เครื่องสำอาง – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 19 Feb 2026 09:39:48 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 TIARA BEAUTY พลิกเกม Red Ocean ขอเป็นเบอร์หนึ่งตลาด “คิ้ว” เพราะคนไทยลอยัลตี้งานคิ้ว-ตา ใช้ดีก็ใช้ยาว https://positioningmag.com/1560416 Thu, 19 Feb 2026 09:11:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560416
  • TIARA BEAUTY เครื่องสำอาง 70 ล้าน กับการเติบโตแบบ Niche Market เน้นตลาดคิ้ว เพราะไม่มีเจ้าตลาดตัวจริง
  • ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 150 ล้านบาท ดึง “ดิว อริสรา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะเป็นตัวแม่คิ้วดุ้ง คิ้วฟู
  • หนีตลาดความงามที่สุดจะทะเลแดงเดือด ด้วยสินค้าที่ตัวเองถนัด อินไซต์คนไทยถ้าใช้ผลิตภัณฑ์คิ้ว และตาตัวไหนดี จะใช้ยาว ไม่ค่อยเปลี่ยนแบรนด์
  • จากแม่ค้าออนไลน์ สู่การปั้นแบรนด์บิวตี้ 70 ล้าน

    ตลาดความงามยังคงเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันดุเดือด เป็นตลาด Red Ocean ในทุกยุคทุกสมัย แต่ก็ยังมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตอบรับกับเทรนด์ T-Beauty ที่คนไทยนิยมแบรนด์บิวตี้สัญชาติไทยมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์มีการเติบโตถึงระดับร้อยล้านพันล้าน

    TIARA BEAUTY (เทียร่า บิวตี้) เป็นหนึ่งในแบรนด์บิวตี้ที่เพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานนัก โดย “ตาบู – สุวพัชญ์ อิทธิพหลภัสร์” ผู้ก่อตั้งวัย 34 ปี ที่เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานประจำ ควบคู่กับแม่ค้าขายสินค้าออนไลน์ เป็นตัวแทนจำหน่ายตัวท็อปที่สร้างยอดขาย 100-200 ล้าน/ปี

    หลังจากนั้นในปี 2020 ก็เริ่มผันตัวทำแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเอง ใช้ชื่อว่า TIARA มีความหมายว่ามงกุฎ หรือรัดเกล้า วางจุดยืนเป็นแบรนด์บิวตี้ที่อยู่เคียงข้างผู้หญิง Selfmade หรือผู้หญิงที่สร้างตัวด้วยตัวเอง เลยอยากส่งต่อแบรนด์ที่สร้างพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจให้มีความมั่นใจ

    สุวพัชญ์ เล่าว่า “ในตอนนั้นเริ่มสร้างแบรนด์ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก 1 ล้านบาท ออกสินค้าตัวแรกคือลิปสติก 6 เฉดสี ตอนแรกมีความคิดว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายที่มียอดขายดี ขายเก่ง มีกลุ่ม Community ของตัวแทนด้วยกันเอง ก็เลยคิดว่าสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ แค่เปลี่ยนจากคนขายคนอื่น มาขายของตัวเอง ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมากทั้งเรื่องสินค้า เงินลงทุน องค์กร พนักงาน ต้องเรียนรู้อยู่ตลอด”

    จับจุดได้ด้วย “งานคิ้ว” หมัดฮุกสู้ตลาดทะเลเดือด

    ข้อมูลจากสมาคมคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทยมีการคาดการณ์ว่า ตลาดความงามในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านบาท มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี มีการแข่งขันที่สูง ถึงแม้ว่ากลุ่ม Brow & Eye Makeup หรือกลุ่มงานคิ้ว และตาจะเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ก็พบว่ามีช่องว่างในตลาดสูง เพราะไม่มีเจ้าตลาดที่ชัดเจน ทำให้ TIARA เริ่มมองเห็นโอกาสในตรงนี้

    หลังจากที่ออกลิปเป็นสินค้าตัวเอง ก็มีออกตัวแป้งพัฟ และคลีนซิ่งออยล์ จนในปี 2022 ได้เปิดตัวสินค้ากลุ่มคิ้วก็คือ SlimMe Brow pencil และ FixMe Brow Mascara เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ก็ว่าได้ จนในปี 2025 ได้ขึ้นแท่นเป็นฮีโร่โปรดักส์ของแบรนด์ สร้างยอดขายมหาศาล

    สุวพัชญ์ เล่าถึงอินไซต์ของคนไทยว่า ให้ความสำคัญกับคิ้วเป็นพิเศษ ก่อนออกจากบ้านถ้าไม่ได้แต่งหน้า แต่ต้องเขียนคิ้วสักอย่างก็ยังดี ซึ่งตลาดนี้ไม่มีเจ้าตลาดชัดเจน แต่ถ้าแบรนด์ไหนทำดี ลูกค้าใช้แล้วดีจะมีลอยัลตี้ยาว เพราะไม่อยากไปลองของใหม่ ซึ่ง TIARA ได้เปิดตลาดมาสคาร่าคิ้ว สร้างจุดเด่นที่มี 6 เฉดสี จากปกติที่แบรนด์อื่นในตลาดจะมี 1-3 เฉดสีเท่านั้น

    ปัจจุบัน TIARA มีสินค้าแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. เครื่งสำอางสี ลิปสติกต่างๆ 2. กลุ่มผิว แป้งพัฟ รองพื้น คุชชั่น 3. กลุ่มคิ้ว และตา 4. คลีนซิ่งออยล์ โดยที่กลุ่มคิ้ว และตามีสัดส่วนรายได้มากถึง 90% รองลงมาคือกลุ่มลิปสติก

    โดยกลุ่มคิ้วมีสินค้าทั้งหมด 20 SKU ราคาเริ่มต้นที่ 129 บาท เป็นแบบซองซาเช่ ดินสอเขียนคิ้ว 159 บาท TintMe Brow 289 บาท และ FixMe Brow Mascara ราคา 390 บาท

    ดึง “ดิว อริสรา” เป็น Brow Icon

    ด้วยความที่มีฮีโร่โปรดักส์เป็นสินค้ากลุ่มคิ้ว ปีนี้ TIARA จึงอยากยกระดับสถานะแบรนด์เป็น Brow Icon ที่เชี่ยวชาญด้านคิ้วจริงจัง จึงเลือก“ดิว อริสรา” มารับหน้าที่ TIARA Brow Icon เพราะดิวมีภาพจำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเรื่อง “คิ้วเป๊ะ” ของเมืองไทย การร่วมงานครั้งนี้จึงเป็นการทำ Authority Marketing ที่ช่วยโอนถ่าย DNA ความมั่นใจและความเป็นมืออาชีพมาสู่แบรนด์อย่างชัดเจน ช่วยขยายฐานลูกค้าจากกลุ่ม Niche เข้าสู่กลุ่ม Mass-Aspiration ได้อย่างรวดเร็ว

    “ที่เลือกดิวเพราะความคิ้วเป๊ะ จากอินไซต์ของสาวๆ ไทยพบว่าหลายคนอยากมีคิ้วสวยแบบดิว ใช้ภาพดิวเป็น Ref  ในการแต่งหน้า สักคิ้ว กลายเป็นว่าภาพจำของดิวคือต้นแบบของคิ้ว ตัวแม่คิ้ว ดิว = คิ้ว จึงเลือกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์”

    ในปี 2025 TIARA มีรายได้รวม 70 ล้านบาท มีการเติบโตต่อเนื่อง 5 ปี ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ที่ 150 ล้านบาท และในปี 2027 มีรายได้ 300 ล้านบาท โดยมีแผนขยายไลน์สินค้ากลุ่มงานผิว ที่ออกแบบมาเพื่อสภาพผิวคนไทยโดยเฉพาะ พร้อมวางหมุดหมายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งด้านงานคิ้วในใจผู้หญิงไทย

    ]]>
    1560416
    ‘คาร์มาร์ท’ ปูทางสู่ Global Brand ‘หมื่นล้าน’ https://positioningmag.com/1545335 Mon, 03 Nov 2025 14:45:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1545335 ‘คาร์มาร์ท’ (Karmart) ผู้นำเข้าเครื่องสำอางจากเกาหลี และเจ้าของเครื่องสำอาง T-Beauty ที่มีแบรนด์ในพอร์ตถึง 21 แบรนด์ กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการนำ CATHY DOLL บุกประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นตลาดที่ทั้ง ‘โหด’ และ ‘หิน’ เพื่อเป็นหมุดหมายแรกสำหรับปูทางสู่การเป็น Global Brand และผลักดันรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573

     

    “ไม่มีเครื่องสำอางแบรนด์ไทยแบรนด์ไหนไปเกาหลีเลย เพราะที่นั่นมีความเป็นชาตินิยม และในตลาดมีแบรนด์เกาหลีให้เลือกมากกว่า 5,000 แบรนด์ เรียกได้ว่า เป็นตลาดหินสุด ๆ เราก็เลยอยากเริ่มการไปสู่แบรนด์ระดับโลกกับที่นี้ ลองดูว่า จะทำได้ไหม เหมือนครั้งนึงเราภูมิใจที่คนดังระดับโลกที่คนติดตามเป็นร้อยล้านคนก็เคยใช้เรา เช่น บ้านคาร์เดเชียน หรือจะเป็นวง Blackpink”

