ค่ายรถตะวันตกเปลี่ยนแผนชะลอการผลิต เมื่อตลาด “รถอีวี” ในสหรัฐฯ ไม่เปรี้ยงอย่างที่คาด

Chevrolet Equinox EV รถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย GM
ค่ายรถยนต์ฟากตะวันตกหลายรายเปลี่ยนเป้าหมายการผลิตและยอดขาย “รถอีวี” หลังเสียงสะท้อนจากดีลเลอร์พบว่า ดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ไม่ได้เปรี้ยงต่อเนื่องอย่างที่คาด สต็อกรถอีวีเหลือเพียบ

สำนักข่าว Business Insider รายงาน ผู้บริหารระดับสูงจากค่ายรถยนต์หลายค่ายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเติบโตในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีสภาวะที่น่ากังวล และความผันผวนนี้กำลังทำให้กลยุทธ์การทุ่มลงทุนเพื่อพัฒนา “รถอีวี” ของพวกเขาเกิดความเสี่ยง

ตัวอย่างเช่น General Motors (GM) บริษัทที่เป็นหนึ่งในทัพหน้าเข้าสู่ตลาดรถอีวี โดยส่งรถรุ่น Chevrolet Bolt เข้าสู่ตลาดมาแล้ว 7 ปี และวางเป้าหมายว่าจะเปลี่ยนบริษัทให้หันมาผลิตเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้ามานานแล้ว ก่อนที่คู่แข่งคนอื่นจะขยับตัว อย่างไรก็ตาม ด้วยผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ออกมาล่าสุด ทำให้ GM ต้องผ่อนคันเร่งเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าลง

Marry Barra ซีอีโอของ GM ประกาศว่า บริษัทจำต้องเลื่อนเป้าหมายการผลิตรถอีวี 100,000 คันภายในครึ่งปีหลังปี 2023 และเป้าผลิตรถอีวีอีก 400,000 คันภายในครึ่งปีแรกปี 2024 ออกไปอย่างไม่มีกำหนดก่อน

“เมื่อเรากำลังก้าวไปบนเส้นทางการทรานส์ฟอร์มสู่ยุครถอีวีมากขึ้น เส้นทางก็เริ่มมีสะดุดบ้าง” Barra กล่าว

การปรับเป้าของ GM เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างจะคาดไม่ถึงสำหรับนักลงทุน แต่ GM ไม่ใช่ค่ายเดียวที่เห็นสัญญาณเตือนในตลาดรถอีวี

ภาพจาก Shutterstock

แม้แต่เจ้าตลาดอย่าง Tesla ของมหาเศรษฐี Elon Musk ก็ยังกล่าวเตือนถึงสถานการณ์ตลาดรถอีวีหลังผลประกอบการรอบล่าสุดออกมา โดยบริษัทมองว่าความกังวลด้านเศรษฐกิจจะทำให้ดีมานด์ความต้องการรถยนต์ลดลง และจะมีผลกระทบแม้แต่กับ Tesla

ขณะที่ Mercedes-Benz ค่ายรถยนต์ที่ที่ผ่านมาลดราคารถอีวีหนักมากเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ค่ายนี้ก็ไม่ได้ปิดบังว่าตลาดกำลังผันผวน

“พื้นที่นี้ (ตลาดรถอีวี) แข่งขันกันรุนแรงมาก” Harald Wilhelm ซีเอฟโอของ Mercedes-Benz กล่าวกับนักลงทุน “ผมจินตนาการแทบไม่ออกเลยว่าตลาดแบบที่เป็นอยู่นี้จะยั่งยืนสำหรับทุกคนได้อย่างไร”

 

“รถอีวี” เริ่มขายออกยากขึ้นในสหรัฐฯ

ไม่ใช่แค่ Mercedes-Benz ที่ต้องลดราคารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้ขายออก ค่ายรถอีวีหลายค่ายก็ทำแบบเดียวกัน

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ดีลเลอร์รถกลับพบว่ารถอีวีเริ่มจะใช้เวลาขายออกนานขึ้น มีรถสต็อกเหลือในมือดีลเลอร์มากขึ้น เมื่อเทียบกับรถสันดาปปกติ

เหตุเพราะวัฏจักรผู้บริโภคขณะนี้ได้เลยจากกลุ่ม Early-Adopters เข้าสู่กลุ่มลูกค้าทั่วไปที่มีการเปรียบเทียบหลายด้าน ทั้งด้านราคา โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับรถอีวี และไลฟ์สไตล์ของตนเองที่อาจจะไม่เหมาะกับรถอีวี

Ford Mustang Mach-E รถเอสยูวีไฟฟ้า

หลายเดือนก่อนหน้านี้ ดีลเลอร์เริ่มส่งเสียงบอกผู้ผลิตแล้วว่าความต้องการในตลาดเริ่มจะชะลอลง ซึ่งทางผู้ผลิตเองก็ดูจะรับฟังความเป็นจริง

Ford เป็นเจ้าแรกที่รีบปรับเปลี่ยนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 โดยขยายกรอบระยะเวลาที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทให้ครบ 600,000 คันภายใน 1 ปีออกไป และล้มเลิกเป้าการผลิตรถอีวี 2 ล้านคันภายในปี 2026 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ด้าน Honda ก็ล้มแผนความร่วมมือกับ GM ที่จะผลิตรถอีวีตลาดแมสในราคาต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐต่อคันออกไปก่อน โดย Toshihiro Mibe ซีอีโอ Honda มองว่าสภาพแวดล้อมในตลาดรถอีวีนั้นผันผวนจนยากเกินกว่าจะวัดได้

“หลังจากศึกษาเรื่องนี้มานาน 1 ปี เราตัดสินใจกันว่าโครงการนี้จะเป็นไปได้ยากในเชิงธุรกิจ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจึงหยุดโครงการพัฒนารถอีวีในราคาเข้าถึงได้ไปก่อน” Mibe กล่าวในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว

แต่สำหรับบางคน การชะลอตัวของตลาดรถอีวีก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ

“ในที่สุดคนก็เริ่มเห็นความเป็นจริง” Akio Toyoda ประธานกรรมการ Toyota Motor กล่าวในงาน Japan Mobility Show ตามการรายงานของ Wall Street Journal โดยค่ายรถญี่ปุ่น Toyota ถือเป็นหนึ่งในค่ายรถที่แสดงออกถึงความกังวลและไม่ค่อยเห็นด้วยมาตลอดต่อการเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ค่ายรถอื่นๆ กำลังมุ่งหน้าไป

Source