Strategic Move

เพราะแพ้ในสงคราม E-Marketplace “ป้อม - ภาวุธ” เลยพลิกภาพ TARAD.com สู่ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร

ชื่อของ “ป้อม - ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” หนึ่งในกูรูด้าน e-Commerce ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง TARAD.com เว็บไซต์ E-Marketplace ขึ้นมาเมื่อปี 1999 ในมุมๆ หนึ่งของออฟฟิศ (ไทยออส อลูมิเนีย) ธุรกิจค่อยๆ ปั้นขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อนในปี 2009 จะไปแตะตา “ราคุเท็น” (Rakute…

web_tarad

ชื่อของ “ป้อม - ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” หนึ่งในกูรูด้าน e-Commerce ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง TARAD.com เว็บไซต์ E-Marketplace ขึ้นมาเมื่อปี 1999 ในมุมๆ หนึ่งของออฟฟิศ (ไทยออส อลูมิเนีย)

ธุรกิจค่อยๆ ปั้นขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อนในปี 2009 จะไปแตะตา “ราคุเท็น” (Rakuten) เจ้าพ่อบริการออนไลน์สัญชาติญี่ปุ่น จนนำมาสู่การซื้อหุ้น 67% ของ TARAD.com ด้วยเงิน 114 ล้านบาท (มูลค่าเงินเมื่อ 31 ธันวาคม 2009) การซื้อขายหุ้นครั้งนั้น ภาวุธยืนยันว่า ไม่ได้ขายเว็บไซต์ให้ราคุเท็น ราคุเท็นเพียงแค่มาถือหุ้นหลัก

เป็นธรรมดาของธุรกิจ E-Marketplace ช่วงแรกจะต้องยอมขาดทุน ก่อนพลิกกลับมามีกำไรในภายหลัง โดยคาดว่า TARAD.com น่าจะสามารถทำกำไรได้ในปีที่ 3 เป็นต้นไป แต่ปรากฏว่าในช่วงรอยต่อขึ้นปีที่ 3 นั้น การเข้ามาของ “Lazada” ทำให้เกมทุกอย่างเปลี่ยนไป ภาพที่เคยวางไว้จะมีกำไรต้องพังลง เพราะ Lazada เข้ามาพร้อมเงินทุน

word_icon

สงคราม E-Marketplace เป็นเรื่องของการแข่งกันดำน้ำ ใครดำได้อึดกว่าคนนั้นจะเป็นผู้จะชนะ คำถามคือใครจะเป็นผู้ชนะ ? แต่ที่แน่ๆ เรายอมรับเลยว่า แพ้ในสงครามครั้งนี้

word_icon2

หลังจากเข้ามาถือหุ้นทั้งหมด 6 ปี ในที่สุด “ราคุเท็น” (Rakuten) ได้ตั้งสินใจขายหุ้นคืนให้กับภาวุธ ก่อนที่ในปีที่ผ่านมา TARAD.com จะได้ผู้ถือหุ้นรายใหม่ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ 2 เจ้าสัวน้อยแห่งเบียร์ช้าง “ฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี” ได้เข้ามาถือหุ้น 51% ผ่าน “ทีสเปซ ดิจิตอล” ส่วนภาวุธเหลือหุ้น 49%

และการเข้ามาถือหุ้นในครั้งนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนภาพของ TARAD.com ไป แต่ไม่ได้หมายความว่าออกจากวงการนี้ไป เพราะ “ป้อม - ภาวุธ” ยังมองว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยมูลค่า 3.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 14.04% ประกอบกับมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 45 ล้านคน

ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยจะยังคงมาแรง ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ในประเทศหันมาค้าขายผ่านออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งภาวุธได้สรุป Thailand E-Commerce Trend 2019 ได้แก่

1.การแข่งดุของ JSL E-Marketplace ระดับโลกในไทย ทั้ง Shopee - Lazada - JD.com ซึ่งแนวโน้มจะยังแข่งกันดำน้ำต่อไปเรื่อยๆ อีกอย่างน้อย 5 ปี

2.สินค้าจีนจะเริ่มรุกบุกเข้าสู่ตลาดไทยและอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกี่ยวกับกีฬาและสัตว์เลี้ยง ให้สังเกตได้เลยหากสินค้าไหนต้องรออย่างน้อย 2 อาทิตย์ ถูกส่งมาจากจีนแน่ๆ

3.Brand จะโดดเข้าสู่ออนไลน์มากขึ้น เพราะคนหันเข้ามาสู่โลกออนไลน์ เลยจะเริ่มเห็นแบรนด์มาสร้างเว็บไซต์ และเข้าสู่ E-Marketplace

tarad_2

4.Online VS Offline แม้จะเข้าสู่โลกออกไลน์ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีหน้าร้านอยู่ แบรนด์เลยจะเอา 2 อย่างนี้มาผสมกัน

5.ผู้ให้บริการ E-Commerce จะมาช่วยธุรกิจ

6.บริการสนับสนุน E-Commerce โตขึ้นอย่างรุนแรงทั้งการขนส่ง หรือระบบชำระเงินต่างๆ

7.ผู้ช่วยขายสินค้าจะมีมากขึ้น (Affiliate Marketing) เช่น เว็บ Cash Back ที่เริ่มเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตัวแทนขายของออนไลน์กำลังเริ่มโต “DropShip”

8.การค้าออนไลน์ระหว่างประเทศเริ่มเติบโต (Cross Border) ปีนี้จะเริ่มเห็นสินค้าขายออกไปต่างประเทศมากขึ้น ผ่าน Amazon eBay และ Alibaba

tarad_3

9.Social Commerce โตอย่างต่อเนื่อง เพราะแพลตฟอร์มเริ่มพัฒนาให้รองรับ เช่น Facebook รองรับการชำระเงิน หรือ Instagram ที่เริ่มซื้อสินค้าได้เลย

10.การตลาดรูปแบบใหม่ จะฉลาดเป็นกรด โดยเฉพาะระบบ Automation ที่จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น

เพียงแต่ TARAD.com ต้องเปลี่ยนเป้าหมายเสียใหม่ จากเดิมที่มีฐานสมาชิก 200,000 User ในระบบ 80% เป็น SME ที่เหลือ 20% เป็นลูกค้าองค์กร แต่ปีนี้จะโฟกัสลูกค้าองค์กรให้เพิ่มเป็น 80% เพราะจากเทรนด์ที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นว่าแบรนด์จะกระโดดเข้ามาในโลกออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มเครื่องสำอาง แฟชั่น และโรงงานที่เดิมรับจ้างผลิต ก็อยากมาขายสินค้าด้วยตัวเอง

จึงเป็นที่มาของการผันตัวจาก E-Marketplace มาเป็น “ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร (E-Commerce Services)” ผ่านมาเปิดตัวบริการ U-Commerce แพลตฟอร์มบริหารการค้าออนไลน์ทั้งหมดได้ในที่เดียวแบบ One Stop Service โดยบริการนี้จะครอบคลุม 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1.Website & E-Commerce จะมีการรับทำเว็บไซต์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิรซ์ (E-Commerce) โดยจะสามารถเชื่อมกับ E-Marketplace ชั้นนำของไทย ได้แก่ Lazada และ Shopee เชื่อมกับโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และเชื่อมโยงกับหน้าเว็บไซต์ของร้านค้าเอง

tarad_4

มีระบบชำระเงิน (E-Payment) ทั้งการชำระเงินผ่านทางออนไลน์ บัตรเครดิต เดบิต และออฟไลน์ อย่าง พร้อมเพย์และ QR Code ของ Pay Solutions, ระบบขนส่ง (E-Logistic & Fulfillment) เชื่อมกับระบบขนส่ง มากกว่า 10 บริษัท ผ่านทาง SHIPPOP.com และบริการคลังสินค้าและจัดส่งของ SiamOutlet.com ซึ่งในส่วนของทั้ง Pay Solutions - SHIPPOP.com และ SiamOutlet.com ที่ทางภาวุธมีหุ้นส่วนตัวอยู่ในนี้อยู่แล้ว

2.การโฆษณาออนไลน์ (Online Advertising) ในทุกช่องทาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ภาวุธมีหุ้นแล้วทั้ง Wisesight บริษัทที่ให้บริการข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคหรือสิ่งที่คนให้ความสนใจบนโลกออนไลน์ และ Tellscore แพลตฟอร์มที่รวบรวม Micro Influencers เป็นต้น

3.Service & Operation ไล่มาตั้งแต่ระบบจัดการ E-Marketplac - e-Commerce รวมไปถึงการขนส่งและคลังสินค้า สามารถส่งสินค้ามาไว้ที่คลังและให้จัดการต่อได้

tarad_5

เบื้องต้นสำหรับลูกค้ารายย่อยจะให้บริการฟรี แต่หากมีสินค้าที่วางขายตั้งแต่ 35 SKU จะมีค่าใช้จ่ายหลักพันบาทต่อปี แต่รายได้หลักของจะมาจากการให้บริการลูกค้าองค์กรเป็นหลัก

จุดนี้ภาวุธบอกว่าค่าบริการของ U-Commerce ถูกว่า a-Commerce คู่แข่งโดยตรงเป็นอย่างมาก เพราะ a-Commerce มีต้นทุนที่สูงกว่า มีการจ้างบุคลากรเข้ามาเสริมทีมจำนวนมาก จึงรับแต่งานระดับบน หลักหลายล้านบาทต่อโปรเจกต์ แต่ U-Commerce ใช้ทีมภายในซึ่งขณะนี้มีประมาณ 70 คน ได้วางแผนขยายเพิ่มเป็น 100 คน ต้นทุนจึงถูกกว่า สามารถรับงานขนาดกลางราคาหลักแสนต่อโปรเจกต์ได้

word_icon

การเปิดบริการใหม่นี้เชื่อว่าจะทำให้ TARAD Group พลิกกลับมาทำกำไรในปีนี้ โดยรายได้เติบโตอย่างน้อย 200% ปีถัดไปเติบโตอีกเท่าตัว ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ต่อไปก็จะสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ภายใน 3-4 ปี แต่ก่อนอื่นต้องทำให้ลูกค้ารู้จัก U-Commerce ก่อน

word_icon2

ท้ายที่สุด ภาวุธยืนยันว่า เว็บไซต์ TARAD.com จะไม่มีการปิดอย่างแน่นอน เพราะถ้าปิดไปแล้วก็จะไม่เหลือ E-Marketplace ที่เป็นสัญชาติไทยไว้ให้คนไทยได้ใช้อีก

tarad_6