สงคราม – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 10 Mar 2026 07:58:38 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ราคา ‘น้ำมันโลก’ ลดแล้ว! หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมประกาศว่า ‘สงคราม’ จะจบเร็ว ๆ นี้ https://positioningmag.com/1563377 Tue, 10 Mar 2026 01:09:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563377 สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนอย่างหนัก โดย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงทันที ในช่วงการซื้อขายภาคค่ำ หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าเขากำลังพิจารณา เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก เพื่อแก้ปัญหาการติดขัดของอุปทานน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงลงถึง -6.19% มาอยู่ที่ 85.27 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลาประมาณ 15:37 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ปรับลดลง -4.6% มาอยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงหลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ราคา Brent เพิ่งพุ่งทะลุเพดาน 119.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และปิดตลาดภาคปกติไปที่ 98.96 (เพิ่มขึ้น 6.76%) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ CBS News ว่าเขากำลัง คิดเรื่องการเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า สงครามครั้งนี้จะยุติลงในเร็ววัน นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวจากแหล่งข่าวของรอยเตอร์ว่า ทรัมป์อาจพิจารณา ลดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย เพื่อช่วยดึงราคาน้ำมันให้ต่ำลง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ว่าการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นนั้น เป็นเพียงราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการกำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ตาม

ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด การผลิตน้ำมันในอิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้เผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างหนัก โดยยอดการผลิตจากแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ลดลงถึง 70% เหลือเพียง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่เคยผลิตได้ถึง 4.3 ล้านบาร์เรล ก่อนเกิดสงคราม เช่นเดียวกับคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องจำกัดการผลิตเนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเริ่มเต็ม เพราะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่านได้

ทางด้านกลุ่มประเทศ G7 เตรียมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาวิกฤตนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีกำหนดหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอังคารนี้ เพื่อพิจารณาการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาสู่ตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีคลัง G7 ที่ยืนยันความพร้อมในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy มองว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ถือเป็นการขัดขวางอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีน้ำมันถึง 20% ของการบริโภคทั่วโลกถูกส่งผ่านเส้นทางนี้ โดย Rystad Energy คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายและยืดเยื้อไปถึง 4 เดือน เราอาจได้เห็นราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงถึง $135 ต่อบาร์เรลเลยทีเดียว

Source

]]>
1563377
จับตาโดมิโนเอฟเฟกต์ กรณี ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ท่อออกซิเจนศก.โลกถูกปิดตาย! https://positioningmag.com/1562172 Wed, 04 Mar 2026 03:23:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562172 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถูกนักวิเคราะห์ระดับโลกจัดเป็น Black Swan หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจส่งคลื่นกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยจุดชี้ขาดทุกอย่างอยู่ที่ช่องแคบเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย

ช่องแคบฮอร์มุซ = ท่อออกซิเจนศก.โลก

ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่คือ ท่อออกซิเจน ของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศ “ไม่อนุญาต” ให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการเดินเรือลดลงทันที 70%

สายเรือยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Maersk, Hapag-Lloyd, MSC, CMA CGM ประกาศระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ทันที เรือคอนเทนเนอร์ราว 170 ลำ (ความจุ 450,000 TEUs) ตกค้างอยู่ในพื้นที่ และหากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (แอฟริกา) จะเสียเวลาเพิ่ม 10-14 วัน 

โดยเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเส้นทางไปแล้ว ขณะที่ค่าเบี้ยประกันภัยเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อให้สงครามหยุด แต่ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามจะยังพุ่งสูง ทำให้ค่าขนส่งไม่ลดลงง่าย ๆ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคปลายทางทั้งหมด

คอขวดพลังงานโลก อาจดันน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์

ปัจจุบัน มีน้ำมันดิบไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันทางเรือทั่วโลก และยังเป็นทางผ่านของ LNG กว่า 20% ของโลก ส่วนใหญ่จากกาตาร์ ซึ่งไม่มีเส้นทางอื่นทดแทนได้เลย

อิหร่านในฐานะผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 4 ของ OPEC มีคลังแสงพร้อมปิดเส้นทางนี้ ทั้งทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้ รวมถึงได้แสดงท่าทีชัดเจนด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต ยูเออี และบาห์เรนแล้ว

Bob McNally อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานทำเนียบขาว และประธาน Rapidan Energy เตือนตรงๆ ว่า นี่คือของจริง (This is the real deal) พร้อมระบุว่า ตลาดกำลังประเมินศักยภาพการตอบโต้ของอิหร่านต่ำเกินไปอย่างน่าเป็นห่วง

โดยทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็พุ่งขึ้นแล้กว่า 13% แตะระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 72.48 ดอลลาร์ ส่วน WTI อยู่ที่ 67.02 ดอลลาร์

McNally คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าจะพุ่งขึ้นอีก 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันทีที่ตลาดเปิดในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ และหากมีการปิดช่องแคบอย่างเต็มรูปแบบ นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาอาจทะลุ 100-108 ดอลลาร์ ในระยะสั้น

ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะดัน ต้นทุนการผลิตทุกอย่าง ให้สูงขึ้นตาม ตั้งแต่อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงค่าขนส่ง นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากน้ำมันยืนระดับ 100 ดอลลาร์ได้นาน จะผลักดัน เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นอีก 0.6-0.7% ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกหยุดแผนการลดดอกเบี้ยที่วางไว้

ภาพจาก Shutterstock

เอเชียโรงงานโลกเจ็บหนัก

ข้อมูลจาก Kpler เผยว่า 3 ใน 4 ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่เอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ จีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก พึ่งพาเส้นทางนี้ถึง ครึ่งหนึ่ง ของปริมาณนำเข้าน้ำมันทั้งหมด และนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเกือบ 99% ของปริมาณที่อิหร่านส่งออก McNally เตือนว่าหากช่องแคบปิด จะเกิดการกักตุนและ “สงครามการประมูลราคาน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุด” ในกลุ่มประเทศเอเชียทันที 

อย่างที่ทราบกันว่า เอเชียถือเป็น โรงงานของโลก (The World’s Factory) โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ ฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากประเทศเหล่านี้เผชิญกับต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น จะกระทบหนักโดยเฉพาะ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และ อุตสาหกรรมยานยนต์ 

หากโรงงานต้องลดกำลังการผลิตเพราะขาดแคลนไฟฟ้าหรือต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าอย่างโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันที รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่วนใหญ่ผลิตในเอเชีย ซึ่งกระทบตั้งแต่แผงคอนโซลไปจนถึงยางรถยนต์ (ยางสังเคราะห์ผลิตจากน้ำมัน) ซึ่งคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้น 15-25%

ไทยรับแรงสะเทือนรอบด้าน

หากจีนขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก การผลิตในโรงงานและภาคอุตสาหกรรมจะชะลอตัว ซึ่งจะส่งแรงกระแทกต่อเนื่องมายัง ประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย ในฐานะคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทานหลัก ภาคการส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดจีนจะได้รับผลกระทบโดยตรง

ภาคการท่องเที่ยวก็กระทบ โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตตา ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลาง เริ่มเห็นการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น เช่น ภูเก็ต ถูกยกเลิก 10 ไฟลต์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์    ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกเดินทาง และอาจกระทบหนักในไตรมาส 2-4 ปีนี้ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล

ปัจจุบัน รัฐบาลไทยสั่งจัดตั้ง “Economic War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยมีจุดเปราะบางสำคัญ 3 ด้าน

ด้านพลังงาน: แม้ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ราว 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) แต่ราคาหน้าปั๊มจะปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งไทยใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ดังนั้น ค่าไฟฟ้าจะพุ่งขึ้นตาม กระทบค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ

ด้านการท่องเที่ยว: ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัย และการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปชะลอการเดินทาง กระทบรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย

ด้านเงินเฟ้อ: ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นจะดันราคาสินค้าทุกหมวดให้แพงขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยอาจต้องทบทวนแผนการลดดอกเบี้ย กระทบทั้งภาคธุรกิจและผู้กู้รายย่อย

ตัวแปรสำคัญอยู่ที่เวลา

ผู้เชี่ยวชาญจาก ClearView Energy Partners ย้ำว่าตัวแปรชี้ขาดคือ ระยะเวลา ของวิกฤต แม้สหรัฐฯ จะมีน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) ราว 415 ล้านบาร์เรล และ IEA ก็มีคลังสำรองของตัวเอง แต่หากการปิดล้อมยืดเยื้อเกินความสามารถของคลังสำรองเหล่านี้จะรับมือได้ สถานการณ์อาจลุกลามไปสู่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) ในที่สุด

เพราะเมื่อราคาพลังงานสูงเกินไป ความต้องการใช้พลังงานจะลดลงผ่านกลไกเดียวที่โหดร้ายที่สุด นั่นคือ เศรษฐกิจหดตัว 

CNBC / ams / BATS-NEWS

]]>
1562172
ตึงเครียดทั่วโลก! งบ ‘การทหาร’ ทั่วโลกพุ่งทะลุ 2.44 ล้านล้านดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากภาวะสงคราม https://positioningmag.com/1470667 Mon, 22 Apr 2024 12:17:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1470667 จากสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ตามด้วยความตึงเครียดแถบตะวันออกกลางของ อิสราเอล กับภัยคุกคาม ทั้งจาก กลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ อิหร่าน และในเขตเวสต์แบงก์ ยังไม่รวมความขัดแย้งของ จีน-สหรัฐฯ ที่พลอยทำให้ จีนกับไต้หวันเริ่มตึง ๆ ใส่กัน ดังนั้น การที่งบที่ใช้จ่ายกับการทหารทั่วโลกจะสูงขึ้น จึงไม่ใช่อะไรที่น่าแปลกใจนัก

ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) เปิดเผยว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา งบการลงทุนทางทหารทั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 2.44 ล้านล้านดอลลาร์ +6.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2552 ที่มีรายงานเรื่องแนวโน้มการใช้จ่ายทางทหาร

“การใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นการตอบสนองโดยตรงต่อการเสื่อมถอยของสันติภาพและความมั่นคงทั่วโลก” หนาน เทียน นักวิจัยอาวุโสในโครงการการใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของ SIPRI กล่าว

