People / Management

รู้จัก “RentSpree” สตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ไปบุกธุรกิจ “เช่าบ้าน” ในอเมริกา!

RentSpree (เรนท์สพรี) มีผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่เป็นคนไทยและมีบุคลากรส่วนใหญ่ที่เมืองไทย แต่ไปให้บริการในสหรัฐฯ โดยเป็นแพลตฟอร์มเพื่อแก้ปัญหาการ “เช่าบ้าน” ช่วยให้ขั้นตอนการหาบ้านเช่าง่ายขึ้น ปัจจุบันระดมทุนไปถึงรอบ Series A สำเร็จ พร้อมเป้าหมายไปสู่ “ยูนิคอร์น” ภายในปี 2567

Print
RentSpree (เรนท์สพรี) มีผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่เป็นคนไทยและมีบุคลากรส่วนใหญ่ที่เมืองไทย แต่ไปให้บริการในสหรัฐฯ โดยเป็นแพลตฟอร์มเพื่อแก้ปัญหาการ “เช่าบ้าน” ช่วยให้ขั้นตอนการหาบ้านเช่าง่ายขึ้น ปัจจุบันระดมทุนไปถึงรอบ Series A สำเร็จ พร้อมเป้าหมายไปสู่ “ยูนิคอร์น” ภายในปี 2567

ชื่อของ RentSpree อาจไม่คุ้นหูคนไทยมากนัก เพราะบริการของแพลตฟอร์มไม่ได้เปิดตลาดในไทย แต่ไปเปิดที่สหรัฐอเมริกา แม้ว่าผู้ก่อตั้งเกือบทั้งหมดจะเป็นคนไทย และปัจจุบันมีบุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในไทยนี่เอง

“เอกบุตร สิริศุภางค์” COO และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เรนท์สพรี จำกัด อธิบายถึงแพลตฟอร์มนี้ก่อนว่า เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อผู้ที่ต้องการเช่าบ้านกับผู้ให้เช่า/นายหน้า โดยกุญแจสำคัญของแพลตฟอร์มคือมาแก้จุดบอดของการ “เช่าบ้าน” ในสหรัฐฯ ซึ่งจะต้องส่งเอกสารจำนวนมาก และมีขั้นตอนหนึ่งต่างจากในไทยนั่นคือการ “ตรวจสอบประวัติ” (screening) ผู้ขอเช่าบ้าน

RentSpree-Paul-COO

“เอกบุตร สิริศุภางค์” COO และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เรนท์สพรี จำกัด

หากเป็นขั้นตอนเช่าดั้งเดิม ผู้เช่าบ้านต้องส่งเอกสารให้เจ้าของบ้านหรือนายหน้าแยกกันแต่ละหลัง ทำให้ต้องทำเอกสารซ้ำๆ และในขั้นตอนตรวจสอบประวัติ ผู้เช่าบ้านต้องออกค่าใช้จ่ายเองประมาณ 30 เหรียญสหรัฐ (เกือบ 1,000 บาท) เพื่อให้นายหน้าหรือเจ้าของบ้านนำไปเดินเรื่องตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เครดิตสกอร์ด้านการเงิน และตรวจว่ามีประวัติถูกฟ้องขับไล่จากบ้านเช่าหรือไม่

การหาบ้านเช่าในสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องยุ่งยาก และมีโอกาสได้บ้านแค่ 33% แปลว่าผู้เช่าบ้านจะต้องทำเอกสารและเสียเงินซ้ำหลายครั้งกว่าจะได้เช่าบ้านสักหลัง ฝั่งนายหน้าเองก็ไม่ค่อยชื่นชอบลูกค้าหาบ้านเช่า เพราะค่าคอมมิชชั่นต่ำกว่าลูกค้าซื้อบ้าน แม้จะต้องทำเอกสารมากไม่ต่างกัน

RentSpree-Pain-Points-edit

จุดนี้เอง ทำให้ RentSpree ลุกขึ้นมาเป็นตัวกลางในการแก้ความยุ่งยากทั้งหมด โดยการเป็น ตัวกลางเก็บข้อมูลเอกสารลูกค้าที่หาเช่าบ้าน พร้อมกับตรวจสอบประวัติให้ด้วย นายหน้าไม่ต้องเป็นผู้ดูแลเอกสารและไม่ต้องวิ่งไปตรวจสอบประวัติ ส่วนลูกค้าก็ไม่ต้องส่งเอกสารซ้ำๆ และแพลตฟอร์มยังปกปิดเอกสารสำคัญบางส่วนไว้ให้ด้วย ทำให้ข้อมูลลูกค้าปลอดภัยมากกว่า

