Strategic Move

“อาร์เซลิก ฮิตาชิ” ชูจุดขาย “ความยั่งยืน” ซื้อใจลูกค้า “จ่ายสูงกว่าแต่ทนกว่า” สู้เศรษฐกิจฝืด

“อาร์เซลิก ฮิตาชิ” มองตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปี 2567 กระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย แบรนด์ฮิตาชิขอชูจุดขายซื้อใจลูกค้าด้วย “ความยั่งยืน” ทั้งในแง่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดค่าไฟ และใช้ทนกว่าแม้ราคาสูงกว่า เน้นความคุ้มค่าในช่วงที่ต้องระวังการใช้จ่าย

HITCAHISALE
“อาร์เซลิก ฮิตาชิ” มองตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปี 2567 กระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย แบรนด์ฮิตาชิขอชูจุดขายซื้อใจลูกค้าด้วย “ความยั่งยืน” ทั้งในแง่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดค่าไฟ และใช้ทนกว่าแม้ราคาสูงกว่า เน้นความคุ้มค่าในช่วงที่ต้องระวังการใช้จ่าย

ครบรอบ 3 ปีหลัง “อาร์เซลิก” จากตุรกี และ “ฮิตาชิ” จากญี่ปุ่น ควบรวมกิจการกัน (*เฉพาะกิจการนอกประเทศญี่ปุ่น) โดยในเชิงการตลาดแบรนด์ยังคงใช้ชื่อ “ฮิตาชิ” ต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และฐานผลิตสินค้าของฮิตาชิที่ จ.ปราจีนบุรี ยังเดินเครื่องต่อเพราะเป็นฐานผลิตส่งออกไปกว่า 65 ประเทศทั่วโลก (อ่านข้อมูลย้อนหลังในช่วงควบรวมกิจการได้ที่นี่)

อาร์เซลิก ฮิตาชิ

ประวัติการทำการตลาดของแบรนด์ "ฮิตาชิ" และการร่วมทุนกันของ "อาร์เซลิก-ฮิตาชิ"

ขณะที่การพัฒนาปรับเปลี่ยนต่างๆ หลังผ่านไป 3 ปี “ซาแฟร์ อัสทูเนอร์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาร์เซลิก ฮิตาชิ โฮม แอพพลายแอนซ์ กล่าวว่า บริษัทมีการเพิ่มสินค้าจำนวนมากตามแผนงานที่วางไว้ ยกตัวอย่างปีนี้ผ่านมากว่าครึ่งปี ฮิตาชิออกสินค้าใหม่ไปแล้วกว่า 120 SKUs

ฮิตาชิยังมีการวางสโลแกนใหม่ “The Art of Ease” ปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคเห็นว่าฮิตาชิมีดีไซน์ที่ทันสมัยขึ้น คู่ไปกับนวัตกรรมและความพิถีพิถันในสไตล์ญี่ปุ่น รวมถึงสื่อสารไปยังกลุ่ม Gen Y มากกว่าเดิม เพื่อให้คน Gen Y ได้รู้จักความเป็นฮิตาชิ เหมือนที่คน Gen X จดจำแบรนด์ได้

กำลังซื้อฝืด เน้นซื้อใจลูกค้าด้วยความทนทาน

ด้านตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปี 2567 ซาแฟร์ไม่ได้ให้ตัวเลขประมาณการที่ชัดเจน แต่มองว่าสภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความไม่มั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในปีนี้จะทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้า โดยเชื่อว่าผู้บริโภคจะหันมา "ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพคงทนยาวนานขึ้นเพื่อให้คุ้มค่า" และต้องการสินค้าที่ "ประหยัดพลังงาน" เพราะค่าไฟฟ้าที่ถีบตัวสูงขึ้น

ฮิตาชิ

“ซาแฟร์ อัสทูเนอร์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาร์เซลิก ฮิตาชิ โฮม แอพพลายแอนซ์

การสื่อสารการตลาดของฮิตาชิจะเน้นในแง่มุมนี้ คือให้ผู้บริโภคเห็นว่าการจ่ายสูงกว่าให้กับสินค้าคุณภาพจะได้ของที่ทนทานกว่า และได้นวัตกรรมช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าด้วย ในอีกมุมหนึ่งการซื้อสินค้าที่ใช้ทนยังเป็นการช่วยเรื่อง “ความยั่งยืน” ด้านสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ต้องผลิตใหม่ออกมามากๆ เพื่อชดเชยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พัง

ซาแฟร์กล่าวว่าฮิตาชิเน้นการเป็นสินค้าเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด และมีเป้าหมายไปสู่การปลดปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net-Zero Emissions) ภายในปีค.ศ. 2030 ซึ่งทางแบรนด์ก็หวังว่าผู้บริโภคไทยจะใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะอันที่จริงแล้วภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยมาก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเสี่ยงภัยจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกปี จึงอยากเห็นคนไทยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้

ประเด็นเรื่องการจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมหรือ “Green Products” นั้นเป็นสิ่งที่นักการตลาดพูดคุยกันมานานเพราะยังเป็นเรื่องยาก(แต่ต้องทำ)ในตลาดเอเชียแปซิฟิก (APAC)

มีงานวิจัยจาก Kantar ที่ปรึกษาด้านการตลาด พบว่า ผู้บริโภค 60% ใน APAC สนใจที่จะซื้อสินค้าที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่มีเพียง 18% เท่านั้นที่ยอมควักกระเป๋าซื้อจริง แถมมีแค่ 11% ที่มีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง เหตุผลก็เพราะ Green Products มักจะเป็นสินค้าที่แพงกว่าสินค้าทั่วไป และผู้บริโภคใน APAC ก็ยังอ่อนไหวต่อค่าครองชีพอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม ฮิตาชิถือเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มตลาดพรีเมียม ทำให้เรื่องกำลังซื้อที่จะยอม “จ่ายมากกว่า” เพื่อสิ่งที่ทนทานกว่าก็มีแนวโน้มเป็นไปได้เช่นกัน