ถอดรหัสแคมเปญ ‘TOPS Fun Fest’ เปลี่ยน ‘ส่วนลด’ เป็น ‘อำนาจตัดสินใจ’ จนดันยอดขายโต 78%

ถ้าพูดถึงสงครามโปรโมชั่นในธุรกิจค้าปลีก ภาพที่นักการตลาดส่วนใหญ่คุ้นเคยคงหนีไม่พ้นการลด แลก แจก แถม หรือสะสมแต้มแลกของรางวัล แต่ท่าเดิม ๆ แบบนั้นใคร ๆ ก็ทำได้ หากโปรโมชั่นนั้นตรงใจลูกค้า ก็ดี แต่เมื่อไม่ตรงใจ ก็เงียบ ซึ่ง TOPS เลือกเดินทางที่ต่างออกไปในแคมเปญ TOPS Fun Fest ที่ให้ลูกค้าเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะ ลดอะไร ผลที่ได้เทียบกับค่าเฉลี่ย 12 สัปดาห์ก่อนแคมเปญคือ Basket Size เพิ่มขึ้น 78%, ยอดขายต่อลูกค้าโตขึ้น 22%, ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 18% ความถี่เพิ่มขึ้น 5% และ 88% ของผู้ร่วมแคมเปญบอกว่า คุ้มจริง ดังนั้น Positioning จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลัง ทำไมการให้ลูกค้า ตัดสินใจ ถึงดีกว่าส่วนลดแบบปกติ

อ่านพฤติกรรมลูกค้าให้ออกก่อน

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เล่าว่า ลูกค้าในยุคที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน ทั้งราคาพลังงานผันผวน, หนี้ครัวเรือนสูง, ความเชื่อมั่นลดลง ได้เปลี่ยนพฤติกรรมไปแบบที่คาดไม่ถึง พวกเขา ไม่ได้หยุดซื้อ แต่เปลี่ยนวิธีซื้อ เกิดเป็นปรากฏการณ์ K-Polarize ลูกค้า 1 คน มีพฤติกรรมสองขั้วในกระเป๋าใบเดียวกัน

  • ขั้วแรก — ประหยัด: สำหรับสินค้า ของใช้ทั่วไป ลูกค้าเริ่มเปิดใจรับ Own Brand ที่ราคาถูกกว่า 10–20% แต่ไม่ใช่แค่เห็น ถูกก็ซื้อ พวกเขา อ่านฉลาก เปรียบเทียบ ตรวจสอบคุณภาพ ก่อน แสดงว่ายังมีมาตรฐานในใจ ไม่ได้ลดทอนตัวเองลงโดยสมบูรณ์
  • ขั้วสอง — หาความสุขให้ตัวเอง: เงินที่ประหยัดได้จากขั้วแรกกลับไม่ได้ถูกเก็บออม แต่ถูกนำมาซื้อสิ่งที่ต้องการให้ตัวเอง เรียกว่า Lipstick Effect หาความสุขเล็ก ๆ ในช่วงเวลาที่ตึงเครียด ลูกค้าที่ปกติซื้อส้มกิโลละ 80 บาทอาจเปลี่ยนมาซื้อเชอร์รี่นำเข้า ถ้ารู้สึกว่า มีเหตุผลดีพอ ที่จะทำ

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้น คือ mindset ลูกค้าไม่ได้เป็น Deal Hunter ที่แค่รอโปรโมชั่นแบบ Mass แล้วซื้อตาม แต่กลายเป็น นักวางแผนกลยุทธ์การซื้อ ที่คิดว่า “ฉันจะซื้ออะไร ลดอะไร และทำอย่างไรให้คุ้มที่สุด” และจะเห็นว่าลูกค้าคนเดียวกันสามารถ ประหยัดและฟุ่มเฟือยนการซื้อครั้งเดียวกันได้ 

ให้อำนาจ ลูกค้าได้เลือกเอง

โปรโมชั่นแบบเดิมทำงานอย่างไร? ห้างเป็นคนกำหนดว่า “สินค้า A ลด 30%, สินค้า B ซื้อ 2 แถม 1” ลูกค้ารับข้อมูลมา แล้วตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ ถ้าตรงใจก็ดี ถ้าไม่ตรงก็ผ่าน แคมเปญสติ๊กเกอร์ของ TOPS พลิกตรรกะนี้ด้วยการมอบให้ลูกค้าตัดสินใจเองว่าจะลดอะไร ผ่านกลไกที่เรียบง่ายคือ สติ๊กเกอร์ เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบกำหนด รับ สติกเกอร์มา แล้วนำไปแปะที่สินค้าที่ตัวเองต้องการลดราคา ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ได้