     

    ‘พงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล’ รองกรรมการฯ สายงานสื่อสารการตลาด และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) เล่าถึงการส่ง CATHY DOLL ไปบุกประเทศเกาหลีเป็นครั้งแรก พร้อมอธิบายเหตุผลที่คาร์ทมาร์ทอยากเป็นแบรนด์ระดับโลกว่า

     

    1.เนื่องจากบริษัทฯ จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างและขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างให้เกิดการเติบโตตลอดเวลา และการไปตลาดโลกถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหลังช่วงโควิดระบาด  ที่ T-Beauty ได้รับความนิยมและเติบโตเป็นอย่างมาก

     

    2.การไปสู่ตลาดโลกเป็นความฝันของแบรนด์ไทยหลาย ๆ แบรนด์ รวมถึงคาร์มาร์ทที่ ต้องการสร้าง Legacy เป็นก้าวแรกของ T-Beauty แบรนด์ไทยที่สามารถบุกตลาดระดับสากลได้สำเร็จ  

     

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมี ‘สินค้าดี’ แต่การจะไปตลาดโลกแบบ ‘ฉายเดี่ยว’ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคู่แข่งเยอะ และแต่ละแบรนด์มีจุดแข็งของตัวเอง ดังนั้นกลยุทธ์ในเรื่องนี้ของคาร์มาร์ท จึงให้ความสำคัญกับการมี ‘พาร์ทเนอร์’ ที่ดีมีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อช่วยสร้างการรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว และทำให้แบรนด์มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น

     

    “ใคร ๆ ก็ทำแบรน์แล้วออกไปขายต่างประเทศได้ แต่จะสำเร็จได้ต้องมีปัจจัยอื่น ไปแบบมีความแข็งแรง ไปแบบมีเรื่องราว หรือ history ถึงจะเข้าไปในตลาดที่ยาก ๆ ได้ ถามว่า ท้าทายหรือไม่ ยอมรับท้าทาย แต่เราอยากไปให้ถึง”

     

    นั่นจึงเป็นที่มาของ CATHY DOLL X  MAENG คอลเลกชั่นที่คาร์ทมาร์ทสร้างสรรค์ร่วมกับ MAENG หรือ Lee Myun Sun เมคอัพอาร์ทิสต์ระดับโลก ผู้อยู่เบื้องหลังความงามของซูเปอร์สตาร์ K-Pop และคนดังหลายต่อหลายคน หนึ่งในนั้น ก็คือ ‘โรเซ่ และลิซ่า แห่ง Blackpink’

     

    “MAENG เคยสร้างไวรัลให้เราด้วยการใช้สินค้าแบรนด์ Baby Bright ของเราแต่งหน้าให้โรเซ่ Blackpink จนเกิดเป็นกระแสไวรัลในโซเชียล มีเดีย สินค้าในสต็อกกว่า 30,000 ชิ้นสามารถขายหมดใน 2-3 อาทิตย์ เราเสนอโปรเจกต์นี้กับ MAENG ไป 2 ปี และพัฒนาสินค้าอีกเกือบ 2 ปี จากประสบการณ์ในการทำงานของเขา 20 ปีผ่านมุมมองมืออาชีพระดับโลกที่ใช้งานจริง ใช้แล้วใช้อีก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในตลาดสากลได้ดี”

     

    โดยคอลเลกชั่นนี้พัฒนาขึ้นมาภายใต้หลัก ‘less but pro’ น้อยชิ้นแต่ได้ฟินิชระดับโปร เพื่อให้ผิวเป็นผิว ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจและใช้งานได้จริงในทุกวันแบบไม่ ‘ตายกล้อง’ เบื้องต้นมีด้วยกัน 8 ไอเทม อาทิ Skin-Like Waterfall Cushion, Fix & Fill Setting Spray, Artist Eyebrow Powder เป็นต้น

     

    ‘ออนไลน์’ ประตูแห่งโอกาสสู่ตลาดโลก

     

    สำหรับช่องทางขายในประเทศ จะเน้นวางจำหน่ายที่ Beauty Stroe เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสได้ลอง และเลือกตามความเหมาะสม เช่น Beautrium, EVEANDBOY และ CATHY DOLL Shop ควบคู่ไปกับการเน้นช่องทางออนไลน์ ทั้งผ่านเว็บไซต์ของคาร์มาร์ท, Shopee, Lazada, TikTok, Konvy

     

    ขณะที่ตลาดต่างประเทศ จะเริ่มจากช่องทางออนไลน์ และจะดูผลตอบรับก่อนจะขยายสู่ช่างทางอื่น โดยคอลเลกชั่น CATHY DOLL X  MAENG จะวางขายในเกาหลีเป็นประเทศแรกช่วงเดือน พ.ย. 2568 และจะวางขายใน ‘ญี่ปุ่น’ ไม่เกินเดือน มี.ค. 2569

     

    จากนั้นจะขยายไปประเทศอื่นไม่ต่ำกว่า 13 ประเทศ หลัก ๆ จะอยู่ในเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ลาว ไต้หวัน จีน และประเทศในตะวันออกกลาง

    สหรัฐฯ เป้าหมายต่อไป

     

    ‘วงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นอกจากเกาหลีแล้ว ทาง บริษัทฯ มีแผนจะบุกตลาดสหรัฐฯ อย่างจริงจังในปี 2569 หลังจากเมื่อต้นไตรมาส 4 ของปีนี้ได้มีการวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และได้รับการตอบรับที่ดี

     

    โดยการบุกตลาดสหรัฐฯ จะได้เห็นความร่วมมือกับเมคอัพอาร์ทิสต์ระดับโลก รวมถึงการเปิดแบรนด์ใหม่สำหรับจับตลาดนี้โดยเฉพาะ

     

    “ปัจจุบันสินค้าของเราวางจำหน่ายใน 33 ประเทศ ซึ่งตลาดสหรัฐฯ หินไม่แพ้จีนและเกาหลี เพราะแบรนด์ของสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งและมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบรนด์ระดับโลกและ Celebrity Brand แต่เราก็มีกลยุทธ์ของเราที่จะบุกตลาดนี้ เพื่อให้ก้าวสู่การเป็น  Global Brand อย่างแท้จริง จึงอยากให้รอติดตาม”

     

    ตั้งเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาทในอีก 5 ปี

     

    สำหรับเป้าหมายของบริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) ต้องการมียอดขายรวม 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ซึ่งการก้าวสู่การเป็น Global Brand จะมีส่วนสำคัญให้การทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

     

    โดยนอกจาก CATHY DOLL อีกแบรนด์ที่ต้องการผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ ก็คือ แบรนด์สปา ‘รื่นรมย์’ (REUNROM) ซึ่งเติบโตมากกว่า 100% ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ศักยภาพของสินค้าแบรนด์ไทยที่ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก

     

    “ปีนี้เราตั้งเป้ารายได้แบรนด์รื่นรมย์อย่างน้อย 130 ล้านบาท ส่วนปีถัดไปจะมีการเพิ่มไลน์โปรดักต์ และจะพาไปต่างประเทศ ด้วยเป้าหมายต้องการให้เป็น top 5 ของแบรนด์สปาของไทย โดยมีการขายในตะวันออกกลาง และมีแผนเปิด Pop-up store หลายแห่งในเอเชีย”

     

    สุดท้ายแล้ว Positioning ถามกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) มั่นใจรึไม่ว่า จะพาคาร์มาร์ทที่เป็น T-Beauty โลดแล่นสู่เวทีแบรนด์ระดับโลกได้ คำตอบ คือ ‘มั่นใจ’

     

    และระยะเวลาความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น หากได้แรงหนุนจากภาครัฐ แทนที่ผู้ประกอบการจะลงทุนลงแรงด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เหมือนกับที่รัฐบาลเกาหลีสนับสนุนจน K -Beauty ได้รับความนิยมบนเวทีโลกไปเรียบร้อยแล้ว

    ]]>
    1545335
    MEILINDA เครื่องสำอางไทยวัย 25 ปี กับโจทย์หินที่คนคิดว่าเป็นแบรนด์จีน – แบรนด์ตลาดนัด https://positioningmag.com/1534830 Thu, 21 Aug 2025 09:37:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1534830
  • MEILINDA เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่ตอนนี้อายุ 25 ปีแล้ว ทายาทเจน 2 เข้ามาบริหาร              รีแบรนด์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ความท้าทายสุดหินในการปรับภาพลักษณ์ให้พรีเมียม เพราะคนคิดว่าเป็นแบรนด์ตลาดนัด
  • อ่านว่า “เมลินดา” ไม่ใช่ “เหมยลินดา” เมยลินดาก็ไม่ใช่ แบรนด์จีนก็ไม่ใช่อีกด้วย 
  • ช่วงหลัง COVID-19 มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีรายได้ 290 ล้านบาท ตั้งเป้าอยากพาแบรนด์โกอินเตอร์ไปต่างประเทศ
  • เกิดจากกลุ่มพี่น้อง ลงขันกันทำเครื่องสำอาง