เอกบุตรกล่าวว่า หลังจากแพลตฟอร์มก่อตั้งเมื่อปี 2559 ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าแล้ว 750,000 ราย (แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าของบ้าน/นายหน้า 130,000 ราย และผู้เช่าบ้าน 620,000 ราย) ให้บริการทั่วทุกรัฐในสหรัฐอเมริกา โดยมีรัฐหลักที่มีลูกค้ามากที่สุดคือ แคลิฟอร์เนีย, ฟลอริดา และเท็กซัส

ปี 2564 บริษัททำรายได้ไป 300 ล้านบาท และระดมทุนรอบล่าสุดรอบ Series A ได้รับเงินลงทุนสะสมแล้ว 8.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 250 ล้านบาท) ซึ่งทำให้ทีมจะขยายออกไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

RentSpree-Users

ตั้งโดยคนไทย ฝ่าฟันจนสำเร็จในสหรัฐฯ

ด้านเส้นทางการก่อตั้งบริษัท เกิดจากเอกบุตรไปเรียนต่อ MBA ในสหรัฐฯ และมีไอเดียก่อตั้งธุรกิจนี้ขึ้น จึงรวบรวมทีมผู้ร่วมก่อตั้ง (เป็นคนไทย 6 คน และต่างชาติ 1 คน) ตั้งสตาร์ทอัพขึ้นเมื่อปี 2016 เปลี่ยนห้องนั่งเล่นเป็นที่ทำงาน พร้อมระดมทุนขั้นแรกจากเพื่อนและครอบครัวได้มาทั้งหมด 150,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.95 ล้านบาท)

ในช่วง 3-4 ปีแรก เอกบุตรยอมรับว่าธุรกิจยังไม่สำเร็จ และไม่สามารถระดมทุนได้เลย เข้าร่วมแข่งขันสตาร์ทอัพก็ไม่ชนะในเวทีใดๆ ทำให้จนถึงปี 2562 บริษัทต้องกลับมาปรับโมเดลธุรกิจใหม่

เมื่อกลับมาทบทวนอีกครั้งทำให้เห็นว่า แผนการตลาดช่วงแรกที่เน้นโปรโมตแบบ B2C เน้นตรงไปที่ลูกค้าหาเช่าบ้านนั้นไม่ตรงจุด เพราะต้อง ‘burn’ เงินมหาศาลเพื่อจะดึงลูกค้าได้จำนวนมากๆ และไม่ยั่งยืน

RentSpree-UXUI

สุดท้ายจึงปรับโมเดลใหม่ เข้าหาพาร์ทเนอร์บริษัทนายหน้าเพื่อแนะนำ RentSpree ในฐานะ “เครื่องมือ” ที่นายหน้าสามารถใช้ลดความยุ่งยากด้านเอกสารและการสอบประวัติ โดยการทำรายได้ของแพลตฟอร์มจะมาจาก “30 เหรียญสหรัฐ” ที่ลูกค้าเช่าบ้านต้องจ่ายอยู่แล้ว ไม่ตัดส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นกับนายหน้า ทำให้นายหน้ายินดีที่จะแนะนำลูกค้าเช่าบ้านให้เข้ามาใช้งาน กลายเป็นโมเดล B2B2C ที่ประสบความสำเร็จ

ในปีต่อมาบริษัทจึงเริ่มระดมทุนรอบ Seed Stage สำเร็จ และตามมาด้วยรอบ Series A เมื่อปี 2564 ส่งให้บริษัทขยายจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปให้บริการได้ทั่วประเทศ และมีส่วนแบ่งตลาด 6% จากจำนวนนายหน้าที่มีในสหรัฐฯ

RentSpree-growth-plan

เอกบุตรระบุว่า ปัจจุบันบริษัทแบ่งทีมเป็นทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดูแลระบบหลังบ้าน ไอที อยู่ในไทย 85 คน และมีทีมพัฒนาธุรกิจ ดูแลการตลาด อยู่ที่สหรัฐฯ 40 คน รวมทั้งหมด 125 คน พร้อมขยายทีมต่อเนื่องรองรับการเติบโตทั้งในไทยและสหรัฐฯ

เป้าหมายขยายให้ครบลูปการ “เช่าบ้าน”

เมื่อลงหลักปักฐานได้แล้ว เอกบุตรกล่าวว่าทีมมีเป้าหมายต่อไปจะขยายการบริการด้านการเช่าบ้านให้ครบลูป โดยเห็นจุดบอดอื่นๆ อีกในการเช่าบ้านที่บริษัทจะพัฒนาต่อบนแพลตฟอร์ม เช่น