รายงานระบุว่า รายจ่ายทางการทหารเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 9 และรายจ่ายทางการทหารเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจาก สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นใน ตะวันออกกลาง

แน่นอนว่ายูเครนและรัสเซียซึ่งอยู่ในภาวะสงครามอย่างแข็งขัน ติดอันดับประเทศที่เพิ่มการใช้จ่ายทางทหารมากที่สุดในปี 2566 อยู่ที่ 51% และ 24% ตามลำดับ โดยค่าใช้จ่ายทางการทหารตามจริงของ รัสเซีย ยังคงสูงกว่ายูเครนอยู่มาก โดยอยู่ที่ประมาณ 109,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน ยูเครน อยู่ที่ 64,800 ล้านดอลลาร์

โดย รัสเซีย กลายเป็นรายจ่ายทางการทหารรายใหญ่ อันดับ 3 ของโลก ตามหลัง สหรัฐฯ ที่ใช้จ่าย 916,000 ล้านดอลลาร์ +2.3% และ จีน ใช้จ่าย 296,000 ล้านดอลลาร์ +6% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของ เยอรมนี และ สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น +9% และ +7.9% ตามลำดับ ส่วน อิสราเอล ซึ่งกำลังอยู่ในความขัดแย้งเช่นกัน ใช้จ่าย 27,500 ล้านดอลลาร์ +24%

“ค่าใช้จ่ายทางทหารรายเดือนของอิสราเอลเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เริ่มสงครามในฉนวนกาซา”

ในแถบเอเชีย ประเทศอย่าง ไต้หวัน ใช้จ่ายทางทหารที่ 16,600 ล้านดอลลาร์ +11% ซึ่งเป็นยอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากไต้หวันก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากรัฐบาลจีน ส่วน เกาหลีใต้ ใช้ 47,900 ล้านดอลลาร์ +1.1%

ที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่น ที่ใช้มากถึง 50,200 ล้านดอลลาร์ +11% ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่เพิ่มขึ้น มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2515 และยังถือเป็นงบสร้างกองทัพที่มากที่สุดของญี่ปุ่น นับตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

สำหรับ ไทย มีการใช้จ่ายทางทหารอยู่อันดับที่ 38 ของโลก โดยมีงบประมาณอยู่ที่ 5,800 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากปีก่อนหน้า 6.5%

]]>
1470667
ประเมินราคา ‘น้ำมัน’ อาจทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากสงครามอิสราเอล-ฮามาสทวีความรุนแรง https://positioningmag.com/1450115 Tue, 31 Oct 2023 07:58:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1450115 ดูเหมือนว่าหากสงคราม อิสราเอล-ฮามาส ยังยืดเยื้อจะไม่ใช่แค่ส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ทั่วโลกก็ได้ผลกระทบไปด้วย ที่เห็นชัดก็คือ ราคาน้ำมัน โดยธนาคารโลกมองว่าอาจทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสงครามยืดเยื้อ

ธนาคารโลก ออกมาเตือนว่า หากความขัดแย้งของสงคราม อิสราเอล-ฮามาส ขยายออกไปนอกพรมแดนของฉนวนกาซา จนเกิดการคว่ำบาตรน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 157 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์คือ ในเดือนกรกฎาคม 2008 ที่มีการซื้อขายสูงถึง 147.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข้อมูลจาก LSEG

นอกจากนี้ เคยมีเหตุการณ์การคว่ำบาตรน้ำมันของอาหรับในปี 1973 ส่งผลให้อุปทานน้ำมันทั่วโลกจะลดลง 6-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนั่นจะผลักดันราคาให้สูงขึ้น 56-75% หรือราว 140-157 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“วิกฤตน้ำมันเมื่อ 50 ปีก่อนทําให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 4 เท่าหลังจากรัฐมนตรีพลังงานอาหรับสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน   ของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้การสนับสนุนอิสราเอลในสงครามอาหรับ-อิสราเอลปี 1973 ซึ่งเป็นที่รู้จักในอิสราเอลในชื่อสงครามยมคิปปูร์”

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นการประเมินสถานการณ์แย่ที่สุด โดยธนาคารโลกได้ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 ระดับ โดย กรณีที่ดีที่สุด คือ ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น 3-13% มาอยู่ที่ระดับ 93-102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์ หากอุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลง 500,000 ถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการลดลงที่เทียบได้กับช่วงสงครามกลาง เมืองลิเบียในปี 2011

รองลงมาคือ อุปทานลดลงตลาด 3-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจจะดันให้ราคาน้ำมันให้สูงขึ้นระหว่าง 109-121 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับระดับที่ไปถึงในช่วงสงครามอิรักในปี 2003

ถึงแม้ว่าทั้งอิสราเอลและดินแดนปาเลสไตน์จะไม่ใช่ผู้เล่นน้ำมันรายใหญ่ แต่ความขัดแย้งก็อยู่ในภูมิภาคการผลิต    น้ำมันที่สําคัญ

“หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะต้องเผชิญกับภาวะช็อกด้านพลังงานเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ เพราะไม่ใช่แค่จากสงครามในยูเครนเท่านั้น แต่ยังมาจากตะวันออกกลางด้วย”