    สาวไทยที่คลุกคลีในวงการเครื่องสำอาง อาจจะเคยเห็นแบรนด์ MEILINDA (เมลินดา) ผ่านตากันมาบ้าง เรียกว่าเป็นเครื่องสำอางไทยไทยแบรนด์แรกๆ ที่เกิดในยุคที่ไทยยังไม่มีแบรนด์เครื่องสำอางเท่าไหร่นัก แต่อาจจะมีภาพลักษณ์ที่ติดกับร้านขายส่งตามตลาดนัด สำเพ็ง ประตูน้ำมากไปหน่อย 

    ซึ่งหลายคนจะคิดว่า MEILINDA เป็นแบรนด์จีน เพราะชื่อมีความจีนๆ หรือคิดว่าเป็นแบรนด์ที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ เพราะมีราคาถูก แต่จริงๆ แล้วเป็นแบรนด์ไทยที่มีอายุ 25 ปีแล้ว ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2543 ในตอนนั้นเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง มีวิกฤตค่าเงินบาท แต่ตลาดเครื่องสำอางในไทยมีแค่ 2 Tier เท่านั้น ก็คือแบรนด์นำเข้า กับแบรนด์ตลาดนัดราคาถูกไปเลย จึงมองเห็นช่องว่างที่จับกลุ่มตรงกลาง

    ปัจจุบันทายาทเจน 2 ได้เข้ามารับบทบาทบริหารเต็มตัว “แชมป์ – พงศธร ลดาสุวรรณกุล” ผู้จัดการทั่วไป      และ “ตูน – นิพัทธา ลดาสุวรรณกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็ม.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนลคอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด

    พงศธร เริ่มเล่าว่า MEILINDA เกิดจากผู้บริหารชุดแรกที่เขาเรียกว่า “อาอี๊” ที่ชวนพี่น้อง 4-5 คนมาทำธุรกิจด้วยกัน ซึ่งแต่ละคนมีธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว มีร้านอาหารเล็กๆ บ้าง ไม่มีใครมีแบ็กอัพเรื่องทำธุรกิจเท่าไหร่ แต่มองเห็นช่องว่างในตลาดเลยลองหาไอเดียเครื่องสำอางคุณภาพดี ราคาไม่แพง 

    “จุดเริ่มต้นย้อนไป 25 ปี ช่วงปี 2000 มีวิกฤตเศรษฐกิจ ตอนนั้นมีเครื่องสำอาง 2 กลุ่ม แบรนด์นำเข้า และตลาดล่างไปเลย ตอนนั้นเห็นช่องว่างในตลาดเยอะ เลยมองโอกาสเข้ามาในตลาด เริ่มจากผู้บริหารชุดแรก เป็นกลุ่มพี่น้อง 4-5 คน ตอนนั้นอายุ 30-40 ปี มองเห็นโอกาสร่วมกัน ชวนกันเข้ามาทำ ไม่มีแบ็กอัพธุรกิจกันเลย เป็นกลุ่มผู้หญิงที่ใช้เครื่องสำอางอยู่แล้ว เลยไปหาวิธีทำแบรนด์เข้าสู่ตลาด 

    มีคนที่มีคอนเนกชันรู้จักโรงงานทำเครื่องสำอาง ซึ่งทำให้แบรนด์ใหญ่อยู่ พอขายไอเดียโรงงานก็สนใจ พอพัฒนาสินค้าได้ ลองเอาสินค้าวางขาย ตอนนั้นพื้นที่วางขายสินค้าไม่กี่ที่ สำเพ็ง ประตูน้ำ เลยลองเอาสินค้าไปเสนอร้านค้า แต่ไม่ตอบรับ เพราะสินค้าไม่เป็นที่รู้จัก มีราคาครึ่งๆ กลางๆ คุณภาพไม่โดดเด่น แต่ตอนนั้นขยันเดินตลาดบ่อยๆ ได้ยินลูกค้าบ่นๆ อยากได้อายไลเนอร์ที่ติดทน และทนอากาศร้อน เลยเห็นว่าเครื่องสำอางในตลาดตอนนั้นไม่ตอบโจทย์อากาศบ้านเรา เลยไปคุยโรงงาน ให้พัฒนาสูตรกันน้ำ กันเหงื่อ พอไปเสนอร้านค้า ไปคุยกับลูกค้า และกองถ่าย สรุปว่าตอบโจทย์ปัญหาได้”

    หลังจากที่เริ่มทำตลาดได้ 15 ปี สินค้าเข้าไปในตลาดพอสมควร ไม่ได้กระจุกแค่สำเพ็ง ประกอบกับตลาดเริ่มมีบิวตี้สโตร์เข้ามา พฤติกรรมลูกค้าก็เริ่มเปลี่ยน ซื้อของตามบิวตี้สโตร์มากขึ้น เพราะมีเทสเตอร์ และสินค้าเชื่อถือได้ ซื้อร้านตู้น้อยลง ทำให้ MEILINDA ต้องหาตลาดใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วย 

    คนคิดว่าเป็นแบรนด์จีน เรียก “เหมยลินดา”

    ชื่อแบรนด์ MEILINDA หรืออ่านว่าเมลินดา เป็นชื่อที่อาอี๊คนนึงเสนอขึ้นมา เป็นชื่อที่ไม่รู้ความหมาย แต่ทุกคนชอบชื่อนี้ เลยใช้ชื่อนี้ยาว 

    ด้วยความที่อ่านแล้วมีความ เมยๆ เหมยๆ ทำให้คนคิดว่าเป็นแบรนด์จีน 

    พงศธรเล่าอีกว่า คนชอบเรียก “เหมยลินดา” เข้าใจเป็นแบรนด์จีน จึงอยากปรับภาพลักษณ์ว่าไม่ใช่แบรนด์จีน      จึงเริ่มรีแบรนด์ใหญ่หลังช่วง COVID-19 เปลี่ยนภาพลักษณ์ ทำโฆษณา ปรับแพ็กเกจจิ้ง ตอนนั้นมองว่าถ้าไม่ขยับ แล้วตลาดชะลอตัวจะไปต่อยาก ต้องก้าวไปอีกยุค จับฐานลูกค้าใหม่ เข้าโมเดิร์นเทรด ทำให้ยอดขายโตขึ้น ร้านค้าก็มีโปรเจกต์เล่นกับแบรนด์ด้วย มีอีเวนต์ร่วมกัน 

    ภารกิจเจน 2 ขอรีแบรนด์ให้ทันสมัย

    พงศธร และนิพัทธา เป็นผู้บริหารเจน 2 ที่เข้ามาบริหารได้ 10-15 ปีแล้ว ทั้งคู่คุ้นเคยกับธุรกิจตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่ช่วยแพ็กของ ดูหลังบ้าน พงศธรบอกว่าตอนเรียนจบอยากไปสมัครงานที่อื่น เพราะจบบริหารมา อยากเก็บประสบการณ์จากข้างนอกก่อน แต่ที่บริษัทกำลังขาดคน เลยเข้ามาสานต่อ 

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ภาพของ MEILINDA มีการเปลี่ยนแปลงเยอะพอสมควร โดยภารกิจหลักของผู้บริหารเจน 2 ต้องปรับภาพลักษณ์ใหม่ ลบความเป็นแบรนด์จีน แบรนด์ตลาดนัด ใส่ความโมเดิร์น จับฐานลูกค้าใหม่ พร้อมกับมีการเลือกนางแบบ อินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าถึงลูกค้า ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดขึ้น คนเรียกแบรนด์ถูกขึ้น 

    ตอนนี้ฮีโร่โปรดักส์ของแบรนด์ ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบแท่ง เพราะตอบรับกับเทรนด์ในตลาด เช่น ลิปไลเนอร์, อายแชโดว์สติ๊ก และเฉดดิ้งสติ๊ก

    MEILINDA

    “การแข่งขังในตลาดดุเดือดตั้งแต่ปีที่แล้ว ตลาดในไทยเสรีมากๆ ใครก็เข้ามาได้ อินฟลูฯ เข้ามาทำตลาด พร้อมผู้ติด ตาม คนมีเงินทุนก็เข้ามาทำ แบรนด์ต่างประเทศก็เข้ามา แบรนด์จีนหลายแบรนด์ได้รับการตอบรับดี คนปัจจุบันไม่มีลอยัลตี้ สนุกกับการเล่นของใหม่ๆ ทำให้แบรนด์ต้องแอคทีฟมากขึ้น ตอนนี้แบรนด์ไทยเก่งๆ กันเยอะ เข้าใจคนไทย ปรับได้หมด เป็นการเสริมพลังกันและกัน ออกไปสู้นอกประเทศไทย”

    สำหรับเป้าหมายของ MEILINDA อยากเป็นแบรนด์ไทยที่คนภูมิใจในการหยิบใช้ เหมือนแบรนด์ต่างชาติ เพราะเป็นแบรนด์ที่เข้าใจคนไทย เข้าใจสภาพผิว และสภาพอากาศ ต้องจับใจลูกค้าให้ได้

