หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ความสุขของพระมหากษัตริย์” ผลงานของ ปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย แทบไม่น่าเชื่อว่า ที่มาในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากการเขียนบทความชิ้นเล็กๆ ซึ่งแสดงความรู้สึกรักต่อพ่อหลวง Forward Mail ส่งต่อไปยังคนใกล้ชิด และเพื่อนสนิท ได้กลายเป็นบทความสำคัญที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ไปสู่ทั่วทุกภาคของคนไทย และในต่างประเทศ ...หนึ่งปีผ่านมา เราใส่เสื้อเหลือง ใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่? ...คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาที ...วันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี และพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย …ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงามห้อมล้อมด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความพอเพียง และมีสติ เพียงเท่านี้เอง ตัวอย่างงานเขียนบทความของปารเมศร์ รัชไชยบุญ...
ถ้าถามว่าอะไรคือที่สุดของความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย คงจะมีเสียงตอบมาโดยพร้อมเพรียงกันทีเดียวว่า คือการขอสักครั้งในชีวิตที่มีโอกาสได้มีโอกาสได้เห็นองค์จริงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความฝันของเด็กชายอนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ในอดีตก็ไม่ต่างกัน ความคิดที่อยากจะเจอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ก็คือ การตั้งใจเรียนให้จบปริญญาตรี เพื่อมีโอกาสรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความประทับใจในพระองค์ท่านที่เกิดกับอนุชัย ก็ไม่ต่างจากคนไทยทั่วไป แต่อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีมิกซ์ สตูดิโอ จำกัด ในปัจจุบันโชคดีกว่าหลาย ๆ คน ที่เขามีโอกาสได้รับเลือกให้เป็นผู้ฉายภาพพระฉายาลักษณ์ของ 25 ราชวงศ์ ในงานพิธีฉลองครบรอบสิริราชย์สมบัติครบ 60 ปี เมื่อปี 2549 ซึ่งถือเป็นเรื่องภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต การทำงานของช่างภาพในงานฉลองสิริราชย์ฯ ครั้งนั้น สมาคมถ่ายภาพ โดย สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ได้คัดเลือกช่างภาพฝีมือดีของเมืองไทยกว่า...
ถ้าถามว่า อะไรคือที่สุดของความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย หนึ่งในคำตอบเหล่านั้น คือ การขอสักครั้งในชีวิตที่มีโอกาสได้เห็นพระองค์จริงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยิ่งถ้าบุคคลใดได้มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท หรือมีส่วนร่วมในการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยแล้ว ย่อมสร้างความปลาบปลื้มให้แก่บุคคลเหล่านั้นอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังเช่น ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เจ้าของรหัส “ธารทิพย์ 10 ที่มีโอกาสตามเสด็จพระราชดำเนินกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงพื้นที่ตรวจสภาพภูมิประเทศ เยี่ยมเยียนราษฎร เพื่อช่วยเหลือพสกนิกร ตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เจ้าของฉายา “นกกระทุง” จากการที่ได้ถวายรายงานพยากรณ์อากาศต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการแก้ปัญหาอุทกภัย อันเกิดจากภัยธรรมชาติ เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ของราษฎร ภาพแห่งความประทับใจของ อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง จากการเป็นผู้ฉายภาพพระฉายาลักษณ์ของ 25...