Source

]]>
1450115
บริษัทยักษ์ใหญ่ของ ‘ญี่ปุ่น’ กว่า 20% ตัดสินใจหยุดทำธุรกิจใน ‘รัสเซีย’ https://positioningmag.com/1381182 Sun, 10 Apr 2022 09:46:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1381182 ผลสำรวจเผย บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจในรัสเซียกว่า 20% ตัดสินใจยุติการดำเนินงานชั่วคราว หลังรัฐบาลรัสเซียเข้ารุกรานยูเครน

Teikoku Databank สำรวจบริษัทใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น 168 แห่งที่ทำธุรกิจในรัสเซีย พบว่า 37 บริษัทได้หยุดทำธุรกิจในรัสเซีย ตั้งแต่ช่วงวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตก เเละสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายลงจากผลกระทบด้านระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก

ในจำนวนนี้ 28 แห่งเป็นบริษัทผู้ผลิตที่สำคัญ อย่างรถยนต์ เครื่องจักรหนัก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดที่คิดถอนตัวออกจากตลาดรัสเซียอย่างถาวร

บริษัทชื่อดังของญี่ปุ่นบางแห่ง เช่น Toyota Motor Corp. และ Fast Retailing Co. ได้ร่วมกับบริษัทระดับโลกอย่าง McDonald’s Corp. และ Apple Inc. หยุดการดำเนินงานในรัสเซีย แต่บริษัทส่วนใหญ่ในกลุ่ม 168 เเห่งนี้ ยังต้องอยู่ในสภาวะที่ไม่เเน่นอน เพราะเเนวโน้มของสงครามยังไม่มีความชัดเจน 

โดยบริษัทต่างๆ จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านชื่อเสียง หากจะดำเนินธุรกิจในรัสเซียต่อไปก็อาจจะถูกมองว่าสนับสนุนการรุกรานยูเครน ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับภัยคุกคามจากรัฐบาลรัสเซียเพราะหากคิดจะถอนตัวออกจากตลาดก็เสี่ยงจะถูกยึดกิจการ

ทั้งนี้ บริษัท 37 แห่งที่หยุดการทำธุรกิจในรัสเซียไปเเล้ว มี 22 แห่งที่งดการทำธุรกรรม เช่น ขนส่งสินค้าเข้าไปในรัสเซีย เเละมี 7 แห่งที่งดการผลิตในรัสเซีย ขณะที่มี 4 แห่งที่หยุดการทำธุรกิจของสาขาในรัสเซีย

Toyota ได้หยุดดำเนินการที่โรงงานในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และสั่งให้พนักงานในรัสเซียกลับภูมิลำเนา ขณะที่ Fast Retailing กล่าวว่าจะปิดร้าน 50 แห่งในประเทศชั่วคราว

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้ขอให้ญี่ปุ่นห้ามทำการค้ากับรัสเซีย เพื่อหยุดยั้งการรุกรานของรัสเซีย

Yale School of Management เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 600 แห่งทั่วโลกได้ประกาศถอนตัวออกจากตลาดรัสเซียหรือระงับการดำเนินงานในรัสเซียชั่วคราว

 

ที่มา : kyodonews 

]]>
1381182
รัฐบาลยูเครน ระดมทุนขาย ‘NFT’ ได้มากกว่า 6 แสนดอลลาร์ นำไปฟื้นฟูเมือง-พิพิธภัณฑ์ https://positioningmag.com/1380306 Mon, 04 Apr 2022 09:46:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1380306 รัฐบาลยูเครนระดมทุนได้มากกว่า 6 เเสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 20 ล้านบาท) ผ่านการขาย Non-Fungible Token หรือ NFT โดยจะนำเงินเหล่านี้ไปฟื้นฟูเเละซ่อมเเซมพิพิธภัณฑ์ โรงละครเเละสถานที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ถูกทำลายจากการรุกรานของรัสเซีย

สำหรับโปรเจกต์ MetaHistory NFT-Museum ของพิพิธภัณฑ์ยูเครน ได้เปิดระดมทุนผ่านการขายภาพ NFT ในโครงการ ‘MetaHistory’ ที่มีการบันทึกเเละถ่ายทอดเรื่องราวสงครามลงไปในงานศิลปะ ทั้งภาพถ่ายเเละภาพวาดซากปรักหักพัง ความเสียหายของเมือง การทำลายล้างของระเบิด ทหารยูเครน และธงชาติยูเครน

โดยสามารถจำหน่ายผลงานศิลปะได้ถึง 1,282 ชิ้นในการเปิดขายวันแรก เเละระดมทุนเป็นเหรียญดิจิทัล ‘Ethereum’ ได้ 190 เหรียญนับตั้งแต่เปิดตัวมา ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 6 แสนดอลลาร์สหรัฐ

เเละขณะนี้ MetaHistory กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการเปิดประมูลผลงานรอบใหม่ หลังจากมีผู้คนจำนวนมากส่ง NFT เข้ามาให้จำนวนมาก

การจำหน่าย NFT ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายโครงการที่รัฐบาลยูเครนพยายามระดมทุนผ่านคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อนำเงินมาบูรณะเเละฟื้นฟูเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนรายย่อยเเละนักลงทุนมืออาชีพทั่วโลก

