Insight

“เอเชีย-ยุโรป” กลับเข้าออฟฟิศ แต่ “สหรัฐฯ” ยังคง WFH ความต่างที่มีผลต่อธุรกิจ “สำนักงานให้เช่า”

หลังผ่านวิกฤตโควิด-19 นโยบายการทำงานเริ่มกลับสู่ชีวิตปกติในแถบทวีปยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง โดยมีอัตราเรียกกลับเข้าออฟฟิศ 70-110% เทียบกับสหรัฐอเมริกาซึ่งยังกลับเข้าออฟฟิศเพียง 40-60% สถิติเหล่านี้มีผลต่อธุรกิจ “สำนักงานให้เช่า” และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้า…

Singapore office people business
Photo : Shutterstock
หลังผ่านวิกฤตโควิด-19 นโยบายการทำงานเริ่มกลับสู่ชีวิตปกติในแถบทวีปยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง โดยมีอัตราเรียกกลับเข้าออฟฟิศ 70-110% เทียบกับสหรัฐอเมริกาซึ่งยังกลับเข้าออฟฟิศเพียง 40-60% สถิติเหล่านี้มีผลต่อธุรกิจ “สำนักงานให้เช่า” และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้า ที่เน้นขายให้มนุษย์ออฟฟิศ

ผลสำรวจจาก JLL บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ พบว่า บริษัทในสหรัฐอเมริกายังคงมีนโยบาย “ทำงานทางไกล” (remote work) ต่อเนื่องแม้จะพ้นช่วงวิกฤตโรคระบาดแล้วก็ตาม โดยออฟฟิศคนอเมริกันเรียกพนักงานกลับมาสำนักงานเฉลี่ย 40-60% เท่านั้น แตกต่างกันแล้วแต่ช่วงเดือนและเมืองที่สำรวจ

เทียบกับอัตราการเรียกกลับเข้าออฟฟิศของทวีปอื่นทั่วโลก สถิติในอเมริกาถือว่าแตกต่างมาก เพราะในยุโรปและตะวันออกกลางมีการเรียกกลับในอัตรา 70-90% ขณะที่ในเอเชียถือเป็นทวีปที่เรียกกลับในอัตราสูงสุด เพราะ 80-110% ของพนักงานต้องกลับออฟฟิศ อัตราที่สูงกว่าก่อนเกิดโรคระบาดเป็นเพราะในบางเมืองบางบริษัทให้พนักงานเข้าออฟฟิศสูงกว่าเดิมด้วย

ทำไม “สหรัฐฯ” ให้พนักงาน WFH มากกว่า

JLL สำรวจเหตุผลที่สหรัฐฯ ยังมีการทำงานทางไกลหรือ Work from Home (WFH) สูงกว่า น่าจะมาจาก 3 เหตุผล คือ บ้านคนอเมริกันใหญ่กว่า, คนอเมริกันใช้เวลาเดินทางไปทำงานนานกว่า และ สหรัฐฯ ยังคงขาดแคลนแรงงานสูงกว่า

เจาะไปทีละเหตุผล ขนาดและสภาพแวดล้อมภายใน “บ้าน” ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำงาน คนอเมริกันนั้นมีค่าเฉลี่ยการอยู่อาศัยในบ้านหลังใหญ่เขตชานเมืองมากกว่าทวีปอื่น นั่นหมายความว่า อเมริกันชนมีแนวโน้มจะสร้าง “ห้องทำงาน” หรือโฮมออฟฟิศที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีเสียงรบกวน ได้มากกว่าทวีปอื่น หากเทียบกับฮ่องกงซึ่งคนมักจะอาศัยในห้องพักขนาดเล็ก หลายคนอยู่กันเป็นครอบครัวขยาย ดังนั้น การทำงานที่บ้านจึงไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์

OECD Better Life Index มีข้อมูลขนาดบ้านเฉลี่ยของประชากรกลุ่มประเทศ OECD มักจะมีบ้านขนาดประมาณ 1.7 ห้องต่อคน ซึ่งคนอเมริกันนั้นมีค่าเฉลี่ยอาศัยในบ้านขนาดประมาณ 2.4 ห้องต่อคน

OECD-Rooms-House

เมื่อคนอเมริกันอยู่ในบ้านใหญ่ในเขตชานเมือง ค่าเฉลี่ยเวลาการเดินทางก็จะสูงกว่า ยิ่งต้องเดินทางนาน ติดอยู่ในสภาพจราจรติดขัด พนักงานก็จะยิ่งไม่อยากมาทำงานที่ออฟฟิศ ข้อมูลจาก Moovit Inc. เปรียบเทียบพบว่า คนนิวยอร์กใช้เวลาเดินทางจากบ้าน-ออฟฟิศเที่ยวละเกือบ 60 นาที เทียบกับสิงคโปร์ที่ใช้เวลาเที่ยวละประมาณ 45 นาทีเท่านั้น

Moovit Inc. ยังรายงานด้วยว่าการขนส่งสาธารณะในยุโรปและเอเชียมักจะตรงเวลาและเชื่อถือได้มากกว่า ถ้าเทียบกับสหรัฐฯ

Moovit-one-way-commute-time

สุดท้ายก็คือ ปัจจัยการขาดแคลนแรงงาน ค่าเฉลี่ยอัตราว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.4% ขณะที่ในยุโรปอยู่ที่ 6.1% ต่างกันเกือบจะครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่า บริษัทในสหรัฐฯ จะต้องโอนอ่อนให้พนักงานมากกว่าเพื่อที่จะดึงทาเลนต์มาทำงานให้ได้

กลับออฟฟิศหรือไม่ มีผลโดยตรงกับธุรกิจ “สำนักงานให้เช่า”

นโยบายกลับเข้าออฟฟิศมีผลกับสำนักงานให้เช่า ตัวอย่างเช่น WeWork Inc. รายงานเมื่อไตรมาส 4 ปี 2022 ว่า สำนักงานของบริษัทในนิวยอร์กมีอัตราการเช่าเพียง 72% เทียบกับปารีสที่มีถึง 80% หรือลอนดอน 81% และสิงคโปร์ขึ้นไปแตะ 82%

นอกจากผลกระทบที่มีต่อสำนักงานให้เช่าโดยตรงแล้ว ยังมีผลกับธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่างๆ ด้วย เช่น ขนส่งสาธารณะ ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้า และธุรกิจใดๆ ที่เน้นลูกค้ากลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ปัจจุบัน สถานการณ์ในยุโรปและเอเชียเรียกว่าค่อนข้างจะกลับมาเป็นปกติ แต่ในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก ธุรกิจท้องถิ่นเหล่านี้ก็ยังซบเซา

แล้วยิ่งนโยบายกลับเข้าออฟฟิศยังไม่เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ในสหรัฐฯ พนักงานก็จะยิ่งไม่อยากกลับเข้าออฟฟิศเท่านั้น เพราะบรรยากาศออฟฟิศโล่งๆ เงียบๆ นั้นไม่ชวนให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าในการทำงาน

Source