เมื่อฝนตกหนัก และเกิดอุทกภัย พสกนิกรชาวไทยได้รับความเดือดร้อนทุกข์ยาก เป็นอีกหนึ่งในความห่วงใย และพระราชกรณียกิจหลักในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดเวลานับตั้งแต่พระองค์ทรงครองราชย์ ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางป้องกันภัยให้กับชาวบ้าน และบรรเทาให้ชาวบ้านคลายความทุกข์ การคาดการณ์ได้ล่วงหน้าคือสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้ทันท่วงที ภาระหน้าที่นี้ถือเป็นหน้าที่ของหน่วยรัฐโดยตรงคือกรมอุตุนิยมวิทยา จากประสบการณ์ และความประทับใจที่ได้มีโอกาสถวายรายงานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของ “สมิทธ ธรรมสโรช” อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เล่าถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ และความประทับใจในช่วงเวลาที่ผ่านมา “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลพยากรณ์อากาศไปถวายรายงานทุกวันช่วงบ่าย ๆ เพราะพระองค์จะได้ทรงทราบล่วงหน้า หากเกิดฝนตกหนักน้ำท่วม มูลนิธิราชประชาฯ จะสามารถนำสิ่งของเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านได้ทัน แต่ก่อนนี้ไปกันทีหลังราษฎรได้รับผลกระทบมาก เพราะบางครั้งน้ำท่วมเรือเข้าไปไม่ถึง ถ้าเรารู้ว่าตรงไหนจะมีผลกระทบอะไร เราไปก่อน เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ตอนนี้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ไปถึงก่อนตลอด ที่น้ำท่วมทางมูลนิธิไปแจกของก่อนหน่วยงานแรก ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ท่านสนพระทัยทุกอย่าง ข้อมูลที่ไปถวายต้องมีทุกอย่าง พระองค์ท่านทรงทอดพระเนตรทุกอย่าง ต้องการข้อมูลทุกอย่าง เป็นข้อมูลอย่างนี้ทุกวัน...
พระสุรเสียงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านเครื่องวิทยุสื่อสารมาถึง “ปราโมทย์ ไม้กลัด” อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ที่มีรหัสว.ประจำตัวว่า “ธารทิพย์ 10” คือสัญญาณหนึ่งในการเริ่มต้นอีกครั้ง ในการตามเสด็จพระราชดำเนิน กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำวัน เพื่อลงพื้นที่ตรวจสภาพภูมิประเทศ เยี่ยมเยียนราษฎร เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ ตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แม้เวลาผ่านมานานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2520 ที่ “ปราโมทย์” หรือ “นายช่างปราโมทย์” มีโอกาสเฝ้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ครั้งที่ “ปราโมทย์” เป็นข้าราชการชั้นโท ในกรมชลประทาน จนกระทั่งบัดนี้ในวัย 67 ปี “ปราโมทย์” ยังคงบอกเล่ารายละเอียดเสมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน พระบรมฉายาลักษณ์ที่ปรากฏแก่สายตาประชาชน...
“โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา” นับเป็นโครงการที่คนไทยได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทย ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี การตั้งโครงการอยู่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นที่ประทับของพระองค์ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญ และมีพระราชประสงค์ดูแลให้โครงการเกิดประสิทธิภาพอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันพระองค์ยังทรงเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าไปเยี่ยมชมโครงการเพื่อนำความรู้ไปพัฒนาตนเองไปให้เกิดความก้าวหน้าแก่ชีวิตของตนเองสืบไป ทีมงาน POSITIONING มีโอกาสได้เข้าไปศึกษาดูงานส่วนหนึ่งในโครงการ โดยเจ้าหน้าที่ได้ถ่ายทอดรายละเอียดของโครงการว่า โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยไม่มุ่งหวังผลตอบแทน ตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยแบ่งเป็นโครงการไม่ใช่ธุรกิจ และโครงการกึ่งธุรกิจ โครงการไม่ใช่ธุรกิจเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร มุ่งเน้นการดำเนินงานโดยยึดแนวพระราชดำริเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในระยะยาว ให้พึ่งพาตนเองได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่นโครงการป่าไม้สาธิต โครงการนาข้าวทดลอง โครงการปลานิล ที่รู้จักกันในนาม “ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา” โครงการกึ่งธุรกิจ เป็นการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และจำหน่ายโดยไม่แสวงผลกำไร ไม่แข่งขันทางธุรกิจ และนำรายได้มาใช้พัฒนาโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา...