ทั้งนี้ ตลาดช่วงที่เกิดวิกฤตสงครามรัสเซียยูเครน ทางรัฐบาลยูเครนได้รับเงินบริจาคเป็นคริปโตเคอร์เรนซีสกุลต่างๆ จากทั่วโลกมากถึง 70.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบางส่วนได้ถูกนำไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ป้องกันให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร

 

ที่มา : Bloomberg 

]]>
1380306
อังกฤษ เตรียมจ่ายเงินหนุนประชาชน ‘เปิดบ้านรับผู้ลี้ภัยยูเครน’ เดือนละ 350 ปอนด์/เดือน https://positioningmag.com/1377328 Sun, 13 Mar 2022 09:26:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1377328 รัฐบาลอังกฤษ เตรียมจ่ายเงินพิเศษให้ผู้ที่เปิดบ้านรับผู้ลี้ภัยชาวยูเครน ผ่านโครงการ ‘Homes for Ukraine’ เป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ 350 ปอนด์ (ราว 1.5 หมื่นบาท) เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

Homes for Ukraine เป็นโครงการเปิดรับผู้อพยพที่หนีภัยสงครามหลังยูเครนถูกรัสเซียบุกโจมตี ให้เดินทางเข้าสู่ประเทศอังกฤษได้ แม้จะไม่ได้มีครอบครัวอาศัยอยู่ในอังกฤษก็ตาม โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินให้กับชาวอังกฤษที่เปิดบ้านรับผู้ลี้ภัยเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน 350 ปอนด์ต่อเดือน ต่อเนื่องเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

ประชาชนทั่วไป องค์กรการกุศล ภาคธุรกิจและกลุ่มประชาสังคม จะต้องยื่นเสนอที่พักพิงให้กับชาวยูเครนผ่านเว็บไซต์ของรัฐได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยผู้ที่เสนอที่พักพิงให้กับชาวยูเครนจะต้องผ่านมาตรฐาน และต้องเข้ารับการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมก่อน

ก่อนหน้านี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคการเมืองใหญ่ ๆ ต่างพากันโจมตีรัฐบาลอังกฤษ ที่จะให้ชาวยูเครนจะต้องผ่านกระบวนการขอวีซ่าและตรวจยืนยันอัตลักษณ์บุคคลเเบบไบโอเมตริกซ์ก่อนจะเดินทางเข้ามายังอังกฤษ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับระบบราชการมากกว่าสวัสดิภาพของผู้ลี้ภัยสงคราม

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประเมินยอดผู้ลี้ภัยสงครามจากยูเครนว่าอาจเพิ่มจำนวนมากกว่า 4 ล้านคน สูงกว่าการคาดการณ์ปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 2 ล้านคนกว่าเท่าตัว

 

ที่มา : Reuters 

]]>
1377328
หากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยืดเยื้อ ‘เงินเฟ้อไทย’ ปีนี้อาจพุ่งเกิน 4% สูงสุดในรอบ 14 ปี https://positioningmag.com/1376919 Wed, 09 Mar 2022 12:19:33 +0000 https://positioningmag.com/?p=1376919 หากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยืดเยื้อ ไทยกระทบหลายด้าน ประเมินเงินเฟ้อปีนี้เกิน 4% สูงสุดในรอบ 14 ปี ของเเพง-ราคาน้ำมันพุ่ง การบริโภคชะลอตัว กดดันเศรษฐกิจไทยที่เข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างชัดเจน

จากรายงาน “ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ” ของ KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ประเมินความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ของเศรษฐกิจโลกและไทย โดยยังมีความไม่แน่นอนสูงมากและผลลัพธ์ของสงครามในครั้งนี้มีความเป็นไปได้ 3 ทาง ได้เเก่

1) รัสเซียบุกเข้ายึดกรุงเคียฟและโค่นล้มรัฐบาลยูเครนสำเร็จจนบังคับให้ประเทศตะวันตกตัดการซื้อพลังงานจากรัสเซีย

2) การเจรจาหยุดยิงระหว่างยูเครนและรัสเซียประสบความสำเร็จ และไม่มีการยกระดับมาตรการคว่ำบาตร

3) สงครามยืดเยื้อเป็นเวลานานและแผ่ในวงกว้าง

‘คว่ำบาตร’ เพียงพอหรือไม่ ? 

หลายประเทศในตะวันตก ตอบโต้การบุกของรัสเซียด้วยมาตรการคว่ำบาตร โดยมาตรการในเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่การอายัดทรัพย์สินของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซีย อายัดทรัพย์สินของธนาคารบางแห่ง ตัดสิทธิการซื้อขายตราสารหนี้ของธนาคารดังกล่าวในตลาดการเงินสหรัฐและยุโรป ตัดธนาคารบางแห่งออกจากระบบ SWIFT และตัดธนาคารกลางของรัสเซียไม่ให้ทำธุรกรรมสกุลเงินดอลลาร์ มาตรการคว่ำบาตรทำให้ค่าเงิน RUB อ่อนค่าอย่างรุนแรงและจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยและอาจเจอความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อและการผิดนัดชำระหนี้