ผลที่เกิดขึ้นเชิงจิตวิทยาคือ:

  • ความรู้สึกเป็นเจ้าของการตัดสินใจ (Sense of Control): ในยุคที่ทุกอย่างรู้สึกควบคุมไม่ได้ — ราคาน้ำมันขึ้น ค่าครองชีพสูง — การที่ลูกค้าสามารถ ควบคุม ได้ว่าตัวเองจะได้ประโยชน์อะไรจากการซื้อของครั้งนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าตัวเลขส่วนลดในกระดาษ
  • การทลายกำแพงใจ (Wall-breaker Effect): มีสินค้าหลายชิ้นที่ลูกค้า อยากได้แต่ไม่กล้าซื้อ เพราะรู้สึกว่าแพง สติ๊กเกอร์ทำหน้าที่เป็น เหตุผลชอบธรรม ที่ทำให้ซื้อได้โดยไม่รู้สึกผิด ลูกค้าที่อยากได้เครื่องดื่มสุขภาพราคาหลายร้อยบาทแต่ลังเล พอเห็นว่าสามารถลด 20% ได้ ก็รู้สึกว่าซื้อได้ เพราะ ลดราคาลงมาแล้ว
  • Gamification ที่ไม่ต้องซับซ้อน: ลูกค้าเริ่มวางแผนว่าจะ เล่น ยังไงให้คุ้มที่สุด จะแปะสติ๊กเกอร์ที่สินค้าชิ้นไหน จะซื้ออะไรในแต่ละรอบ ประสบการณ์การช้อปปิ้งกลายเป็น เกม ที่พวกเขาเป็นผู้เล่น และทุกคน อยากชนะเกม

เพราะแต่ละคนตัดสินใจเอง สินค้าที่ถูกซื้อจึง กระจาย ไปทั่วทุกหมวด รวมถึงสินค้าที่ ราคาสูง ซึ่งปกติไม่ค่อยมีคนหยิบ ให้ขายออกง่ายขึ้น โดยหนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจที่สุดจากแคมเปญนี้คือ 80% ของสติ๊กเกอร์ถูกใช้กับสินค้าพรีเมียม ไม่ใช่สินค้าราคาถูก นี่อาจดูขัดกับสัญชาตญาณ แต่เมื่อเข้าใจตรรกะของลูกค้า ก็จะเข้าใจทันที

“ไม่ใช่แค่ตะกร้าโต แต่มันเป็นการวางแผนช้อปยังไงให้คุ้ม เพราะถ้าลดได้ 20% คงไม่เอาไปลดของถูก แต่เอาไปลดของแพง เพื่อให้รู้สึกคุ้มสุด ดังนั้น สติ๊กเกอร์ 80% ใช้กับสินค้าพรีเมียม อีก 20% ใช้กับสินค้าปกติ” จักรกฤษณ์  อธิบาย

โดย 5 อันดับสินค้ายอดนิยม วัดจากมูลค่ารวม ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด +178%
  • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว +328%
  • ผลิตภัณฑ์เนื้อสด +56%
  • ผักสดและผลไม้น้ำเข้า +52%
  • สินค้าบรรจุสำเร็จ +189%
จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

ออกแบบ Loop ที่ทำให้ลูกค้าต้องกลับมา

แคมเปญที่ดีไม่ใช่แค่ดึงลูกค้าเข้ามาครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องสร้าง Loop ที่ทำให้พวกเขากลับมาซ้ำซ้ำโดยสมัครใจ

TOPS ออกแบบ Loop นี้ไว้อย่างละเอียด ผ่าน 3 กลไกหลัก:

กลไกที่ 1 — Progressive Reward: ลูกค้าต้องใช้เงินก่อนถึงจะได้สติ๊กเกอร์ พอได้สติ๊กเกอร์มาแล้วก็ต้องใช้มันให้หมดก่อนหมดอายุ และพอใช้ครบก็ได้สิทธิ์รับเล่มใหม่ — วนซ้ำ ลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ แต่รู้สึกว่า ไม่อยากปล่อยสิทธิ์ทิ้ง

