ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2554: บททดสอบความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการ…ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่หลากหลาย

สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีทิศทางชะลอตัวนับจากครึ่งหลังปี 2553 ที่ผ่านมา โดยยอดขายโครงการเปิดตัวใหม่ในหลายๆ โครงการเริ่มชะลอตัวลง และใช้ระยะเวลาในการปิดโครงการที่นานขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างระดมแคมเปญการตลาดอย่างหนัก เพื่อกระตุ้นตลาดและจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย สำหรับแนวโน้มในปี 2554 นอกจากแรงกระตุ้นจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ได้หมดลงแล้ว ธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้านที่อาจทำให้การเติบโตของความต้องการอสังหาริมทรัพย์อ่อนตัวลงกว่าในปีที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การแข่งขันทางธุรกิจและแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2554 โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2554 นี้ คาดว่าจะชะลอตัว แม้ธุรกิจยังอาจได้รับปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของรายได้ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลในเชิงบวกต่ออำนาจซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่ในอีกด้านหนึ่งแนวโน้มราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นก็อาจเป็นปัจจัยลบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2554 ยังต้องเผชิญปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดต่อการเติบโตของตลาดหลายด้าน ดังนี้

แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2554 แรงกดดันต่ออำนาจการซื้อที่อยู่อาศัย โดยสถานการณ์ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความกังวลต่อทิศทางเงินเฟ้อในระยะต่อไปเป็นประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้น้ำหนักความสำคัญมากขึ้นในการกำหนดนโยบายการเงิน และทำให้นโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการจะยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น ในที่สุดแล้วย่อมส่งผ่านมายังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จะส่งผลต่อผู้บริโภคที่พึ่งพาสินเชื่อสถาบันการเงินในการซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งในด้านกำลังซื้อและความสามารถในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ลดลง

ทิศทางการปรับขึ้นของต้นทุนทางธุรกิจที่มีผลต่อราคาที่อยู่อาศัย โดยต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สำคัญที่มีทิศทางการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ราคาที่ดิน ราคาวัสดุก่อสร้าง โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ราคาวัสดุก่อสร้างในปี 2554 จะปรับขึ้นประมาณร้อยละ 4.5-5.5 จากที่ขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2553 ดังนั้นเมื่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้นย่อมจะส่งผลต่อมายังราคาที่อยู่อาศัยในปี 2554 ให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ราคาที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีศักยภาพสูงอาจปรับตัวขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับราคาที่เปิดตัวในปี 2553 (เปรียบเทียบระหว่างสินค้าที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน)

ภาวะความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันอุปทานคงค้างที่อยู่อาศัยเหลือขายในตลาดยังคงอยู่ระดับสูง ขณะที่ผู้ประกอบการยังคงมีแผนเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจากการรวบรวมตัวเลขในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการเปิดโครงการในปี 2554 นี้ จะมีประมาณ 80,000-90,000 หน่วย แม้ว่าจำนวนที่เปิดตัวจะน้อยลงกว่าในปี 2553 ที่มีจำนวนสูงถึง 114,035 หน่วย แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องระมัดระวังในการพัฒนาโครงการในบางทำเล เนื่องจากตลาดเริ่มมีสัญญาณของยอดขายที่ชะลอตัวลง ประกอบกับในบางทำเลมีการเปิดโครงการพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูง

การขาดแคลนแรงงานอาจส่งผลต่อระยะเวลาการปิดโครงการและคุณภาพของโครงการ ในปี 2554 ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการก่อสร้างคาดว่าจะเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้ประกอบการต่างมีการเร่งเปิดโครงการกันเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมา ทำให้ในปี 2554 นี้จะเริ่มมีการก่อสร้างขึ้นพร้อมกันหลายๆโครงการ อีกทั้งยังมีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า การก่อสร้างถนนสายต่างๆ ทำให้ความต้องการแรงงานในปีนี้จึงมีสูงมากกว่าปกติ ดังนั้นผู้ประกอบการที่มีแผนจะเปิดโครงการใหม่ในระยะข้างหน้าอาจต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องของปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้วยเช่นกัน

นอกจากปัจจัยลบดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาเป็นองค์ประกอบในการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้แล้ว ผู้ประกอบการยังคงต้องติดตามประเด็นเรื่องมาตรการต่างๆ ที่อาจจะมีเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญต่อการติดตามการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะการติดตามสัญญาณของอุปทานคงค้างเหลือขายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีจำนวนสูงขึ้นในตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งหากตลาดเริ่มมีสัญญาณชี้ชัดถึงความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น อาจเป็นแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการที่จะมาสร้างความสมดุลและเสถียรภาพในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ดังเช่นที่เคยออกมาตรการจำกัดวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2553 ที่ผ่านมา

แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการรออยู่ข้างหน้าก็ตาม แต่ผู้ประกอบการหลายรายยังคงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ การเปิดโครงการใหม่จึงยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องทั้งจากผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมานาน และผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการในปีนี้ คงจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ การวางกลยุทธ์การตลาดจึงอาจต้องมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจมีข้อจำกัดและส่งผลต่อผู้ประกอบการในระดับที่แตกต่างกันไป สำหรับแนวโน้มการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า

การพัฒนาบ้านแนวราบปี 2554: ขยายตัวโดดเด่น…ปัจจัยสนับสนุนจากโครงการรถไฟฟ้า
การพัฒนาระบบการขนส่งมวลชนที่ขยายตัวออกสู่จังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ เช่น โครงการรถไฟฟ้าที่เชื่อมออกไปสู่ชานเมืองได้เปิดทำเลที่มีศักยภาพในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ ซึ่งจะสนับสนุนความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น โดยทำเลที่มีศักยภาพทางการตลาดในปีนี้ เช่น ทำเลใกล้เคียงรถไฟฟ้าสายสีม่วง เนื่องจากเริ่มมีการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นๆ เริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการได้เตรียมแผนการลงทุนเพื่อรองรับโครงการรถไฟฟ้าไปล่วงหน้า ทั้งนี้การที่ผู้ประกอบการเริ่มขยายขอบเขตการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ไปยังพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น ยังช่วยขยายฐานลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่หรือในจังหวัดนั้นๆ เพิ่มขึ้น จากเดิมที่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่

สำหรับการพัฒนาโครงการแนวราบในปีนี้ ผู้ประกอบการหลายรายมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยหันมาพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวราคาระดับกลาง-บน เป็นสัดส่วนมากขึ้น ตามภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานที่เป็นแรงหนุนต่อความมั่นคงและการมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ขณะที่ทาวน์เฮาส์นั้น ผู้ประกอบการยังเน้นการพัฒนาที่ระดับล่าง-ปานกลาง โดยส่วนหนึ่งจะเป็นโครงการภายใต้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง หรือ โครงการบ้านบีโอไอ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรรสร้างเสร็จใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2554 น่าจะมีจำนวนประมาณ 27,750-28,500 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4-17.5 จากที่ขยายตัวประมาณร้อยละ 6.8 ในปี 2553

การพัฒนาโครงการแนวสูงปี 2554 : คาดเปิดโครงการใหม่ชะลอลง…ผู้ประกอบการปรับแผนลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
สำหรับแนวโน้มการพัฒนาคอนโดมิเนียมในปี 2554 นี้ แม้คาดว่าจะชะลอลงในปีนี้ โดยจากการประเมินตัวเลขในเบื้องต้นของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 50,000-60,000 หน่วย ซึ่งการที่ผู้ประกอบการยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมนั้น เนื่องจากมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในทำเลที่มีศักยภาพสูง โดยอุปสงค์ในตลาดคอนโดมิเนียมยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในด้านของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ปัจจัยด้านการลงทุน ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้ง รวมถึงปัจจัยด้านระบบขนส่งสาธารณะ

แต่อย่างไรก็ตามในการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมนั้น ผู้ประกอบการอาจต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมกันอย่างมากมาย อีกทั้งความต้องการในบางพื้นที่ได้ถูกดูดซับไปเป็นจำนวนหนึ่งแล้ว ทำให้การเปิดโครงการในทำเลดังกล่าวในระยะหลัง ผู้ประกอบการเริ่มเผชิญกับปัญหายอดขายที่ชะลอตัวลง นอกจากนี้คอนโดมิเนียมระดับราคาปานกลางถึงล่างยังอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า เมื่อผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มเผชิญกับแรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และราคาสินค้าที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะมีจำนวนที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2554 มีประมาณ 40,000-41,250 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.0-3.1 แม้เป็นอัตราที่ชะลอลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 15.3 ในปี 2553 แต่จำนวนหน่วยที่สร้างเสร็จนับเป็นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2540 อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เนื่องจากตลาดคอนโดมิเนียมเริ่มเผชิญกับความยากในการทำตลาดมากขึ้น อาทิ การแข่งขันที่รุนแรง จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จเหลือขายเริ่มสะสมเป็นจำนวนที่สูง ต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ เป็นต้น ทำให้ผู้ประกอบการคงจะเริ่มมีการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยคาดว่าคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จน่าจะเริ่มชะลอลงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ธุรกิจรับสร้างบ้าน: ขยายตัวได้ดี … แต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางธุรกิจ

แนวโน้มธุรกิจรับปลูกสร้างที่อยู่อาศัยปี 2554 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะขยายตัวได้ดี จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ดี ประกอบกับธุรกิจรับสร้างบ้านยังมีปัจจัยหนุนจาก แนวโน้มราคาวัสดุก่อสร้างที่อาจปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิต จึงเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการที่จะเร่งทำการตลาด กระตุ้นไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินให้เร่งตัดสินใจในระหว่างที่ราคาวัสดุก่อสร้างไม่ปรับตัวสูงจนเกินไป นอกจากนี้ปัจจัยสนับสนุนจากการขยายเส้นทางโครงข่ายรถไฟฟ้าออกไปนอกเมืองเพิ่มขึ้นนั้น ยังมีผลต่อการตัดสินใจให้ผู้บริโภคที่มีที่ดินในทำเลดังกล่าวให้ตัดสินใจปลูกสร้างที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน
สำหรับตลาดรับปลูกสร้างบ้านในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวออกสู่จังหวัดรอบนอกมากขึ้นตามการขยายตัวของโครงการรถไฟฟ้า และการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรที่เปิดตัวตามชานเมืองมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการคงต้องปรับกระบวนการธุรกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาด เช่น การขยายสาขาไปยังทำเลศักยภาพ อย่างจังหวัดนนทบุรีที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าพาดผ่าน เป็นต้น โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2554 จำนวนบ้านที่ปลูกสร้างเองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลประมาณ 22,750-23,000 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8-7.0 เมื่อเทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 0.9 ในปี 2553 อย่างไรก็ดี ปัญหาสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้านที่ต้องเผชิญในปีนี้ คือ การขาดแคลนแรงงานฝีมือ ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะเวลาการก่อสร้างและคุณภาพของงานได้ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงอาจต้องมีแผนรองรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
บทสรุปและข้อคิดเห็น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2554 เติบโตไปตามทิศทางของเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยในปีนี้คาดว่ากิจกรรมการซื้อขายในตลาดอสังหาริมทรัพย์คงจะเติบโตในระดับที่ไม่หวือหวามากนักในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 แต่คาดว่ากิจกรรมการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยน่าจะกลับมามีความคึกคักอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากกรมธนารักษ์จะเริ่มใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ระหว่างปี 2555-2558 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ซึ่งราคาประเมินที่ดินใหม่ในบางทำเลปรับสูงขึ้นกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับราคาประเมินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นในช่วงครึ่งหลังของปี จะเป็นช่วงจังหวะที่ผู้ประกอบการคงจะกลับมาทำตลาดกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคอย่างอีกครั้ง

นอกจากนี้ ศูนย์วิจักสิกรไทย มีความเห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ คงจะมีอุณหภูมิการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างเปิดกลยุทธ์เชิงรุกอย่างหนักในทุกกลุ่มลูกค้า ทำให้ผู้ประกอบการรายกลาง และรายเล็กคงต้องปรับตัวในการทำธุรกิจ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด โดยตัวแปรสำคัญของความสำเร็จของโครงการที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะอยู่ที่ตัวสินค้า (เช่น รูปแบบ ดีไซน์ คอนเซ็ปท์ของโครงการ) และทำเลแล้ว ยังต้องอาศัยศักยภาพเฉพาะตัวในด้านการบริหารจัดการในหลายๆมิติ เช่น การบริหารต้นทุน ในภาวะที่ต้นทุนมีทิศทางปรับสูงขึ้น ไม่ว่าราคาวัสดุก่อสร้าง ราคาที่ดิน ภาษีธุรกิจเฉพาะที่ปรับขึ้นเป็นอัตราปกติ การบริหารต้นทุนให้ต่ำกว่าย่อมหมายถึงการตั้งราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่ง หรือมีมาร์จินกำไรที่สูงกว่าคู่แข่ง และการบริหารการผลิต เช่น ลดระยะเวลาในการก่อสร้าง แต่ยังคงคุณภาพของงานก่อสร้าง เพื่อที่จะสามารถควบคุมปริมาณซัพพลายให้เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบกับการสร้างที่อยู่อาศัยให้เสร็จเร็วจะสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้บริโภคได้เช่นกัน เป็นต้น

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2554 น่าจะมีประมาณ 90,500-92,750 หน่วย เติบโตร้อยละ 5.5-8.2 จากที่ขยายตัวร้อยละ 9.0 ในปี 2553 (ไม่รวมโครงการบ้านเอื้ออาทร) โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของที่อยู่อาศัยทุกประเภท โดยคาดว่าโครงการแนวราบน่าจะมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น จากที่ชะลอลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จประเภทคอนโดมิเนียมคาดว่าน่าจะยังคงอยู่ที่ระดับสูงในปีนี้ ขณะที่การรวบรวมตัวเลขในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการเปิดโครงการในปี 2554 นี้ จะมีประมาณ 80,000-90,000 หน่วย

สำหรับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในปี 2554 นี้ ท่ามกลางอุณหภูมิการแข่งขันที่ร้อนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ประกอบกับตลาดในปัจจุบันเริ่มมีจำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมในตลาดเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่จะมีเวลาในการเลือกที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตนเองมากขึ้น สำหรับการซื้อเพื่อการลงทุน เช่น การปล่อยให้เช่า หรือเพื่อขายต่อนั้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ดังนั้นผู้ซื้อจึงอาจต้องคำนึงถึงระยะเวลาการคุ้มทุนที่จะใช้เวาลายาวนานขึ้น