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากทรงศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในพุทธศักราช ๒๔๙๔ มีพระราชดำริริเริ่มที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขพสกนิกรของพระองค์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงมีพระราชปรารถนาที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรให้ทั่วทุกหนแห่ง ซึ่งนอกเหนือจากที่ทรงต้องการสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรแล้ว พระราชประสงค์หลักของพระองค์คือ ทรงต้องการทราบความเดือดร้อนและความต้องการของราษฎรด้วยพระองค์เอง โดยแนวทางการแก้ปัญหาของราษฎรนั้น ได้ดำเนินการผ่านโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยมีหลักการในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผล ๖ ประการ ดังนี้ ๑. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ลดปัญหาและให้ความช่วยเหลือราษฎรที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนั้น ๒. การพัฒนาต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามลำดับความจำเป็นและประหยัด ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ในลักษณะการพึ่งตนเองทรงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน" นั่นคือทำให้ชุมชน หมู่บ้านมีความเข้มแข็งก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก ๓. การพึ่งตนเอง เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากขั้นตอนทั้ง ๒ ข้อ คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพ และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ๔. การส่งเสริมความรู้และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ ...
ตั้งแต่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า ๖๐ ปีที่พระองค์ทรงเป็นเสมือนพ่อของแผ่นดิน และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลก พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญาความสามารถ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยมีพระราชประสงค์ให้พสกนิกรของพระองค์ถึงพร้อมด้วยประโยชน์สุข ดังที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้เมื่อครั้งเสด็จฯ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ และได้มีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีช่วงใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงว่างเว้นจากการทรงงาน พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินทุกพื้นที่เพื่อทอดพระเนตรสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง และทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละปีเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อทรงหาโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่เสมอ จนอาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทยที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินถึง”...
พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรากฏเด่นชัดตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นพระอัจฉริยภาพทางด้านการถ่ายภาพ ด้านงานช่าง ด้านวิทยุสื่อสาร ฯลฯ ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีบทบาทสำคัญในการทำให้ทรงมีพระราชจริยาวัตรในเชิงสร้างสรรค์เหล่านี้ ด้วยทรงสอนพระราชโอรสและพระราชธิดาให้ทรงเรียนรู้และได้ทรงทำกิจกรรมในด้านต่างๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น ความรู้ทางด้านการใช้แผนที่ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โรงเรียนเพาะช่างจัดทำแผนที่ประเทศไทยโดยผลิตเป็นรูปตัวต่อ เพื่อให้พระโอรสและพระธิดาทั้งสามพระองค์ทรงเล่นเป็นเกม เป็นการสอนให้รู้จักประเทศไทย และรู้จักการดูการใช้แผนที่ไปพร้อมๆ กัน ด้านพระราชอัธยาศัยและพระราชจริยาวัตรอันงดงามหลายประการที่มีในองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้รับการถ่ายทอดไปสู่พระราชโอรสและพระราชธิดาเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การโปรดการถ่ายรูปและถ่ายภาพยนตร์ที่ได้สืบทอดมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างครบถ้วน ดังจะเห็นได้จากการที่ ไม่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินยังสถานที่ใด จะทรงมีแผนที่และกล้องถ่ายรูปคล้องพระศอตลอดเวลา เช่นเดียวกับพระบรมราชชนนีที่ทรงกระทำมาก่อน ด้านภาษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงศึกษาภาษาต่างๆ ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และทรงจดจำได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ชื่นชมของครูที่มาถวายการสอนอย่างมาก ด้านการดนตรี...
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวชเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ ก่อนหน้าที่จะทรงพระผนวช ทรงมีพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติที่ประชาชนส่วนใหญ่ของพระองค์เลื่อมใส เมื่อทรงคุ้นเคยกับหลักการและแนวทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ก็ทรงมีพระราชศรัทธายิ่งขึ้น ด้วยทรงประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประกอบไปด้วยเหตุผลและสัจธรรม ในวันที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงพระราชดำริที่จะเสด็จออกผนวชต่อพระบรมวงศานุวงศ์และทูตานุทูตที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ โดยมีพระราชดำรัสในกาลครั้งนั้นว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ตลอดจนคณะทูตานุทูตต่างประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบรรดาข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ได้มาร่วมชุมนุมกันในมหาสมาคมนี้ จึงขอแถลงดำริที่จะบรรพชา อุปสมบทในพระศาสนาให้ทราบ” หมายกำหนดการวันทรงพระผนวช วันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เป็นวันพระราชพิธีทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถ...