“เศรษฐกิจประเทศตะวันตกพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียมาก หากประเทศตะวันตกยังไม่กล้าหยุดซื้อพลังงานซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของรัสเซีย จากความกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศจะถูกกระทบรุนแรง มาตรการต่าง ๆ ในปัจจุบันจะยังไม่เพียงพอที่จะหยุดการรุกรานจากรัสเซีย” 

การใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมของประเทศตะวันตกในระยะถัดไป จะต้องพิจารณาถึง

  • ความเสี่ยงที่จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งแผ่ในวงกว้างและความรุนแรงของการรุกราน
  • ผลกระทบย้อนกลับต่อเศรษฐกิจของตนเอง
Oil pump cold winter and snow. Back light, white cloudy and blue sky background, sunlight

จับตาเเนวโน้มราคาพลังงานพุ่ง 

KKP Research มองว่า “มีความเป็นไปได้ที่ประเทศตะวันตกจะนำมาตรการคว่ำบาตรทางพลังงานมาใช้ หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนเกิดความเสียหายอย่างล้นหลามสะท้อนจากท่าทีของเยอรมันที่เปลี่ยนไปที่วางแผนจะลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย”

ซึ่งในกรณีที่มีการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางพลังงานจริง จะทำให้ราคาพลังงานทั้งในยุโรปและโลกเพิ่มสูงขึ้นมาก หากรัสเซียตัดสินใจตอบโต้ด้วยการลดอุปทานของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ

Bank of America ประเมินว่าทุก ๆ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันที่หายไปอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ดังนั้น ถ้าหากน้ำมันดิบจากรัสเซียถูดตัดขาดจากตลาดโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 100 ดอลลาร์เป็น 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะกลับมากระทบเศรษฐกิจโลกค่อนข้างรุนแรงจากทั้งปัจจัยด้านราคา และอาจเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในระยะสั้นทำให้เกิดการหยุดชะงักของภาคการผลิตได้

หากสงครามยืดเยื้อ ดันเงินเฟ้อไทยเกิน 4%

KKP Research ประเมินว่า สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนจะมีแนวโน้มทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นแรงที่สุดในรอบมากกว่า 10 ปี โดยผลกระทบจากสงครามจะกระทบเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางหลัก

การส่งออกของไทย อาจขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประเมินไว้ ผลกระทบทางตรงที่ไทยจะได้รับคือผลจากการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลง โดยแม้ว่าสัดส่วนการส่งออกไปยังรัสเซียและยูเครนจะต่ำ คือ รวมกันประมาณ 0.7% ของการส่งออกทั้งหมด แต่การส่งออกไปยังยุโรปที่มีสัดส่วนกว่า 10% จะได้รับผลกระทบหากเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่น่ากังวลมากที่สุดจะเกิดจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ จากการหยุดชะงักของการค้าระหว่างไทยกับรัสเซียและยูเครน ส่งผลกระทบให้บางภาคการผลิตต้องหยุดกิจการ โดยกลุ่มสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ ปุ๋ยเคมีและธัญพืช

อัตราเงินเฟ้อในปี 2022 อาจปรับตัวสูงขึ้นเกิน 4% ตามราคาน้ำมันดิบโลก ความขัดแย้งในครั้งนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในช่วงที่เหลือของปีจะสูงขึ้นเกิน 110 ดอลลาร์สหรัฐ บนสมมุติฐานว่าประเทศตะวันตกจะมีการลดการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จากรัสเซียลงบางส่วน

ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจากที่เคยคาดไว้ที่ 85 และคาดว่ายังมีโอกาสที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะสูงเกิน 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

“ในสถานการณ์ที่สงครามมีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด KKP Research ประเมินว่าเมื่อนับรวมกับปัญหาราคาอาหารสดและอาหารนอกบ้านที่แพงขึ้นก่อนหน้านี้ จะทำให้เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2022 ของไทย สูงขึ้นเกิน 4% สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2008 หรือสูงที่สุดในรอบ 14 ปี และจะส่งผลกลับมากระทบการบริโภคให้ชะลอตัวลง” 

Photo : Shutterstock

เสี่ยงกระทบภาคท่องเที่ยว 

ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวอาจเดินทางมาน้อยกว่าที่ประเมินไว้ เกิดจากนักท่องเที่ยวรัสเซียที่จะเดินทางมาได้น้อยลง โดยในช่วงที่ต้นปี 2022 นักท่องเที่ยวรัสเซียเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาไทยมากที่สุด คิดเป็นประมาณเกือบ 10% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการเดินทางระหว่างประเทศและทำให้อุปสงค์ต่อการท่องเที่ยวลดลง

นอกจากนี้ ผลกระทบทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องและจะเป็นความท้าทายสำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจของไทย คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสขาดดุลอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นและไทยนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ประกอบกับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาได้น้อยกว่าที่คาดไว้จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีโอกาสขาดดุลเพิ่มเติม

Photo : Shutterstock

ในขณะที่แม้เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงเล็กน้อย KKP Research ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ จะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะยังห่างออกจากกันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงกดดันสำคัญจะเกิดขึ้นต่อค่าเงินบาทที่อาจผันผวนและอ่อนค่าลงได้ในระยะสั้น