  • การค้นหาบ้านเช่า RentSpree จะเป็นแหล่งรวมลิสติ้งบ้านเช่าจากทุกเว็บไซต์ไว้ในที่เดียว ลดความยุ่งยากที่จะต้องเปิดหาทุกเว็บไซต์
  • การชำระเงิน ปกติแล้วลูกค้าเช่าบ้านต้องโอนเงินค่าเช่าให้เจ้าของบ้านทุกเดือน ถ้าชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มนี้ สามารถตั้งหักบัตรเครดิตรายเดือนได้เลย ไม่มีลืมจ่าย ไม่ต้องทวงค่าเช่า
  • การติดต่อระหว่างผู้เช่าและเจ้าของบ้าน ต้องการแจ้งซ่อม ร้องเรียน หรือมีข้อสงสัยสอบถาม สามารถพูดคุยในแพลตฟอร์มนี้ได้โดยตรง

ในมูลค่าตลาดบ้านเช่า 63,000 ล้านเหรียญสหรัฐของอเมริกา (ประมาณ 2.08 ล้านล้านบาท) เอกบุตรกล่าวว่าผู้ให้เช่ามีทั้งรูปแบบบริษัทขนาดใหญ่ และผู้ให้เช่ารายย่อยที่อาจจะมีสินทรัพย์ในมือเพียง 2-3 รายการ กลุ่มรายย่อยนี้เองที่จะเป็นเป้าหมาย เนื่องจากเจ้าของบ้านแบบนี้ไม่ได้มีซอฟต์แวร์ของตนเอง และ RentSpree จะเข้าไปตอบโจทย์

word_icon

เจนเนอเรชันใหม่ๆ เริ่มเลือกที่จะเช่าบ้านก่อนซื้อบ้าน อาจเช่าบ้านอยู่ 10-15 ปีกว่าจะตัดสินใจซื้อ เพราะคนรุ่นใหม่ย้ายงานบ่อยขึ้น ทำให้การเช่าบ้านตอบโจทย์กว่า และราคาบ้านก็แพงขึ้น ทำให้ต้องเก็บเงินดาวน์นานกว่าจะซื้อได้สักหลัง -- “เอกบุตร สิริศุภางค์” COO บริษัท เรนท์สพรี จำกัด

word_icon2

นอกจากนี้ เมื่อแพลตฟอร์มสามารถทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเช่าบ้านได้ครบลูปแล้ว จุดเด่นจะไม่ได้มีแค่การส่งเอกสารและตรวจสอบประวัติ ทำให้ขยายไปประเทศอื่นๆ ต่อได้ เช่น แคนาดา ยุโรป เอเชีย โดยประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในจุดหมายที่วางไว้ว่าจะเข้ามาทำตลาดราวปี 2568

หวังขึ้นแท่น “ยูนิคอร์น” ใน 2 ปี

เป้าหมายการเติบโตของ RentSpree ในปี 2565 ต้องการจะทำรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 600 ล้านบาท ขณะที่เป้าระยะยาว ต้องการจะระดมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าปี 2567 ต้องการระดมทุนสะสมแตะ 85.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,800 ล้านบาท) ซึ่งจะทำให้บริษัทขึ้นแท่นเป็น “ยูนิคอร์น” ตัวใหม่ของเมืองไทย และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่สหรัฐอเมริกา

RentSpree-unicorn-plan

ด้านการขยายตัวของบริษัท มองว่าจะทยอยเข้าไปบริการในประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น แคนาดา สหภาพยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมาย คาดว่าจะเริ่มทำตลาดในปี 2568

“เทรนด์ตลาดเช่าบ้านในสหรัฐฯ เติบโตปีละ 3-5% และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นอีก เนื่องจากเจนเนอเรชันใหม่ๆ เริ่มเลือกที่จะเช่าบ้านก่อนซื้อบ้าน อาจเช่าบ้านอยู่ 10-15 ปีกว่าจะตัดสินใจซื้อ” เอกบุตรกล่าวถึงเทรนด์ตลาดเช่าบ้าน “เพราะคนรุ่นใหม่ย้ายงานบ่อยขึ้น ทำให้การเช่าบ้านตอบโจทย์กว่า และราคาบ้านก็แพงขึ้น ทำให้ต้องเก็บเงินดาวน์นานกว่าจะซื้อได้สักหลัง เทรนด์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ที่สหรัฐฯ แต่ในไทยก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน”