18 เมษายน 2548 – สยามทูยู สรุปราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 7.0 บาท โบรกให้ราคาเป้าหมาย 9.75 – 11.30 บาท ขายทั้งหมด 13.23 ล้านหุ้น นักวิเคราะห์หลักทรัพย์คาดว่าราคาดังกล่าวเป็นพีอีเรโชในปีนี้เพียงประมาณ 7-8 เท่า เทียบกับกลุ่มสื่อสารที่เทรดที่พีอีเรโชประมาณ 16 เท่า เริ่มเปิดจองได้ 20-22 เมษายนนี้ ตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และรับประกันการจำหน่าย พร้อมด้วยโบรกเกอร์อีก 4 ราย คาดเข้าซื้อขายในตลาด MAI ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้
นายนิคลาส สแตลเบอร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านดำเนินธุรกิจด้านการสื่อสารด้วยระบบดิจิตอล ซึ่งนำเสนอบริการแก่กลุ่มผู้บริโภค ทั่วไปและลูกค้าองค์กรต่างๆ ผ่านเทคโนโลยีไร้สายและอินเตอร์เน็ต ขณะนี้สยามทูยูพร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้นด้วยการก้าวสู่ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) โดยได้กำหนดราคาขายอย่างเหมาะสมที่ 7.0 บาท คาดว่าราคาที่กำหนดดังกล่าวคิดเป็นพีอีเรโชในปีนี้ประมาณ 7-8 เท่า ในขณะที่ปัจจุบันกลุ่มสื่อสารซื้อขายที่พีอีเรโชสูงประมาณ 16 เท่า ดังนั้นราคาดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนลดค่อนข้างมากให้กับ นักลงทุน และบริษัทได้คำนึงถึงปัจจัยด้านความผันผวนของตลาดไว้แล้ว โดยบริษัทจะเริ่มนำเงินจาก IPO ในครั้งนี้มาขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2548 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีรายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นและค่าพีอีเรโชจะลดลงอีกในปีหน้า ทั้งนี้บริษัทฯ ได้แต่งตั้ง บริษัท เซจแคปปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และรับประกันการจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นของสยามทูยูต่อประชาชนทั่วไป
บริษัทฯ ได้ประเมินรายได้อย่างอนุรักษ์นิยมในปี 2548 ที่ 177 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 46 ตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยในปี 2547 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึงร้อยละ 79.55 และมีอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 21.75 โดยในปี 2548 บริษัทคาดว่าจะยังรักษาอัตรากำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากการที่บริษัทได้มีการปรับราคาค่าบริการเสริมสูงขึ้น สอดคล้องกับการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้บริการของบริษัทสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ในวงกว้าง
นายนิคลาสกล่าวต่อไปว่า “ขณะนี้สยามทูยูมีทุนจดทะเบียน 40.93 ล้านบาท เป็นทุนที่ชำระแล้ว จำนวน 30.70 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 30.70 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยบริษัทและกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 13,232,900 หุ้น โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 10,232,880 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด ทำให้ภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ สยามทูยูจะมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วจำนวน 40.93 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้เพื่อขยายธุรกิจและขยายฐานลูกค้า เพื่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ต่อไป พร้อมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศภายในองค์กร และนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ”
นายสุพล เธียรเอี่ยมอนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ของบริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่าแผนการนำเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้จะเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันจำนวนประมาณ 3.9 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 จากจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ และบุคคลทั่วไปจำนวนประมาณ 9.33 ล้านหุ้นหรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 70 จากจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้เช่นกัน โดยจะเปิดจองระหว่างวันที่ 20-22 เมษายนนี้ คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) ได้ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้
สำหรับการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ได้มีบริษัทหลักทรัพย์อีก 4 ราย เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายในครั้งนี้ได้แก่
1. บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
2. บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)
3. บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด
4. บริษัทหลักทรัพย์ ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน)
“ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ของบริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ คาดว่าบริษัทได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน โดยบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหลังจากระดมทุนแล้วน้อยกว่า 0.1 เท่า และบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) ในปี 2547 บริษัทมีรายได้รวม 120.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีรายได้รวม 83.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 44.95 และมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายในการทำ IPO ในปี 2547 เป็นจำนวน 32.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 จำนวน 9.03 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 37.75 โดยปี 2546 มีกำไร 23.92 ล้านบาท ผลประกอบการของบริษัทฯ ที่ดีขึ้นเป็นผลมาจากการรุกบริการเสริม โดยนำเสนอบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค นอกจากนั้น บริษัทยังมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเสริมพิเศษๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในรูปแบบการใช้ชีวิตยุคใหม่ ซึ่งต้องการทั้งข้อมูลที่เป็นข่าวสาร และข้อมูลบันเทิงต่างๆ มากกว่าการใช้โทรศัพท์มือถือตามปกติ โดยปีนี้ยังเป็นปีที่สยามทูยูจะได้ก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) เพื่อขยายฐานธุรกิจรักษาความเป็นผู้นำในการให้บริการธุรกิจสื่อสารดิจิตอลอีกด้วย” นายสุพล กล่าวในที่สุด
สำหรับความเห็นของนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของสยามทูยู พบว่าราคาเป้าหมายอยู่ในช่วงประมาณ 9.75 -11.30 บาท โดยราคาจองอยู่ที่ 7.0 บาท ทั้งนี้ ราคาจองดังกล่าวมีส่วนลดให้กับนักลงทุนเพื่อให้นักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ดังนั้นเป็นหุ้นที่เหมาะสมที่จะลงทุน โดยจากบทวิเคราะห์ของ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมายที่ 10.30 บาท ในขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมายที่ 8.70 – 11.30 บาท และ 9.75 บาท ตามลำดับ
เกี่ยวกับสยามทูยู
บริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการสื่อสารด้วยระบบดิจิตอล นำเสนอบริการ แก่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและลูกค้าองค์กรต่างๆ โดยนำเสนอบริการผ่านด้วยเทคโนโลยีไร้สายและอินเตอร์เน็ต บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจบริการเสริมสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยให้บริการ จัดหา รวบรวม และพัฒนาข้อมูลและข่าวสารต่างๆ เพื่อให้บริการเสริมแก่ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจบริการคำปรึกษาและจัดทำโครงการสื่อสารผ่านสื่อดิจิตอล และธุรกิจสื่อดิจิตอล ที่เป็นช่องทางสำคัญขององค์กรธุรกิจที่ต้องการทำการตลาดถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยออกแบบพัฒนาเว็บไซต์ตามความต้องการของลูกค้า รวมทั้งให้บริการสื่ออินเตอร์เน็ตและสื่อ ไร้สายสำหรับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรม และการติดต่อสื่อสารระหว่างลูกค้ากับกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ http://www.siam2you.net
****************
ข้อมูล บริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน)
ความเป็นมา
บริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2542 โดยนายสุปรัชญ์ ศรีผดุง และนายนิคลาส สแตลเบอร์ก เพื่อดำเนินธุรกิจสื่อดิจิตอลสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตและผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยบริษัทเปิดเว็บไซต์ www.siam2you.com เพื่อให้บริการข้อมูลข่าวสารกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และ ลงโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของลูกค้า และแว็บไซต์ wap.siam2you.com สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่
ต่อมาบริษัทได้เล็งเห็นถึงโอกาสจากการเพิ่มจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย จึงได้ขยายการดำเนินธุรกิจโดยเปิดให้บริการเสริมสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นับแต่เดือนตุลาคม 2544 เป็นต้นมา โดยร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์อินโฟเซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC และบริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด หรือ Orange ซึ่งจัดเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายใหญ่ภายในประเทศ