แม้ว่าสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย – ยูเครน ยังมีหลายทางออกที่เป็นไปได้ KKP Research ประเมินว่าในปัจจุบันมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ที่สถานการณ์จะเข้าสู่กรณีที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยได้

“เหตุการณ์นี้นับเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ และสร้างความท้าทายสำคัญต่อนโยบายการเงินไทยในระยะต่อไปที่ต้องดูแลทั้งเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนไปพร้อม ๆ กัน”

]]>
1376919
ผู้คนทั่วโลก แห่จอง ‘Airbnb’ ในยูเครน เเต่ไม่ได้เข้าพักจริง ช่วยเหลือการเงินชาวยูเครน https://positioningmag.com/1376502 Sun, 06 Mar 2022 08:57:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1376502 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดเเย้งที่พัก Airbnb’ ในยูเครนถูกจองเต็มจากผู้คนทั่วโลกที่ไม่มีแผนจะไปเยือนอีกหนึ่งแคมเปญโซเชียลมีเดียสุดสร้างสรรค์ เพื่อระดมทุนให้ชาวยูเครน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยสงคราม

หลังรัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกยูเครน ได้มีการรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลก เพื่อระดมทุนช่วยให้ชาวยูเครนที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินในรูปแบบต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ การจ่ายเงินเพื่อจองที่พัก Airbnb แต่ไม่ได้เข้าพักจริง

Airbnb เเพลตฟอร์มจองที่พักรายใหญ่ เปิดเผยว่า ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ผู้คนทั่วโลกได้แห่จองที่พักกว่า 61,000 คืนในยูเครน เพื่อสนับสนุนเงินให้เจ้าของที่พักมีรายได้ในยามวิกฤต ซึ่งยอดจองทั้งหมดมีมูลค่าเกือบ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 65 ล้านบาท)

ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งถูกจองโดยชาวอเมริกัน โดยมีการจองห้องพักในยูเครนจากสหรัฐอเมริกากว่า 34,000 คืน จากสหราชอาณาจักรมากกว่า 8,000 คืน และเกือบ 3,000 คืนจองจากแคนาดา ที่เหลือจะเป็นจากออสเตรเลียเเละประเทศอื่นๆ ทั่วโลก 

โดยมีคำเเนะนำในการจองห้องพักเพื่อช่วยเหลือชาวยูเครน อย่างเช่น ต้องจองให้ใกล้วันพักมากที่สุดเพื่อให้เจ้าของห้องได้รับเงินรวดเร็ว ซึ่งตามปกติเเล้ว Airbnb จะส่งเงินให้เจ้าของห้องภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่แขกเช็กอิน นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ ให้ทำการจองห้องพักกับเจ้าของที่เป็นประชาชนรายย่อยมากกว่าบริษัทใหญ่ๆ

ล่าสุดทาง Airbnb ออกนโยบายช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมผู้เข้าพักและเจ้าของที่พัก สำหรับการจองในยูเครนชั่วคราว เพื่อให้เงินส่งถึงชาวยูเครนมากที่สุด

ก่อนหน้านี้ Airbnb.org องค์กรไม่แสวงหากำไร ได้จัดหาที่พักชั่วคราวฟรีสำหรับผู้ลี้ภัยชาวยูเครนกว่า 100,000 คน ที่หลบหนีออกจากประเทศหลังการรุกรานของรัสเซีย อีกทั้งยังประกาศหยุดทำธุรกิจในรัสเซียและเบลารุสด้วย

อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนว่าในยามคับขันเช่นนี้ อาจมีกลุ่มมิจฉาชีพสร้างบัญชี Airbnb ปลอมในยูเครนขึ้นมา เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากความเอื้ออาทรของชาวโลก จึงแนะนำให้ผู้จองห้องพักต้องตรวจสอบประวัติที่พักอย่างละเอียดและอ่านรีวิวต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าของที่พักนั้นๆ ทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายและเปิดดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว

 

ที่มา :  CNN 

]]>
1376502
ส่อง 4 ผลกระทบด้าน ‘เศรษฐกิจ’ หลัง ‘รัสเซีย’ เปิดฉากโจมตี ‘ยูเครน’ https://positioningmag.com/1375298 Thu, 24 Feb 2022 13:42:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1375298 วิกฤต รัสเซีย-ยูเครน กำลังเกิดขึ้น แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่เพราะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินเชื่อมโยงถึงกัน อย่างที่การระบาดของ COVID-19 ได้แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่ด้านหนึ่งของโลกสามารถทำให้เกิดแรงกระแทกในอีกด้านหนึ่งได้ ดังนั้นไปดูกันว่าผลกระทบที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนเกือบทั่วทั้งโลกมีอะไรบ้าง

ราคาน้ำมันก๊าซธรรมชาติพุ่ง

เนื่องจากรัสเซียเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน โดยผลิตได้ 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปริมาณดังกล่าวมากกว่าที่อิรักและแคนาดาผลิตได้รวมกันเสียอีก ดังนั้น เมื่อ วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ส่งทหารเข้าไปในยูเครน ซึ่งโดยพฤตินัยแล้วนี่เป็นการประกาศสงคราม

ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 4.73% สู่ระดับ 96.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 4.69% ที่ 101.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผ่านระดับ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2014 และแม้จะยังไม่มีความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากกลุ่ม OPEC+ ยืนยันจะรักษาระดับการผลิตน้ำมันไว้ แต่พอเกิดสถานการณ์ดังกล่าวก็ยิ่งส่งผลต่อราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ JPMorgan เตือนว่า หากกระแสน้ำมันของรัสเซียหยุดชะงักจากวิกฤตดังกล่าว ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในกรณีที่การส่งออกน้ำมันของรัสเซียลดลงครึ่งหนึ่ง ราคาน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นเป็น 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเลยทีเดียว

เกิดภาวะเงินเฟ้อ

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อแย่ขึ้นไปอีก เนื่องจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลไปถึงค่าใช้จ่ายภายในบ้านเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ก็จะมี ‘ต้นทุน’ ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอีกทอดหนึ่งที่ต้องจ่ายค่าบริการที่แพงขึ้น

นอกเหนือจากกลุ่มพลังงานแล้ว สินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อาจประสบกับความผันผวนของราคา เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ผลิตโลหะรายใหญ่ อาทิ แร่แพลเลเดียม แพลตตินัม และนิกเกิล ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการผลิตไมโครชิป ซึ่งอาจทำให้ราคารถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับราคาขึ้น อีกทั้ง รัสเซียยังเป็นผู้ส่งออก ข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดด้วย ในขณะที่ยูเครนเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีและข้าวโพดรายใหญ่ที่สุด ดังนั้น เป็นได้ที่ข้าวของจะแพงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อน่าจะมากขึ้นสำหรับชาวยุโรป เนื่องจากอยู่ใกล้กับวิกฤตและการพึ่งพาพลังงานของรัสเซีย ขณะที่สหรัฐฯ เองปัญหาเงินเฟ้อถือเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญอยู่ โดยอัตราเงินเฟ้อแบบปีต่อปีอาจจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 10% จากปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น 7.5% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อของอเมริกาไม่เคยเพิ่มขึ้นถึง 10% ตั้งแต่ปี 1981

ความปั่นป่วนของตลาดหุ้น

เห็นได้ชัดว่าการบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบได้กระตุ้นให้เกิดการเทขายหุ้นอย่างโกลาหล เนื่องจากนักลงทุนเห็นความเป็นไปได้ที่น้ำมันจะแพงขึ้น เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และมาตรการการคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งได้ส่งผลให้ตลาดอาจอยู่ในภาวะตกต่ำเป็นเวลานานจนอาจทำให้ความมั่งคั่งในตลาดหุ้นและในบัญชีเกษียณอายุหายไปหมดสิ้น และความไม่แน่นอนของตลาดอาจสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและธุรกิจได้เช่นกัน

และเมื่อหลังจากมีข่าวการโจมตียูเครนของรัสเซีย ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง โดย

  • ตลาดหุ้นไทย SET ร่วงลงแล้วกว่า 27 จุด มาอยู่ที่ 1669 จุด
  • ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ร่วงลงกว่า 464.85 มาอยู่ที่ 33,131.76
  • ค่าเงินรูเบิลรัสเซีย (USD/RUB) อ่อนค่าลงอยู่ที่ 84.075 รูเบิลต่อดอลลาร์ ถือว่าลดลงมากสุดนับตั้งแต่ปี 2016
  • ด้านสกุลเงินดิจิทัลถูกเทขายอย่างรุนแรง Bitcoin ลดลงมาอยู่ที่ 35,034 ดอลลาร์
  • Ethereum ลดลงมาอยู่ที่ 2,350 ดอลลาร์
  • ทองคำ ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดในรอบ 9 เดือนที่ +1,950.10 ดอลลาร์
Photo : Shutterstock

การโจมตีทางไซเบอร์และอื่น ๆ

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ เตือนเมื่อวันอังคารถึงความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะโจมตีผ่านโลกไซเบอร์ ตัวอย่างคือ การแฮกระบบโคโลเนียลไปป์ไลน์ ในปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่าการโจมตีทางไซเบอร์สามารถก่อกวนโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างรุนแรง โดยการแฮกดังกล่าวได้ปิดท่อส่งก๊าซที่สำคัญที่สุดสายหนึ่งในอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีในระบบการเงินอีกด้วย

“หากรัสเซียโจมตีสหรัฐอเมริกาหรือพันธมิตรด้วยวิธีการที่ไม่สมดุล เช่น การโจมตีทางไซเบอร์กับบริษัทของเราหรือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เราก็พร้อมที่จะตอบโต้” ไบเดน กล่าว

การโจมตีทางไซเบอร์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนสามารถลุกลามไปสู่ชีวิตประจำวันได้อย่างไร

“สงครามวิวัฒนาการไปในทางที่คาดเดาไม่ได้ ดังนั้น ไม่มีใครควรทึกทักเอาเองว่าพวกเขาสามารถเห็นผลกระทบทั้งหมดของสงครามตั้งแต่เริ่มต้น” Kelly แห่ง JPMorgan กล่าว

CNN / cbsnews

]]>
1375298