปัญหารักที่ต้องการคำปรึกษา ขณะเดียวกัน @jjetrin ก็ใช้สำหรับแฟนคลับที่ชื่นชอบเรามานาน อายุ 25 ปีขึ้นไป เป็นพวกฮาร์ดคอร์ เจอเมื่อไหร่พร้อมลูบหลัง สัมผัสคอได้เลย เพราะผมจัดเลี้ยงแฟนคลับทุกปี พวกเขาชอบจับฉลาก แฟนคลับผมเขามีลอยัลตี้สูงมากนะ”

ตอนนี้เขามองแผนธุรกิจของเขาไปถึงปี 2555-2556 แล้วว่าจะทำอะไรกับแบรนด์เจ เจตรินและนอนน้อยทีวีต่อไป แต่เขาขออุบไว้ก่อน กระนั้น เฉพาะปีนี้เขาก็มีเรื่องให้ทำเยอะไหนจะนอนน้อยทีวี ที่แปลงกายไปเป็นรายการในช่องทรู 73 เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายไปในสื่อเคเบิลทีวี เท่านั้นยังไม่พอ เขายังเจรจากับทางทรู 72 เพื่อทำรายการเกี่ยวกับเจ็ตสกี

“ไหนๆ ก็มาทางนี้แล้ว คอนเซ็ปต์จะเป็นการขับเจ็ตสกีล่องไปเรื่อยๆ ตามแม่น้ำต่างๆ ในประเทศไทย และมีกิจกรรมในแต่ละจุด”

เจระเบิดไอเดียต่ออีกไม่หยุดยังมีอีกมุมที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ก็คือ เขาชอบเล่นกลมาก

เจรู้ดีว่าการที่เขาผุดโปรเจกต์ขึ้นมามากมายนั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงหรืออย่างน้อยก็ไม่เจ็บตัว เนื่องจากทุกครั้งที่เขาทวีตอะไรออกไป มีคนรับรู้เรือนหมื่นเรือนแสน

ต่อคำถามที่ว่าเป็นเจ้าของมีเดียของตัวเองขนาดนี้ยังง้อสื่ออยู่หรือเปล่า เจตอบทันทีว่า “ยังไงก็ต้องพึ่งสื่ออยู่เหมือนเดิม ฟรีทีวี แมสมาก ออนไลน์เป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่ แต่ออนไลน์ก็เหมือนร้านอาหารจีนตบมือเรียกลูกค้า จุดประทัดเสียงดังให้คนมารู้จัก เพราะถึงยังไงนอนน้อยทีวีก็ยังจะจัดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนเร็วๆ นี้อยู่ดี”

เป็นคำตอบที่สอดคล้องกับโดมที่ตอบคำถามนี้สั้นๆ ว่า “ยังไงพวกเราก็ต้องอยู่ด้วยกัน งานแถลงข่าวเปิดตัว Personal App ของผมก็ยังต้องเรียนเชิญพี่มาอยู่ สื่อมวลชนก็ทำหน้าที่บอกต่อความเคลื่อนไหวของศิลปินเหมือนเดิม ยิ่งส่งเสริมให้มีเดียวของเราแข็งแรงมากขึ้น”

คงได้คำตอบกันแล้วว่า เหตุใดพวกเขาสมควรที่จะถูกเรียกขานว่า เจ้าพ่อ Social Media เมืองไทย

คำแนะนำจากกูรู

สำหรับศิลปิน หรือดารา รวมถึงเซเลบริตี้ทั้งหลาย ตลอดจนคนทั่วไปที่ต้องการประสบความสำเร็จใน Social Media ทั้งโดมและเจมีคำแนะนำ พร้อมข้อคิดดีๆ มาฝาก

โดม “ผมว่าน่าลอง ใครๆ ก็ทำ App ได้ คิดแล้วต้องทำอย่ากลัว อย่าง App ที่ผมทำคิดว่าสามารถจุดประกายไอเดียให้น้องๆ ทำ DIY App เหมือนกับว่ามันเป็นนามบัตรประจำตัวเรา และต้องสร้างแบรนด์ สร้างทราฟฟิกตลอดเวลา ต้องมีความสม่ำเสมอในคอนเทนต์ อย่างผมเฉลี่ยแล้วอัพโหลดวัน 4-5 คลิป”

“ผมเชื่อในคุณภาพของคอนเทนต์ ระบบเป็นสูตรสำเร็จ อ่านได้ เปิดตำราได้ ต้องหูตากว้างไกล เห็นอะไรเก็บเป็นไอเดียได้หมด คนที่คุมคอนเทนต์เป็นผู้ชนะ แต่ต้องทำให้โดนให้ Touchingไม่งั้นคนไม่คลิก ถ้าทำคลิปต้องไม่เกิน 2 นาที เพราะเป็นเรื่องของความเร็วอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องทำ HD ก็ได้ เพราะคนไม่ได้ดูภาพชัด เขาดูเรื่อง”

“ข้อควรระวัง คือ มีจรรยาบรรณ เพราะออนไลน์มันไปถึงทุกเพศ ทุกวัย ต้องไม่ทำคอนเทนต์ที่เป็นมลพิษ”

“เจดูแลตัวเองก่อน คุมคุณภาพงานของตัวเอง จริงใจในการทำ อย่ามองเห็นแต่ผลกำไร ให้มองระยะยาว ให้เข้าใจว่าต้องสร้าง Loyalty ก่อน เชื่อว่าทุกคนทำได้แต่อาจไม่จำเป็นต้องทำเอง อย่าง ตูน บอดี้สแลม ให้มาทำเองก็คงไม่ใช่แนวเขา แต่แบงค์ วงแคลชก็คุยกัน พบบ่อย เจอกันก็บอกตอนนี้เขากำลังทวีตบ่อยขึ้น”

วัดพลังโดม VS เจ
Twitter @domepakornlam @jjetrin นอนน้อยทีวี
Tweet 7,000 ครั้ง 37,293 ครั้ง 3,779 ครั้ง
Followers 90,317 74,314 9,333
Youtube Channel domepakornlamonline jayjingjing  
Subscribers 7,735 393  
Facebook domepakornonline jjetrinofficialfanpage  
Fans 21,187 13,179  
Fan Base เด็กวัยรุ่นและ First Jobbers อายุ 25-30 ปี ส่วนใหญ่อายุ 25 ปีขึ้นไป  
ข้อมูล ณ วันที่ 2 มีนาคม 2554