    เงียบๆ แต่รายได้ร้อยล้าน

    ปัจจุบัน MEILINDA มีรายได้รวม 290 ล้าน เติบโต 30-40% ในปีนี้ตั้งเป้าโต 40% ในช่วงหลังวิกฤต COVID-19 ที่มีการรีแบรนด์ ทำให้เติบโตอย่างรวดเร็ว รายได้สามารถแตะร้อยล้านได้ 

    ตอนนี้สินค้าหลักยังเป็นกลุ่มเครื่องสำอางรวม 500 รายการ โดยจะมีคอลเลกชันใหม่ทุก 1-2 เดือน สัดส่วนรายได้แบ่งเป็นเครื่องสำอาง 65% และอุปกรณ์แต่ง 35% เช่น แปรงแต่งหน้า ขนตาปลอม เป็นต้น 

    MEILINDA

    นอกจากเครื่องสำอางแล้วตอนนี้ยังมีแผนเริ่มทำสกินแคร์ต่อในอนาคต รวมถึงกลุ่มเบสเมคอัพ เช่น รองพื้น เฉดดิ้งต่างๆ เพราะเทรนด์การแต่งหน้าเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ คนใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น   

    สำหรับในอนาคตทั้งคู่อยากพา MEILINDA ไปตลาดต่างประเทศ ตอนนี้มองตลาดหลัก เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย และจีน  

    ]]>
    1534830
    คุยกับ ‘วุ้นเส้น’ กับภารกิจพา ‘เซวา’ ลบคำครหา “แบรนด์ดาราที่มาแล้วไป” https://positioningmag.com/1477263 Mon, 10 Jun 2024 06:02:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1477263 หากพูดถึง สกินแคร์และเครื่องสำอาง ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีการแข่งขันสูง ไม่ใช่แค่จากแบรนด์ต่างประเทศ แต่แบรนด์ในประเทศเองก็มีแบรนด์เกิดใหม่ปีละเป็นร้อย ๆ แบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์จาก ดารา อินฟลูเอนเซอร์ ที่ถือว่ามีแต้มต่อด้วยชื่อเสียงที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า แต่ก็จะมีคำครหาว่ามา โกยเงินแล้วก็ไป

    เซวา (Sewa) ถือเป็นอีกแบรนด์สกินแคร์ของไทยที่ก่อตั้งโดยนักแสดงและนางแบบชื่อดังอย่าง วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ ที่ร่วมกับ ปุ๊ก เบญจกิติ เมฆแสน ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เซวา ไทยแลนด์ โดยเซวา มีฮีโร่โปรดักส์ที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักก็คือ น้ำตบโสมแดง ที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักตั้งแต่ปีที่ 2 หลังจากก่อตั้ง จนปัจจุบัน เซวากำลังเข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว

    “เมื่อก่อนเราเป็นพรีเซ็นเตอร์มาตลอด เลยอยากจะมีแบรนด์ของตัวเอง จนเราได้คุยกับปุ๊กที่สนใจในธุรกิจความงามอยู่แล้ว และก็เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่น เสื้อผ้า และเครื่องประดับ เลยตกลงที่จะร่วมกันทำแบรนด์เซวา ที่มาจากชื่อของดอกไม้เกาหลี” วุ้นเส้น เล่า

    แบรนด์ดารามาพร้อมคำครหา

    แน่นอนว่าการที่เป็นคนมีชื่อเสียงมาทำแบรนด์ จะช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มี คำครหา ว่า ของดีจริงไหม และจะมาแค่ โกยเงินแล้วก็หายไป ไม่ได้ทำจริงจังหรือเปล่า ดังนั้น นี่จึงเป็นความท้าทายสำคัญที่ทำให้เซวาต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ ส่งผลให้เรื่อง คุณภาพและความจริงใจ คือสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญที่สุด เพราะแบรนด์ในตลาดมีเยอะ ผู้บริโภคมีโอกาสเปลี่ยนบ่อย

    “มุมมองเขาจะคิดว่าเป็นดารามาทำมันง่าย ต้องพิสูจน์ไม่ใช่สินค้ากระแส หรือฉาบฉวย เพราะถ้าใช้ไม่ได้จะโดนมากกว่าคนปกติ เราก็ต้องทำให้ดี ให้คนมาว่าไม่ได้ และเราใช้งานจริงตลอด ทำให้อยู่มาได้ 8 ปี” วุ้นเส้น กล่าว

    ปัจจุบันสินค้าของเซวามีทั้งหมด 14 SKU ทั้งสกินแคร์ คอสเมติก โดยสินค้าทั้งหมดผลิตในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมกับใช้ทีมวิจัยจากเกาหลีร่วมกับคนไทย เพื่อคิดสูตรให้เหมาะกับผิวคนไทย

    ถึงเวลาขยับเข้าหาวัยรุ่น

    ที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าหลักของเซวามีอายุช่วง 30-70 ปี สอดคล้องกับสินค้าขายดีอย่างน้ำตบโสมแดงที่เน้นเรื่องการชะลอวัย ทำให้การตลาดที่ผ่านมาของแบรนด์ เกือบ 100% ใช้สื่อทีวี โดยแต่ละปีใช้งบการตลาดประมาณ 70 ล้านบาท โดยแบรนด์มักใช้ดาราระดับ นางเอก

    อย่างไรก็ตาม เซวาต้องการเข้าถึงกลุ่ม วัยรุ่น มากขึ้น ดังนั้น แผนการตลาดในปีนี้จะลดน้ำหนักสื่อทีวีเหลือ 50% อีก 50% จะหันไปใช้ สื่อออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ มากขึ้น พร้อมกับใช้ เก๋ไก๋ ณัฐธิชา นามวงษ์ อินฟลูเอนเซอร์คนดังที่ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นนางเอก มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ครีมกันแดด SEWA Ultra Hybrid Sunscreen SPF50+ PA++++ นอกจากนี้ แบรนด์มีการออกแบบแพ็กเกจจิ้งสินค้าใหม่ให้ดูเด็กลงอีกด้วย

    “ที่ผ่านมาเราใช้แต่นางเอกหรือคนดังอย่าง มดดำ คชาภา ตันเจริญ แต่ทิศทางของแบรนด์จากนี้ต้องการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้น แผนการตลาดเราต้องปรับใหม่ ใช้ออนไลน์มากขึ้น ดึงเก๋ไก๋มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะตอนนี้วัยรุ่นหันมาดูแลตัวเองกันเร็ว”

    ตลาดสกินแคร์เป็นฟาสต์แฟชั่นไปแล้ว

    ปุ๊ก เบญจกิติ ยอมรับว่า ในตลาดสกินแคร์ตอนนี้แข่งขันสูงมาก มีแบรนด์เกิดใหม่เป็นร้อยแบรนด์ในแต่ละปี เรียกได้ว่าตลาดสกินแคร์เป็นเหมือน ฟาสต์แฟชั่น (Fast fashion) ดังนั้น เซวาจะเพิ่มสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดกลุ่ม พรีเมียมแมส อย่างต่อเนื่อง โดยปีหน้ามีแผนจะออกสินค้าสำหรับ ผู้ชาย โดยเฉพาะ รวมถึงมีแผนจะขยายไปในประเทศ จีน โดยกำลังศึกษาตลาดอยู่

    ปัจจุบันช่องทางจัดจำหน่ายของแบรนด์ 60% เป็นออฟไลน์ โดยเฉพาะในโมเดิร์นเทรด อีก 40% เป็นออนไลน์ โดยจากนี้ เซวาจะเน้นออก ครีมซอง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าได้ง่ายมากขึ้น โดยปัจจุบันครีมซองของเซวามีทั้งหมด 10 SKU เพิ่มจาก 3 SKU เมื่อ 4 ปีก่อน

    “สกินแคร์ยังเป็นกลุ่มที่เติบโตแม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่เราต้องทำให้ราคามันจับต้องได้ และสกินแคร์เหมือนฟาสต์แฟชั่น มีแบรนด์ใหม่พร้อมเข้ามา ดังนั้น เราต้องทำให้ดีเพื่อให้เขาไม่เปลี่ยนใจ และคุณภาพจะทำให้เราอยู่ยาว” เบญจกิติ กล่าว

    วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ และ ปุ๊ก เบญจกิติ เมฆแสน

    เป้า 500 ล้าน และเป็นแบรนด์ในใจเหมือนมิสทีน

    สำหรับยอดขายปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 400 ล้านบาท โดยในส่วนของ SEWA Ultra Hybrid Sunscreen SPF50+ PA++++ ตั้งเป้ายอดขาย 5 แสนหลอดในสิ้นปี โดยเป้าหมายระยะยาวทั้ง วุ้นเส้นและปุ๊ก มองว่าอยากเป็น แบรนด์ชั้นนำของไทย เหมือนกับ มิสทีน (Mistine) หรือ สมูทอี (Smooth-E) ที่เป็นที่รู้จักทั่วประเทศและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เพื่อลบมายด์เซ็ทที่ว่า แบรนด์ดารามาแล้วก็ไป

