Insight

กระแสดีไม่ช่วยอะไร! เหตุที่ Netflix ยกเลิกภาคต่อ ‘ซีรีส์’ เพราะคน 'ไม่ดูจนจบ'

‘ซีรีส์’ หลายเรื่องบน Netflix ถูกยกเลิกไม่ให้งบสร้างซีซั่นต่อไป ทั้งๆ ที่กระแสดีมาก เป็นไวรัลบนอินเทอร์เน็ต หรือถูกใจนักวิจารณ์ เหตุเพราะดาต้าเบื้องหลังพบว่า แม้คนจะเริ่มกดดูกันเยอะแต่ส่วนใหญ่แล้ว “ไม่ดูจนจบ”

Netflix Cancel Series
‘ซีรีส์’ หลายเรื่องบน Netflix ถูกยกเลิกไม่ให้งบสร้างซีซั่นต่อไป ทั้งๆ ที่กระแสดีมาก เป็นไวรัลบนอินเทอร์เน็ต หรือถูกใจนักวิจารณ์ เหตุเพราะดาต้าเบื้องหลังพบว่า แม้คนจะเริ่มกดดูกันเยอะแต่ส่วนใหญ่แล้ว “ไม่ดูจนจบ”

“เราใช้สัญชาตญาณ 70% และใช้ดาต้า 30% ...ส่วนใหญ่ดาต้าก็มายืนยันสัญชาตญาณและลางสังหรณ์เนี่ยแหละ ดาต้าเหมือนมาเพิ่มน้ำหนักให้ลางไม่ดีที่คุณรู้สึก หรือมาสนับสนุนสิ่งที่คุณตัดสินใจจะทำ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” Ted Sarandos ประธานกรรมการของ Netflix เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่ง เมื่อถูกถามถึงวิธีตัดสินใจว่าคอนเทนต์ไหนที่จะได้ไฟเขียวให้สร้าง และเรื่องไหนจะถูกยกเลิกไม่ให้ทำต่อ

แต่วันนี้หลายคนคงตั้งคำถามว่าการใช้สัญชาตญาณเป็นส่วนใหญ่ของ Netflix นั้นจริงหรือเปล่า

ซีรีส์เรื่องล่าสุดที่ Netflix ยกเลิกสร้างภาคต่อจนทำให้ผู้ชมงงกันเป็นทิวแถวคือเรื่อง ‘1899’ ทำให้สตรีมมิ่งเจ้านี้มีซีรีส์ที่คนดูจะไม่มีวันได้รู้ตอนจบกองพะเนิน และหลายคนไม่เชื่อแล้วว่าบริษัทนี้ใช้ “สัญชาตญาณ” ในการตัดสินใจ เพราะมันดูสวนทางกับความรู้สึกผู้ชม หลายคนมองว่าจริงๆ แล้ว Netflix หันมาใช้ “ดาต้า” แทนต่างหาก

Netflix

ซีรีส์เรื่อง 1899 ที่เป็นกระแสเปิดตัว แต่สุดท้ายถูกยกเลิกภาคต่อ

มีมาตรวัดอย่างหนึ่งที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญนั่นคือ “อัตราการดูจบของผู้ชม” จากบริษัทภายนอกที่ทดลองติดตามดูมาตรวัดนี้ของซีรีส์ Netflix พวกเขาพบว่า อัตราการดูจบมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับการ ‘ได้ไปต่อ’ ของซีรีส์เรื่องนั้น

มาดูกันว่าซีรีส์ดังแต่ละเรื่องมีอัตราดูจบสูงหรือต่ำแค่ไหน

  • Heartstopper ดูจบ 73% และได้ไปต่ออีก 2 ซีซั่น
  • Squid Game ดูจบสูงถึง 87% และได้ไฟเขียวซีซั่นถัดไปทันที
  • Arcane ดูจบ 60% ทำให้รอดตัวและได้สร้างต่อ
  • Resident Evil ขึ้นอันดับ 1 ในช่วงที่ซีรีส์เปิดตัว แต่กลับมีอัตราดูจบแค่ 45% ทำให้ถูกยกเลิกซีซั่นถัดไป ถือเป็นอีกเรื่องที่ช็อกแฟนๆ
  • 1899 ที่เป็นกระแสในอินเทอร์เน็ต แต่มีอัตราดูจบ 32% เท่านั้น ยอดที่ต่ำขนาดนี้ทำให้ซีรีส์ถูกยกเลิกง่ายๆ
Heartstopper

Heartstopper ที่มีอัตราดูจบสูงและได้ไฟเขียวภาคต่ออีก 2 ซีซั่น

วิธีคิดนี้น่าจะเรียกได้ว่าสมเหตุสมผล เพราะถึงกระแสจะดีมาก แต่ถ้ามีคนดูไปจนจบแค่ 30-40% เท่านั้น แปลว่าเมื่อซีซั่นต่อไปออกฉาย ผู้ชมน่าจะไม่กลับมาดูต่อ (ซีซั่นก่อนหน้ายังดูไม่จบเลยด้วยซ้ำ) ดังนั้น จะลงทุนสร้างภาคต่อไปเพื่ออะไร

แต่แน่นอนว่าผู้ชม 30-40% ที่สู้อุตส่าห์ดูจนจบก็ต้องมาอารมณ์ค้าง เพราะซีรีส์ของพวกเขาไม่ได้ไปต่อ ประเด็นนี้สำคัญมากต่อวิธีคิดของผู้ชมในภายภาคหน้า เพราะถ้าดูทรงแล้วซีรีส์เรื่องที่สนใจอยู่ในกลุ่ม ‘ดูยาก’ และคงจะไม่ได้สร้างภาคต่อ ผู้ชมอาจจะเลือกไม่รับชมเสียแต่แรกไปเลย

ในขณะที่ซีรีส์ประเภท ‘ดูง่าย’ เนื้อหาดูไปเพลินๆ แถมใช้เวลาเพียง 30 นาทีต่อตอน ก็จะทำให้อัตราการดูจบสูงกว่า มีโอกาสได้สร้างภาคต่อมากกว่า

นั่นแปลว่าผู้สร้างอาจจะหันมาหาซีรีส์ที่มีเนื้อหาเบาสมองกว่า และตัดเป็นตอนสั้นๆ กันมากขึ้น

นอกจากอัตราการดูจบแล้ว Netflix น่าจะพิจารณาเรื่องงบลงทุนว่าคุ้มค่าพอที่จะ ‘ถัวเฉลี่ย’ กับอัตราดูจบที่ต่ำไหม ยกตัวอย่างซีรีส์เรื่อง The Lincoln Lawyer มีอัตราดูจบ 56% ผ่านเส้นยาแดงมาไม่ไกล แต่ด้วยทุนสร้างไม่สูงมาก จึงได้ไปต่อ

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากบริษัทภายนอก และการคาดเดาของนักวิเคราะห์ เพราะทาง Netflix ไม่เคยให้ข้อมูลเรื่องอัตราดูจบ จะให้เฉพาะจำนวนชั่วโมงรับชม แต่ถ้าอนาคตคุณสังเกตเห็นซีรีส์ที่เปิดตัวเป็นอันดับ 1 บนชาร์ต แถมยังมีจำนวนชั่วโมงรับชมสูง แต่สุดท้ายถูกแคนเซิลซีซั่นหน้า ก็เป็นไปได้ว่าอัตราดูจนจบนี่แหละที่เป็นปัญหา

Source