ปัจจุบันธุรกิจบริการเสริมสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่จัดเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งสร้างรายได้ให้กับบริษัทคิดเป็นร้อยละ 83.92 ของรายได้จากการให้บริการรวมในปี 2546 และร้อยละ 87.82 ของรายได้จากการให้บริการรวมในปี 2547 บริการเสริมดังกล่าว ประกอบด้วยการให้บริการส่งข้อมูลบริการเสริมแบบพื้นฐาน (Basic Content) หรือข้อความเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโมโนโฟนิค และรูปภาพขาวดำ การให้บริการส่งข้อมูลบริการเสริมแบบพิเศษ (Premium Content) หรือเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโพลีโฟนิค รูปภาพสี และเกมส์แอพพลิเคชั่น
นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการคำปรึกษาและจัดทำโครงการสื่อสารผ่านสื่อดิจิตอลให้กับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างช่องทางให้ลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตและสื่อไร้สายได้อีกทางหนึ่ง เช่น การนำเสนอรายละเอียดของสินค้าและบริการที่ลูกค้าจำหน่าย การจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น
ประเภทการดำเนินธุรกิจของสยามทูยู
1. ธุรกิจบริการเสริมสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Wireless Value Added Service: VAS) บริษัทเป็นผู้ให้บริการ จัดหา รวบรวม และพัฒนาข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อให้บริการเสริมกับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งประกอบด้วย การให้บริการส่งข้อมูลเสริมแบบพื้นฐาน (Basic Content) หรือข้อความ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโมโนโฟนิค และรูปภาพขาวดำ และข้อมูลบริการเสริมแบบพิเศษ(Premium Content) หรือเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโพลีโฟนิค รูปภาพสี และเกมส์แอพพลิเคชั่น บริษัทให้บริการเสริมสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 1 ล้านรายต่อเดือน โดยบริษัทให้บริการดังกล่าว ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ 3 รายใหญ่ ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ร้อยละ 97 ของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศทั้งหมด บริษัททำหน้าที่พัฒนาข้อมูลและให้บริการจัดส่งข้อมูลบริการเสริมผ่านระบบของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย
2. ธุรกิจบริการคำปรึกษา และจัดทำโครงการสื่อสารดิจิตอล (Interactive Solutions) บริษัทเป็นผู้ให้คำปรึกษาและพัฒนาเว็บไซต์ตามความต้องการของลูกค้าแต่ราย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารประชาสัมพันธ์ ระหว่างลูกค้ากับกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า ผ่านช่องทางสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต การให้บริการดังกล่าวช่วยทำให้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตรู้จัก และจดจำตราสินค้าของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น ยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้ากับกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินการด้านการตลาด
3. ธุรกิจสื่อดิจิตอล (Digital Media) บริษัทเป็นผู้ให้บริการสื่ออินเตอร์เน็ต และสื่อไร้สายสำหรับโฆษณาประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรม และการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไป
เป้าหมายการดำเนินธุรกิจ
บริษัทมีเป้าหมายการเติบโต และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะลงทุนในโครงการที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจบริการเสริมสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยการลงทุนจัดตั้งบริษัทย่อย หรือ ร่วมลงทุนในบริษัทที่มีความเกี่ยวเนื่อง อย่างน้อยปีละ 1 โครงการ รวมถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่ใช้บริการของบริษัทอยู่เป็นประจำและการขยายฐานลูกค้าออกไปยังกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยใช้บริการของบริษัทหรือยังไม่ได้ใช้บริการของบริษัทเป็นประจำ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของรายได้และผลกำไรของบริษัทในระยะยาว รวมถึงการขยายขนาดธุรกิจบริการคำปรึกษาและพัฒนาผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตและสื่อไร้สายและธุรกิจสื่อดิจิตอลต่อไปเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ใช้อินเตอร์เน็ต รายละเอียดสรุปได้ดังนี้
1. นำเสนอสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับดิจิตอลที่ทันสมัยและเป็นที่ต้องการของลูกค้า
2. ใช้ประโยชน์จากระบบสารสนเทศภายในบริษัท เพื่อกำหนดวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผ่านช่องทางจำหน่ายและกิจกรรมทางการตลาด
3. พยายามสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนการให้บริการเหนือคู่แข่งขัน โดยพัฒนาสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่ผลกำไรที่สูงขึ้น
4. พยายามพัฒนาบุคลากรภายในบริษัททุกระดับอย่างต่อเนื่อง