    ]]>
    1477263
    Estee Lauder ประกาศปรับโครงสร้างองค์กร ปลดพนักงาน 3,100 ตำแหน่ง เซ่นยอดขายในทวีปเอเชียลดลง https://positioningmag.com/1461600 Tue, 06 Feb 2024 06:45:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1461600 เอสเต้ ลอเดอร์ ประกาศปลดพนักงานสูงสุด 3,100 ตำแหน่ง โดยสาเหตุสำคัญมาจากยอดขายในทวีปเอเชียที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว หรือแม้แต่ยอดขายตามสนามบินที่ลดลง รวมถึงบริษัทต้องการที่จะฟื้นฟูกำไรให้กลับมาเติบโตอีกครั้งภายในปี 2025-2026

    ผู้ผลิตเครื่องสำอางหรูจากสหรัฐอเมริกาอย่าง เอสเต้ ลอเดอร์ (Estee Lauder) ประกาศปลดพนักงานสัดส่วนราวๆ 3-5% จากทั้งหมด 62,000 ตำแหน่งของพนักงานบริษัททั้งหมด โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ตามหลังมาจากการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อที่จะเพิ่มอัตราผลกำไรของบริษัท

    คาดว่าพนักงานที่จะได้รับผลกระทบนั้นสูงสุดอยู่ที่ 3,100 ตำแหน่ง ซึ่งแผนการดังกล่าวบริษัทต้องการจะฟื้นฟูกำไรให้กลับมาเติบโตให้ได้ภายในปี 2025-2026 และเพื่อที่จะรองรับการเติบโตของรายได้ที่จะฟื้นตัวอีกครั้ง ขณะเดียว กันการปลดพนักงานจะช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายก่อนหักภาษีได้ราวๆ 300-500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Estee Lauder ต้องประกาศปลดพนักงานคือยอดขายในทวีปเอเชียลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดสำคัญของบริษัทฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดไว้ จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอย

    รายได้ในประเทศจีนที่ลดลงนั้น บริษัทได้รายงานถึงยอดขายในช่วง 11.11 ช่องทางขายผ่าน Tmall ลดลง แต่ยอดขายผ่าน Douyin (TikTok ในจีน) เพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่ยอดขายรวมในจีนลดลง 7% แม้ว่าจะได้รายได้เพิ่มขึ้นจากฮ่องกงมาช่วยแล้วก็ตาม

    อีกหนึ่งสาเหตุคือรายได้จากการขายเครื่องสำอางผ่านโซนสินค้าปลอดภาษีตามสนามบินในเอเชียลดลง ส่งผลต่อรายได้และกำไรของบริษัทเช่นกัน

    ในผลประกอบการปี 2023 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 15,937 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายได้จากประเทศจีนมีสัดส่วนมากถึง 28% เกาหลีใต้มีสัดส่วน 11% ขณะที่ในประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียมีสัดส่วนอยู่ที่ 21% ซึ่งรายได้จากทวีปเอเชียที่ลดลงได้ส่งผลต่อบริษัทอย่างมากในปีที่ผ่านมา

    ปัจจุบันแบรนด์เครื่องสำอางที่อยู่ภายใต้เครือ Estee Lauder เช่น MAC, Clinique, Too Faced รวมถึง Bobbi Brown

    แผนการปลดพนักงานยังทำให้ Estee Lauder คาดว่ากำไรบริษัทจะอยู่ที่ราวๆ 1,100-1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าบริษัทคาดการณ์ในตอนแรกที่คาดว่าจะอยู่ที่ 800-1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลทำให้ราคาหุ้นของบริษัทบวกเพิ่มขึ้นทันทีที่มีข่าวออกมา

    ที่มา – Fox Business, The Guardian, Reuters

    ]]>
    1461600
    BEAUTRIUM จากร้านเล็กๆ ที่ประตูน้ำ บุกเบิกโดย 2 พี่น้อง สู่อาณาจักรบิวตี้ 2,000 ล้าน https://positioningmag.com/1451163 Thu, 09 Nov 2023 08:19:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1451163 ตลาดมัลติแบรนด์สโตร์ยังคงเป็นตลาดเนื้อหอม โดยเฉพาะบิวตี้สโตร์ ตอนนี้มีหลากหลายแบรนด์ทั้งแบรนด์ไทย และต่างชาติต่างตบเท้าเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น EVEANDBOY, Shephora, Multy, BEAUTRIUM และ KIS Beauty Store

    BEAUTRIUM เป็นหนึ่งในแบรนด์ใหญ่สัญชาติไทย ที่มีอายุ 12 ปีแล้ว กำลังก้าวเข้าสู่รายได้หลัก 2,000 ล้านบาท โดยที่จุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดจากร้านเล็กๆ ที่ประตูน้ำเท่านั้น

    BEAUTRIUM ได้เริ่มก่อตั้งในปี 2555 โดย 2 พี่น้อง บอย – จิรวุฒิ โรจน์รัตนวลี CEO และ แจ็ค – อติโรจน์ โรจน์รัตนวลี CMO ในขณะนั้นบอยอายุได้ 30 ปี และแจ็คอายุ 27 ปีเท่านั้น จริงๆ แล้วทั้งคู่มีธุรกิจครอบครัวเป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รับผลิตแบบ OEM ให้แบรนด์ต่างๆ แต่เริ่มมองเห็นโอกาสของตลาดบิวตี้ เครื่องสำอางว่า ในยุคนั้นยังไม่มีร้านที่มีสินค้าแบบครบวงจรอยู่ในที่เดียว ใครที่อยากหาสกินแคร์ เครื่องสำอางต้องหาซื้อตามตู้กระจกตามศูนย์การค้า หรือดรักสโตร์ ประกอบกับทั้งคู่มีคอนเนกชั่นของกลุ่มเพื่อนที่อยู่ในแวดวงเครื่องสำอางอยู่ด้วย เลยตัดสินใจลงมาทำธุรกิจนี้

    BEAUTRIUM
    BEAUTRIUM สาขาแรกที่ประตูน้ำ

    เลือกโลเคชั่นที่เลือกเปิดสาขาแรกก็คือ “ประตูน้ำ” (ศูนย์การค้าวอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน) เพราะตอนนั้นมีทั้งขายส่ง และขายปลีก เลยเลือกที่ประตูน้ำเพราะมีการขายส่งเสื้อผ้าเยอะ เป็นร้านเล็กๆ เป็นแค่โมเดลซื้อมาขายไป แต่พอเปิดร้านไปได้พักหนึ่งก็พบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อปลีกเยอะ จึงย้ายร้านมาที่สยามสแควร์ ในตอนนี้เป็นดิจิทัลเกตเวย์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์

    คำว่า BEAUTRIUM มาจากการรวมกันของคำว่า Beauty สินค้าความสวยความงาม และ Atrium อาณาจักร ที่กว้างๆ รวมกันเป็นแหล่งรวบรวมสินค้า และนวัตกรรมต่างๆ

    BEAUTRIUM

    หลังจากเปิดสาขาที่สยามแล้ว ในปี 2559 ก็เริ่มจำหน่ายสินค้าอินเตอร์แบรนด์มากขึ้น ปี 2561 เริ่มจำหน่ายช่องทางออนไลน์ และปี 2566 ก็เริ่มขยายสาขาที่ต่างจังหวัดครั้งแรก ทำให้ปัจจุบัน BEAUTRIUM มีสาขารวมทั้งหมด 34 สาขา ภายในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา สิ้นปีก็จะมีครบ 37 สาขา

    ปัจจุบัน BEAUTRIUM มีสินค้าพันกว่าแบรนด์ รวมกว่า 100,000 SKU ภายในร้านเป็นกลุ่มสกินแคร์ และเครื่องสำอาง 70% ได้ขยายเพิ่มไลน์อื่นๆ เช่น บิวตี้ แกดเจ็ต, ไลฟ์สไตล์, น้ำหอม, ขนม และเครื่องดื่ม เพื่อให้ครอบคลุมทุกเจน และทุกไลฟ์สไตล์มากขึ้น

    โอกาสอยู่ที่ต่างจังหวัด ต้องเปิดให้ครบทุกภาค

    BEAUTRIUM มีพื้นที่ร้านค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 200-700 ตารางเมตร แบ่งเป็น 4 โมเดล ได้แก่ แฟลกชิปสโตร์ มีพื้นที่ขนาดใหญ่สุด, เมก้า สโตร์, ร้านขนาดปกติ และร้านขนาดเล็ก พื้นที่ 150 ตารางเมตร เป็นโมเดลทดลองเน้นเข้าพื้นที่ชุมชน ลองเปิดสาขาแรกที่ตึกจี ทาวเวอร์ และกำลังศึกษาผลตอบรับอยู่

    ในปีนี้ได้ประกาศงบลงทุน 2,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศภายในปี 2570 แต่แผนในระยะสั้นต้องการขยายสาขาให้ครบทุกภูมิภาคก่อนในปี 2567 ตอนนี้ยังขาดสาขาที่ภาคเหนือ ในปีหน้าจะขยายสาขาอีก 10 สาขา