กลไกที่ 2 — Expiry Urgency: สติ๊กเกอร์ หมดอายุทุก 2 สัปดาห์ ทำให้เกิดความรู้สึก ต้องรีบใช้ โดยไม่ต้องกดดันลูกค้าโดยตรง ข้อมูลยืนยันสิ่งนี้ชัดเจน — ยอดขายพุ่งขึ้นในช่วง 2–3 วันสุดท้ายของทุกรอบ แสดงว่า Urgency ทำงาน

กลไกที่ 3 — Increasing Value: รอบสุดท้ายของแคมเปญ (Super Sticker) มีสินค้าพิเศษที่ส่วนลดสูงกว่าปกติมาก สร้างแรงจูงใจเพิ่มเติมให้ลูกค้าที่เล่นมาตลอดรู้สึกว่า คุ้มที่สอยมา และดึงลูกค้าใหม่ที่ยังลังเลให้ทดลองในรอบสุดท้าย

“เราเรียนรู้และปรับปรุงในปีที่ 3 คือ ซอยจาก 2 รอบ เป็น 3 รอบในระยะเวลาเท่าเดิม เพราะพบว่าการมีรอบมากขึ้นทำให้ Frequency สูงขึ้นชัดเจน แทนที่จะมีแค่สองจุดพีค ก็กลายเป็นสามจุดพีค”

แคมเปญที่ดีไม่ได้เกิดจากครั้งแรก

จักรกฤษณ์ ยอมรับว่า แคมเปญนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จตั้งแต่รอบแรก แต่ก็นำบทเรียนมาปรับปรุงตลอด โดยรอบแรกที่ทำ ยังมีความสับสนในหมู่ลูกค้า หลายคนไม่รู้ว่าสติ๊กเกอร์คืออะไร จะใช้อย่างไร และบางคนมีสิทธิ์รับสติ๊กเกอร์แต่ไม่ไปหยิบเพราะลืมหรือไม่เข้าใจ ตัวเลขในช่วงแรกจึงยังไม่น่าตื่นเต้นมากนัก

ปีต่อมาจึง แก้ Awareness ปรับการสื่อสารในร้านให้ชัดขึ้น อธิบายวิธีใช้ให้เข้าใจง่ายขึ้น ทำให้ลูกค้ารู้ว่ามีสติ๊กเกอร์และรู้ว่าต้องทำอะไรกับมัน จากเดิมที่ลูกค้า 60% ไม่ไปแลกสติ๊กเกอร์ ปัจจุบัน 60% ของลูกค้าไปแลกสติ๊กเกอร์

ใน ปีที่สอง สังเกตว่าลูกค้ามาช้อปหนักแค่ช่วงสุดท้ายของแต่ละรอบ จึงซอยรอบให้ถี่ขึ้น เพื่อให้เกิด Urgency บ่อยขึ้น และดึงลูกค้ากลับมาหาเราในช่วงกลางรอบด้วย

สุดท้าย แก้ Supply Chain และขยาย Partner เรียนรู้จากข้อมูลว่าสินค้าประเภทใดจะถูกซื้อมากในช่วงสุดท้ายของแต่ละรอบ และเตรียม Stock ไว้ล่วงหน้า พร้อมกันนั้นยังขยายเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่เข้าร่วม จากที่ต้องอ้อนวอน กลายเป็นต้องจำกัดจำนวน

ความคุ้มค่าที่แท้จริงอยู่ที่ “ใครเป็นคนบอก”

ความแตกต่างระหว่างโปรโมชั่นที่ใช้แค่ตัวเลข กับแคมเปญที่สร้างประสบการณ์ เมื่อ TOPS บอกว่า “สินค้านี้ลด 20%” ลูกค้าก็แค่คิดว่า “โอเค” แต่เมื่อลูกค้าเป็นคนเลือกเองว่าจะลดอะไร แล้วคำนวณออกมาว่าได้ประหยัดเป็นร้อยเป็นพัน ความรู้สึก คุ้ม นั้นมาจากข้างในของเขาเอง และนั่นทรงพลังกว่ามาก

ในยุคที่ผู้บริโภคฉลาดขึ้น รอบคอบขึ้น และระมัดระวังมากขึ้น แบรนด์ที่จะชนะไม่ใช่แบรนด์ที่ให้ส่วนลดมากที่สุด แต่คือแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้า รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ เมื่อเลือกซื้อสินค้าของคุณ 

“คำว่าคุ้ม ต้องให้ลูกค้าทุกคนบอก ไม่ใช่เราบอก” จักรกฤษณ์ ทิ้งท้าย