    BEAUTRIUM

    จิรวุฒิ โรจน์รัตนวลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด บอกว่า

    “ในสิ้นปีนี้ BEAUTRIUM มีสาขารวม 37 แห่ง ใน 10 จังหวัด ตั้งเป้าว่าปีหน้าจะเปิดสาขาให้ครบทุกภูมิภาค ก่อนที่จะขยายให้ครบทุกจังหวัดภายในปี 2570 ซึ่งพื้นที่ต่างจังหวัดมีโอกาสสูง คู่แข่งน้อยกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นร้านท้องถิ่นเจ้าใหญ่ที่อาจจะมีสินค้าไม่ครบ ตอนนี้พฤติกรรมของคนต่างจังหวัดไม่ต่างจากคนกรุงเทพฯ เท่าไหร่ มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ต้องการสินค้าเหมือนกับคนกรุง”

    อาณาจักรบิวตี้ 2,000 ล้าน

    ในปีนี้ BEAUTRIUM มีอายุครบ 12 ปี เมื่อถามถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของบริษัท สร้างการเติบโตแบบกก้าวกระโดดนั้น ต้องย้อนกลับไปปี 2561 ที่เริ่มขยายสาขาเยอะขึ้น และมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเติม ทำให้ยอดขายเริ่มเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ

    และเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมานี่เอง BEAUTRIUM มีรายได้แตะพันล้านครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มคลายล็อกดาวน์ และเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่หลังจากสถานการณ์ COVID-19

    BEAUTRIUM

    คาดว่าปีนี้จะมีรายได้แตะ 2,000 ล้านบาท มีการเติบโต 112% แบ่งสัดส่วนรายได้เป็น สกินแคร์ 37% เครื่องสำอาง 35% น้ำหอม 8% และอื่นๆ 20% โดยที่ลูกค้ามีการใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 800 บาท/บิล

    หลังจากที่ขยายสาขาในไทยได้ครอบคลุมแล้ว ตอนนี้ยังเริ่มศึกษาตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม เริ่มจากโซน CLMV และเอเชีย มีการศึกษาด้านกฎหมาย อ.ย. และสภาพธุรกิจแต่ละประเทศ ตอนนี้มองว่าประเทศเวียดนามน่าสนใจมากที่สุด เพราะมีหลายๆ อย่างใกล้เคียงประเทศไทย

    ]]>
    1451163
    Cute Press รีแบรนด์ครั้งใหญ่! ย้ำจุดยืน “อยู่เมืองร้อน..อยากสวยต้องได้สวย” ร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ https://positioningmag.com/1418751 Tue, 14 Feb 2023 04:00:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1418751

    ต้องบอกว่าในการทำการตลาดในปัจจุบัน การเข้าใจในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างทั้งทางกายภาพ และจิตใจ เราจึงได้เห็นหลายแบรนด์เริ่มทำการตลาดแบบ Personalize หรือเจาะตามความต้องการของแต่ละบุคคล

    ในตลาดบิวตี้ก็เช่นเดียวกัน ทั้งในกลุ่มของสกินแคร์ และเครื่องสำอาง ได้เริ่มเห็นทิศทางในการทำตลาดแบบปัจเจกบุคคลมากขึ้น เพราะหนุ่มๆ สาวๆ ทั่วโลกมีความแตกต่างกัน ภูมิประเทศ ภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพผิวของแต่ละคนอีกด้วย อย่างประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี ส่งผลทำให้หน้ามัน ผิวคล้ำ ถ้าเลือกสกินแคร์ หรือเครื่องสำอางไม่ตรงกับสภาพผิว ก็อาจจะทำให้ผิวพังไปเลยก็ได้

    สิ่งที่น่าสนใจในตลาดตอนนี้ก็คือ แบรนด์ Cute Press ที่หลายคนรู้จักกันอย่างดี ได้เข้าใจพฤติกรรมคนไทยที่ต้องเผชิญปัญหาผิวของคนเมืองร้อนได้อย่างดี ได้พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์กับสภาพอากาศเมืองร้อนโดยเฉพาะ

    Cute Press ได้ทำตลาดมากว่า 47 ปี มีความเข้าใจความต้องการของคนในเขตร้อนชื้นอย่างลึกซึ้ง จากประสบการณ์ทั้งในด้าน R&D และ Customer insight research จึงได้พัฒนาคิดค้นผลิตภัณฑ์สูตรเฉพาะที่ตอบโจทย์ Tropical Lifestyle เพื่อให้ทุกคนสามารถมีความสุขใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และสวยชนะสภาพอากาศร้อนชื้นได้ โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นเมคอัพ, สกินแคร์, บอดี้แคร์, น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถเอาชนะปัญหาผิวของคนเมืองร้อนได้จริง

    ในปีนี้ Cute Press ได้โอกาสรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Tropical Life is Beautiful” ประกาศจุดยืนเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่คิดค้นมาเพื่อคนเมืองร้อนโดยเฉพาะ มาพร้อมแอตติจูดสุดเริ่ด “อยู่เมืองร้อน อยากสวยต้องได้สวย” โดยปล่อยภาพยนตร์โฆษณาที่ encourage ให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตเริงร่าท้าเมืองร้อนเหนือจรดใต้ เพราะมีผลิตภัณฑ์ Cute Press เคียงข้างทุกคนให้สวยมั่นใจได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า

    โดยเนื้อหาภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้มีไอเดียแหวกแนวจากตลาดบิวตี้ ใช้โอกาสเปิดประเทศหลังสถานการณ์ COVID-19 และกระแสการท่องเที่ยวที่กำลังบูม เพื่ออวดของดีเมืองไทยเปรียบเทียบความสวยของผู้คน และความงามของเมืองร้อนเช่นเมืองไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต้องได้คนที่เข้าใจจริงๆ ถึงจะคิดค้นผลิตภัณฑ์ความงามที่ตอบโจทย์คนเมืองร้อนได้ โดยมีแบรนด์ Cute Press เป็นคำตอบสุดท้าย

    ไม่ว่าจะเป็นแป้งผสมรองพื้นที่สวยเป๊ะได้ทั้งวัน หรือ กันแดด Tone-up ที่ไม่ไหล ไม่มันเยิ้มต่อให้เผชิญสภาพอาการของเมืองไทย แม้แต่ Hair Mist ที่หอมชนะเลิศหน้าเตาปิ้งย่าง ไปจนถึงเซรั่มที่เนื้อบางเบาไม่เหนอะหนะติดหมอน แต่ยังฟื้นบำรุงผิวอย่างเข้มข้น ฯลฯ เรียกว่าเป็นการคิดค้นมาเพื่อคนเมืองร้อนโดยเฉพาะ บริโภคแบบครบลูป

    ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ที่ออกมาประกาศ Brand concept ใหม่ และยังวางแผนเดินหน้าบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นไม่ต่างจากบ้านเรา เรียกได้ว่าเป็น Beauty Solution สำหรับ Tropical Life

    ไม่ว่าอากาศร้อนจะเป็นอุปสรรคขนาดไหน Cute Press ก็พร้อมซัพพอร์ตให้ทุกคนมั่นใจและออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ด้วยความเชื่อที่ว่า “Tropical Life is Beautiful” “อยู่เมืองร้อน อยากสวยต้องได้สวย”

    ร่วมเอาใจช่วยและร่วมสนับสนุนแบรนด์ความงามคุณภาพของไทยสามารถติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมต่างๆของ Cute Press ได้ที่ Facebook Cute Press หรือชมโฆษณาฉบับเต็มที่


    ]]>
    1418751
    Estee Lauder เข้าเจรจาซื้อบริษัท Tom Ford คาดมูลค่าดีลอาจสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญ https://positioningmag.com/1394805 Wed, 03 Aug 2022 05:52:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1394805 ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเครื่องสำอาง “Estee Lauder” เข้าเจรจาซื้อกิจการแบรนด์ Tom Ford คาดการณ์มูลค่าดีลอาจสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงที่สุดที่บริษัทเคยลงทุนเพื่อเทกโอเวอร์ โดยบริษัทมีสัญญาลิขสิทธิ์การพัฒนาและจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มบิวตี้ของแบรนด์นี้มาตั้งแต่ปี 2005

    สำนักข่าว Wall Street Journal รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าววงในว่า Estee Lauder Companies กำลังเจรจาดีลเพื่อซื้อกิจการบริษัท Tom Ford อยู่ และมูลค่าดีลนี้อาจสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.08 แสนล้านบาท) ซึ่งมากที่สุดที่บริษัทเคยจ่ายในการซื้อกิจการใดๆ

    ย้อนประวัติความสัมพันธ์ของ Estee Lauder กับ Tom Ford ก่อนว่า ทั้งคู่มีสัญญาลิขสิทธิ์แบรนด์ Tom Ford ในกลุ่มบิวตี้ (รวมทั้งน้ำหอม สกินแคร์ เครื่องสำอาง) ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งทำให้ Estee Lauder เป็นผู้ร่วมพัฒนาสินค้าและเป็นผู้จัดจำหน่ายให้กับแบรนด์ Tom Ford ในกลุ่มธุรกิจบิวตี้มาตลอด ส่วนธุรกิจแฟชัน เช่น เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง เครื่องประดับ จะเป็นสิทธิของบริษัท Tom Ford ทั้งหมด

    สำหรับการเจรจาครั้งนี้จะเป็นการเปิดขายกิจการ Tom Ford ทั้งบริษัท โดยมีรายงานจาก Bloomberg ตั้งแต่เดือนก่อนว่า บริษัทเริ่มว่าจ้าง Goldman Sachs ให้เริ่มเจรจาการขาย

    จากการรายงานของแต่ละสื่อ ดีลครั้งนี้อาจจะออกมาได้ทั้งรูปแบบที่ให้ Estee Lauder ซื้อเฉพาะส่วนธุรกิจบิวตี้ที่ทำงานร่วมกันมาตลอด ส่วนธุรกิจแฟชันก็เปิดให้รายอื่นมาซื้อกิจการ หรือ Estee Lauder อาจจะซื้อทั้งบริษัท จากนั้นจึงทำสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์กลุ่มแฟชันแบรนด์ Tom Ford ให้กับบริษัทอื่นที่สนใจ เพราะบริษัทเครื่องสำอางรายนี้ไม่มีความถนัดในด้านธุรกิจแฟชัน

    Tom Ford Mens Autumn/Winter 2022

    แบรนด์ Tom Ford นั้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับลักชัวรีที่มีชื่อเสียง Tom Ford นั้นเป็นดีไซเนอร์อเมริกันที่เคยร่วมงานทั้งกับ Gucci และ Yves Saint Laurent เขาลาออกจากตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ที่ Gucci มาก่อตั้งแบรนด์ของตนเองเมื่อปี 2004 โดยเริ่มจากไลน์น้ำหอมและเครื่องสำอางก่อน มีน้ำหอมที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์คือ Tom Ford Black Orchid เปิดตัวเมื่อปี 2006 หลังจากนั้นแบรนด์จึงทยอยออกสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าแฟชัน

    ฝั่งบริษัท Estee Lauder นั้นเป็นยักษ์ธุรกิจเครื่องสำอาง มีมาร์เก็ตแคปถึง 96,000 ล้านเหรียญ (ประมาณ 3.47 ล้านล้านบาท) มีเครื่องสำอางและน้ำหอมแบรนด์ดังในเครือมากมาย เช่น La Mer, Bobbi Brown, Clinique, Aveda, Jo Malone

    ไลน์น้ำหอมขายดีของ Tom Ford

    ในช่วงที่ผ่านมา Estee Lauder พบว่าน้ำหอมและเครื่องสำอางระดับ “เพรสทีจ” คือธุรกิจที่ทำรายได้ให้บริษัทได้ดีที่สุด และแบรนด์ Tom Ford คือหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ของบริษัทที่สามารถทำยอดขายโตได้แบบ “ดับเบิลดิจิต” ในไตรมาสล่าสุด โดยแบรนด์นี้มีสินค้าหลักก็คือ “น้ำหอม” และมีสินค้ารองที่ทำยอดขายได้ดีเช่นกันคือกลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมความงามของผู้ชาย และสกินแคร์

    Estee Lauder มีการเทกโอเวอร์แบรนด์ต่างๆ ทั่วโลกอยู่เป็นระยะ ย้อนไปเมื่อปี 2019 บริษัทเข้าซื้อแบรนด์สกินแคร์ Dr Jart สัญชาติเกาหลีใต้ และปี 2021 ก็เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในแบรนด์ Deciem แบรนด์บิวตี้สัญชาติแคนาดา

    เมื่อเดือนมกราคม 2022 Tom Ford ยกเลิกงานแฟชันโชว์คอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วงที่มีกำหนดจัดขึ้นใน New York Fashion Week ปีนี้ โดยอ้างถึงเหตุการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ทำให้อาทิลิเยร์ ณ เมืองลอสแอนเจลิสและโรงงานผลิตที่อิตาลีปั่นป่วน คาดว่าไม่สามารถทำงานได้ทันเวลา ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2022 เขาก็ขอลงจากตำแหน่งหัวหน้าสมาพันธ์แฟชันดีไซเนอร์แห่งอเมริกา

    Source: Vogue Business, Forbes

    ]]>
    1394805
    Maybelline จะทยอยปิดสาขาหน้าร้านทั้งหมดใน “จีน” ลุยขายออนไลน์เท่านั้น https://positioningmag.com/1394332 Fri, 29 Jul 2022 06:36:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1394332 แบรนด์เครื่องสำอางตลาดแมส ‘Maybelline’ ในเครือบริษัท L’Oreal จะทยอยปิดสาขาหน้าร้านทั้งหมดใน “จีน” เพื่อมาลุยตลาดออนไลน์เท่านั้น ตามกระแสชาวจีนที่นิยมซื้อเครื่องสำอางผ่านอีคอมเมิร์ซ ด้านภาพรวมบริษัท แม้แบรนด์นี้จะเสียมาร์เก็ตแชร์ในจีน แต่ทั้งเครือ L’Oreal สามารถทำรายได้เติบโตสวนทางกับตลาดที่ซบเซาหลังเผชิญล็อกดาวน์

    Maybelline New York ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นจีน Blue Whale Finance ว่า บริษัทกำลังดำเนินตามแผน “ทรานสฟอร์มเชิงกลยุทธ์” ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2020 เพื่อให้เกิดการ “ประสานร่วมกันระหว่างช่องทางขายออนไลน์และออฟไลน์” ทำให้แบรนด์จะปิดหน้าร้านสาขาทั้งหมด ยกเว้นเคาน์เตอร์ขายจำนวนหนึ่งในร้าน Watsons ที่อาจจะเหลือผลิตภัณฑ์วางขายไม่มาก แต่จะเน้นการทำตลาดออนไลน์เป็นหลัก เป็นจุดที่ผู้บริโภคจะได้ช้อปสินค้าหลากหลายจากแบรนด์

    แบรนด์นี้เข้ามาทำตลาดจีนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1997 และเริ่มปรับเปลี่ยนช่องทางขายตั้งแต่ปี 2018 โดยเริ่มถอนตัวจากช่องทางในไฮเปอร์มาร์เก็ต เช่น Walmart, Carrefour และปี 2020 เริ่มปิดเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า หันมามุ่งเน้นเคาน์เตอร์และหน้าร้านเฉพาะของแบรนด์ในศูนย์การค้าและแหล่งช้อปปิ้งแทน

    การตัดสินใจของ Maybelline ไม่แน่ใจว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะตั้งแต่เริ่มปิดช่องทางขายหน้าร้าน Qianzhan Industry Research Institute พบว่า ในปี 2021 แบรนด์มีมาร์เก็ตแชร์ต่ำลงเหลือ 4.9% เทียบกับปี 2018 ที่มี 5.8% ทั้งนี้ Statista ระบุว่าปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางจีนมีมูลค่าราว 6.75 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.44 ล้านล้านบาท)

    Maybelline ถือเป็นแบรนด์ตะวันตกเจ้าแรกๆ ที่เดินตามเทรนด์การขายออนไลน์ในจีนได้ทัน โดยมีความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์จีน 50 คนในการไลฟ์สตรีมขายเครื่องสำอางประเภทลิปสติกตั้งแต่ปี 2016 ในครั้งแรกที่เปิดแคมเปญนี้ แบรนด์สามารถขายลิปสติกได้ 10,000 แท่งภายใน 2 ชั่วโมง

    Carita Paris แบรนด์สกินแคร์ที่ L’Oreal ผลักดันเปิดตลาดจีนล่าสุด

    Statista ยังพบสถิติด้วยว่า ชาวจีนมีอัตราการซื้อเครื่องสำอางออนไลน์สูงมาก เมื่อปี 2018 สัดส่วนการซื้อเครื่องสำอางจากช่องทางออนไลน์มีถึง 74% และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 80% ในปี 2024

    ถึงแม้ว่าแบรนด์ Maybelline จะดูเหมือนครองมาร์เก็ตแชร์ต่ำลง แต่ภาพรวมบริษัท L’Oreal ยังคงไปได้ดีในจีน โดยการประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2/2022 บริษัทระบุว่า รายได้ในจีนเติบโต 13% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งทำได้ดีกว่าตลาดซึ่งติดลบ -6% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากจีนมีการล็อกดาวน์เมืองใหญ่หลายเมืองตามนโยบาย Zero Covid มาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ซึ่ง L’Oreal มองว่าบริษัทยังคงทำรายได้เติบโตสวนทางตลาดเพราะการดันเรื่อง “อีคอมเมิร์ซ” มาต่อเนื่อง

    แบรนด์ Maybelline อาจจะลดหน้าร้านออฟไลน์ลง แต่ L’Oreal เพิ่งเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ในจีนไปเมื่อปี 2021 คือ “Carita Paris” เป็นแบรนด์สกินแคร์ระดับลักชัวรี และเริ่มเปิดเคาน์เตอร์สองแห่งแรกแล้วที่กรุงปักกิ่งและเมืองนานจิง

    Source: Inside Retail, TheBL, Reuters

    ]]>
    1394332
    ทำไม “ศรีจันทร์” ต้องบุกตลาดสกินแคร์ ทั้งที่คู่แข่งมหาศาล? https://positioningmag.com/1392440 Wed, 13 Jul 2022 14:39:20 +0000 https://positioningmag.com/?p=1392440 ศรีจันทร์ทำตลาดมา 74 ปี ฮีโร่โปรดักส์คือ “แป้ง” แต่ก่อนอาจจะคุ้นเคยจาก “ผงหอมศรีจันทร์” แต่ภายหลังการรีแบรนด์ ได้พัฒนาเป็นกลุ่มแป้งฝุ่น แป้งอัดแข็ง เรียกว่าถูกจริตสาวไทย สาวเอเชียที่ต้องเจออากาศร้อนอยู่ตลอด นอกจากแป้งแล้วได้มีสินค้าใหม่ๆ อยู่ตลอด แต่ก็ยังอยู่ในกลุ่มเครื่องสำอาง

    แต่เมื่อมีคำที่บอกว่าคนเราต้องสวยจากทั้งภายในและภายนอก ทำให้ศรีจันทร์ต้องตัดสินใจดูแลความสวยของคนไทยตั้งแต่ภายใน ไม่ได้สวยแค่จากเครื่องสำอางอย่างเดียว จึงตัดสินใจบุกตลาด “สกินแคร์” อย่างเต็มตัวเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2564 เปิดตัว SRICHAND Skin Moisture Burst สกินแคร์บำรุงผิวหน้าซีรีส์แรกในกลุ่ม Hydration หรือสร้างความชุ่มชื่นให้ผิว

    ล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2565 ได้เปิดตัวซีรีส์ใหม่ SRICHAND Super C Brightening Intense Serum เป็นกลุ่มสร้างความกระจ่างใส หลังจากที่ให้ซีรีส์แรกนำร่องทดลองตลาดไป อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ศรีจันทร์ต้องลงมาเล่นตลาดนี้ หลังจากที่ตัวเองอยู่ในตลาดเครื่องสำอางมา 74 ปี

    เม็ดเงิน “สกินแคร์” มหาศาล

    อย่างแรกเลย การทำธุรกิจย่อมต้องการ “ส่วนแบ่งการตลาด” ที่มากขึ้น นำพามาซึ่งรายได้ที่มากขึ้นเช่นกัน

    ในประเทศไทยตลาดความงามปี 2564 มีมูลค่ารวมประมาณ 144,700 ล้านบาท ในภาพรวมทั้งหมดนี้ ตลาดสกินแคร์ยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดประมาณ 57% ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ในขณะที่กลุ่มเครื่องสำอางที่ศรีจันทร์ทำตลาดเป็นหลักมีสัดส่วนอยู่ที่ 15% เท่านั้น

    นั่นหมายความว่าโอกาสของตลาดสกินแคร์มีอยู่มากมายมหาศาล แต่แน่นอนว่าคู่แข่งก็มหาศาลเช่นกัน ทั้งแบรนด์ไทย และแบรนด์ต่างชาติ

    รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เริ่มเล่าว่า

    “ศรีจันทร์ใช้เวลาพัฒนาสกินแคร์ประมาณ 2 ปี จะใช้เวลานานกว่ากลุ่มเครื่องสำอาง เพราะต้องทดสอบหลายรอบ เปลี่ยนสูตรจนกว่าจะพอใจ แต่ข้อได้เปรียบของแบรนด์อยู่ที่ทำตลาดมานาน ใกล้ชิดกับลูกค้า รู้จักลูกค้าดีว่าต้องการแบบไหน ราคาเท่าไหร่ ทำการบ้านมานาน ค่อนข้างมั่นใจในการทำตลาดสกินแคร์”

    คนไทย “อยากขาว”

    ไม่แปลกที่ครีมกวน ครีมกระปุก ที่ขายในอินเทอร์เน็ตจะขายดี เพราะโฆษณาว่าใช้แล้วขาวออร่า ต้องบอกว่าคนไทยยังคลั่งขาวอย่างมาก…

    การระบาดของ COVID-19 เป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ เครื่องสำอางเองก็ติดลบอยู่นาน กว่าจะฟื้นตัวได้ แต่กลุ่มของสกินแคร์ไม่ได้กระทบเท่าไหร่นัก เพราะผู้บริโภคยังบำรุงผิวหน้าอยู่ ทุกคนไม่ได้เครื่องสำอาง แต่ต้องใช้สกินแคร์

    ยิ่งเมืองไทยเป็นเมืองร้อน มีมลภาวะสูง สาวๆ ไทยจะกลัวผิวหมองคล้ำมาก ยังมีค่านิยมต้องการอยากมีผิวขาวอยู่ ทำให้สกินแคร์กลุ่ม Whitening ยังขายดี

    ในตลาดสกินแคร์นั้นแบ่งเป็น 4 เซ็กเมนต์ใหญ่ๆ ด้วยกัน Whitening หรือผิวกระจ่างใสมีสัดส่วนใหญ่สุด 40% รองลงมาก็คือกลุ่ม ให้ความชุ่มชื่น, ลดเลือนริ้วรอย และผิวแพ้ง่าย ก่อนหน้านี้ศรีจันทร์ได้ออกสกินแคร์กลุ่มให้ความชุ่มชื่นไปแล้ว งานนี้ถึงเวลากลุ่มนางเอกอย่าง Whitening

    “ตลาดสกินแคร์ใหญ่มาก ยังมีพื้นที่ให้เล่นอีกมาก ในช่วง COVID-19 ไม่ค่อยกระทบเท่าไหร่ เพราะคนยังต้องดูแลผิวหน้า กลุ่ม Whitening คนยังให้ความสนใจเยอะที่สุด เพราะคนไทยกลัวหน้าหมองคล้ำ อยากผิวขาว ยังไม่ Sensitive กับคำนี้เท่าไหร่ เมื่อไหร่มีเทรนด์เหมือนในระดับโลกที่กังวลเรื่องเหยียดสีผิว เราจะเริ่มเปลี่ยนเอาคำว่า Whitening ออก มีการมอนิเตอร์ตลอด”

    ต้องขยายฐานลูกค้า เป็น Beauty Solution

    ศรีจันทร์เริ่มตั้งต้นสินค้าจากผงหอมศรีจันทร์ จากนั้นก็เป็นแป้ง ไปจนถึงแป้งรองพื้นต่างๆ จากนั้นเริ่มขยายไปยังไลน์อื่นๆ ครีมกันแดด เครื่องสำอางสี การที่จะขยายฐานลูกค้าเพิ่มได้นั้น ต้องขยายกลุ่มสินค้า เป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจ

    “พอเราทำสินค้าที่หลากหลาย จากแป้งมาเครื่องสำอาง แบรนด์เริ่มมีความเชื่อ มีลูกค้าที่มีความเชื่อเหมือนกัน ศรีจันทร์ก็เลยจะเปลี่ยนจากแบรนด์เครื่องสำอางเป็น Beauty Solution ครอบคลุมทุกอย่างของความงาม จึงต้องออกสกินแคร์ ทำให้แบรนด์มีมิติมากขึ้น ได้คุยกับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ซึ่งบางคนไม่ได้ใช้แป้ง หรือรองพื้น แต่ให้เขาใช้สกินแคร์ได้”

    แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าตลาดสกินแคร์มีการแข่งขันดุเดือดมาก มีหลายแบรนด์ในตลาด อีกทั้งยังมีแบรนด์จากต่างประเทศ เคาน์เตอร์แบรนด์พร้อมจะชิงเงินจากกระเป๋าผู้บริโภค รวิศบอกว่าตลาดบิวตี้การแข่งขันสูงมากก็จริง แต่ต้องเข้าใจลูกค้า ต้องมีทาร์เก็ตชัด ดูว่าคนที่สนใจศรีจันทร์จะประมาณไหน จะโฟกัสกลุ่มนี้ พยายามเจาะว่ามีความต้องการอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น บางกลุ่มต้องการผลเร็ว ต้องทำให้ตรงกับความต้องการของเขา

    นอกจากสกินแคร์แล้วศรีจันทร์เองยังทรานส์ฟอร์มตัวเองมากกว่านั้น ก่อนหน้านี้ได้ออกสินค้าใหม่ๆ เป็นไอเทมเสริมที่เกี่ยวข้องกับความงาม ได้แก่ สำลี รวมไปถึงแป้งทาผม เพื่อลดความมันบนผม เป็นการจับ Pain Point ของผู้บริโภคที่ผมมัน หรือไปทานอาหารแล้วกลิ่นอาหารติดผมได้ด้วย

    “ลูกค้าศรีจันทร์ให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่า ผลที่ได้กับเงินที่จ่ายต้องคุ้มค่า ตอนนี้ฐานลูกค้าของแบรนด์กว้างมาก วัยไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความเชื่อว่าอยากได้ของแบบนั้นรึเปล่า”

    รวิศมองว่าในปีนี้รายได้น่าจะกลับมาโตได้ 2 หลัก อาจจะนิวไฮด้วยซ้ำ เพราะแนวโน้มค่อนข้างดี มองสัดส่วนรายได้ของศรีจันทร์แบ่งเป็นสกินแคร์ 50% และเครื่องสำอาง 50%

    ]]>
    1392440