“กฤษณ์ เตชะสัมมา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริจิ้น เนชั่นวายด์ จำกัด บริษัทผู้พัฒนาโครงการต่างจังหวัดในเครือออริจิ้น (ORI) แถลงเปิดแผนเมกะโปรเจ็กต์ “ออริจิ้น รีสอร์ต เวิลด์” 2 ทำเลที่ “ภูเก็ต” และ “เขาใหญ่” มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท
โดยออริจิ้น รีสอร์ต เวิลด์ ภูเก็ต เป็นโครงการมิกซ์ยูสมูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท บนที่ดินขนาด 25 ไร่ ติดหาดบางเทา ภายในแบ่งเป็น 5 ส่วน ได้แก่
1.”โซ ออริจิ้น บางเทา บีช” คอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวน 545 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท
2.”บัลโค บางเทา” พูลวิลล่าบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว จำนวน 35 หลัง ราคาเริ่มต้น 32 ล้านบาท
3.โรงแรมระดับ 5 ดาว (อยู่ระหว่างพิจารณาเชนโรงแรม) ประมาณ 200 ห้อง
4.คอนโดฯ ที่จะเป็น Branded Residence (อยู่ระหว่างออกแบบและพิจารณาเชนโรงแรม)
5.บีชคลับ “Tichuca Phuket” คลับดังจากทองหล่อ มาเปิดริมชายหาดที่นี่เพื่อเป็นแม่เหล็กให้กับโครงการ
สำหรับโซ ออริจิ้น บางเทา บีช จะเปิดขายวันที่ 20 มกราคมนี้ ขณะที่บัลโคมีกำหนดเริ่มขายภายในปี 2567 ส่วนอื่นๆ ในโครงการจะทยอยเปิดตัวในปีต่อๆ ไป โดยคาดว่าทั้งโครงการออริจิ้น รีสอร์ต เวิลด์ ภูเก็ต จะแล้วเสร็จภายในปี 2570
กฤษณ์ให้ข้อมูลว่าตลาดภูเก็ตเป็นตลาดที่กำลังเติบโตร้อนแรงมาก โดยช่วงครึ่งปีแรก 2566 ยอดขายคอนโดฯ ภูเก็ตโตถึง 97.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ส่วนตลาดวิลล่าก็เติบโตได้ 29% จากกระแสความต้องการของชาวต่างชาติ
โครงการออริจิ้น รีสอร์ต เวิลด์ ภูเก็ตเองตั้งเป้าสอดคล้องกับตลาด จากทำเลโครงการตั้งอยู่ช่วงหาดบางเทาซึ่งเป็นทำเลที่ต่างชาตินิยมโดยเฉพาะกลุ่มรัสเซีย เพราะเป็นหน้าหาดฝั่งพระอาทิตย์ตกและเจริญมานานจากสนามกอล์ฟ ลากูน่า ภูเก็ต มีแหล่งร้านอาหารและแฮงเอาต์ระดับไฮเอนด์มากมาย ทำให้โครงการนี้หวังเป้าหมายยอดขาย 70% มาจากกลุ่มต่างชาติ และ 30% จากชาวไทย
ส่วนใหญ่ผู้ซื้อน่าจะเน้นการลงทุนผสมผสานกับการซื้อเพื่อเป็นบ้านตากอากาศแบบ Long Stay จากโอกาสด้านการท่องเที่ยวที่กำลังเป็นขาขึ้นของภูเก็ต เชื่อว่าน่าจะมีนักลงทุนสนใจสูง
นอกจากมิกซ์ยูสแรกที่หาดบางเทา กฤษณ์บอกด้วยว่าออริจิ้นจะโหมลงทุนในภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง โดยมีที่ดินสำหรับพัฒนามิกซ์ยูสขนาดใหญ่อีก 2 ทำเลที่ “เชิงทะเล” ขนาดที่ดินประมาณ 20 ไร่ และ “หาดกะตะ” ขนาดที่ดินมากกว่า 10 ไร่ รวมถึงมีที่ดินขึ้นโครงการเดี่ยวได้อีก 2 แห่งในย่านกะทู้และย่านตัวเมืองภูเก็ต
ออริจิ้นมีความมั่นใจในตลาดภูเก็ตสูงมากทั้งจากสถิติรวมของทั้งตลาดที่เติบโตขึ้น และจากประสบการณ์ล่าสุดเมื่อปี 2566 บริษัทเปิดตัว “ดิ ออริจิ้น เซ็นเตอร์ ภูเก็ต” คอนโดฯ ที่มีกว่า 700 ยูนิตแต่สามารถขายหมด (sold out) ได้ใน 6 สัปดาห์
ส่วนอีกหนึ่งทำเล ออริจิ้น รีสอร์ต เวิลด์ เขาใหญ่ เป็นโครงการมิกซ์ยูสเช่นกันโดยร่วมทุนกับ บริษัท เอเชี่ยน ซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการรวม 3,000 ล้านบาท บนที่ดินขนาด 40 ไร่ ตั้งอยู่ช่วงต้นถนนธนะรัชต์ ภายในประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่
1.พูลวิลล่า Branded Residence บ้านเดี่ยวจำนวน 19 หลัง ราคาเริ่มต้น 19 ล้านบาท
2.คอนโดฯ Branded Residence จำนวน 405 ยูนิต ราคาเริ่ม 3.99 ล้านบาท
3.โรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน 191 ห้อง
4.ศูนย์บริการด้านเวลเนส
“ประเสริฐกุล เจริญทวีมงคล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริจิ้น เนชั่นวายด์ จำกัด แย้มว่าขณะนี้บริษัทใกล้ปิดดีลกับ “กลุ่มดุสิตธานี” เพื่อมาเป็นเชนบริหารโรงแรมและ Branded Residence ทั้งส่วนคอนโดฯ และพูลวิลล่า คาดว่าจะสรุปรายละเอียดและเริ่มเปิดพรีเซลส่วนที่พักอาศัยได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567
หากประกาศและเริ่มเปิดจองอย่างเป็นทางการ นับได้ว่าโครงการนี้จะเป็นบ้านพักตากอากาศแห่งที่ 2 บนเขาใหญ่ที่เป็น Branded Residence ใช้เชนโรงแรมระดับสากลเข้ามาบริหาร ต่อจากบันยันทรี เรสซิเดนซ์ เครสตัน ฮิลล์ เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในแผนของ “ออริจิ้น เนชั่นวายด์” ที่ปี 2567 นี้จะมีการเปิดตัวที่พักอาศัยเพื่อขายรวมทั้งหมด 15 โครงการ ขยายหาดีมานด์จากต่างจังหวัดมาเติมเต็มรายได้ให้พอร์ตของบริษัทแม่
]]>“ประกายเพชร มีชูสาร” หัวหน้าแผนกซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต “CBRE ประเทศไทย” บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดข้อมูลการขายที่พักตากอากาศประเภทคอนโดมิเนียมใน “ภูเก็ต” แค่เพียงช่วงครึ่งปีแรก 2566 มียอดขายรวม 1,486 ยูนิต สูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และเมื่อเทียบกับสถิติตลอดทั้งปี 2565 คอนโดฯ ในภูเก็ตมียอดขาย 1,267 ยูนิต เห็นได้ว่าปีนี้แค่เพียงครึ่งปีแรกยอดขายคอนโดฯ ภูเก็ตได้วิ่งแซงยอดขายทั้งปีของปีก่อนไปแล้ว
ด้านการเปิดตัวคอนโดฯ ใหม่ CBRE ระบุว่าในช่วงครึ่งปีแรก 2566 มีการเปิดตัวใหม่เพียง 364 ยูนิต แต่คาดว่ารวมทั้งปี 2566 นี้จะมีการเปิดตัวคอนโดฯ ใหม่ในภูเก็ตถึง 3,000 ยูนิต มากกว่าปีก่อน 8.9% และมากกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (2561-65) ถึง 2.03 เท่าตัว
สำหรับลูกค้าที่สนใจซื้อคอนโดฯ ภูเก็ต CBRE พบว่า 50% เป็นชาวไทย และ 50% เป็นชาวต่างชาติ โดยชาติที่นิยมซื้อมากที่สุดคือ รัสเซีย จีน และ อังกฤษ อย่างไรก็ตาม มีชาติที่แสดงความสนใจเข้ามามากขึ้นในระยะหลัง คือ กลุ่มตะวันออกกลาง และ อินเดีย เชื่อว่ากลุ่มสัญชาติเหล่านี้ก็จะยังคงเป็นลูกค้าหลักต่อไปในปี 2567
ส่วนวัตถุประสงค์การซื้อคอนโดฯ ในภูเก็ตของลูกค้า 79% ต้องการซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า และ 21% ซื้อเป็นบ้านพักตากอากาศหรือบ้านหลังที่ 2 ของตนเอง
ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนชื่นชอบภูเก็ต เนื่องจากเล็งเห็นความพร้อมในตลาดภูเก็ตจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รองรับนักท่องเที่ยวถึง 18 ล้านคนต่อปี และปัจจุบันภูเก็ตมีชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย (expat) มากเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ รวมถึงภูเก็ตยังมีแนวโน้มที่จะขยายโครงสร้างพื้นฐานอีกมากเพื่อรองรับการอยู่อาศัยและเดินทาง เช่น ทางด่วนสายใหม่กะทู้-ป่าตอง การขยายท่าอากาศยานภูเก็ตระยะที่ 2 ที่มีกำหนดสร้างเสร็จภายในปี 2571
นอกจากนี้ ในแง่ของผลตอบแทนการลงทุนและการจัดการปล่อยเช่ายังจัดอยู่ในเกณฑ์ดี CBRE ให้ข้อมูลว่าผลตอบแทนการปล่อยเช่าคอนโดฯ ระดับลักชัวรีในภูเก็ตช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ 6-8% ต่อปี และภูเก็ตยังเป็นตลาดที่มีบริการช่วยเหลือบริหารการปล่อยเช่าที่สะดวก ผู้ซื้อสามารถไว้วางใจได้ รวมถึงมีตัวเลือกกลุ่ม ‘Branded Residence’ จากเครือโรงแรมระดับโลกให้เลือกด้วย ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกค้านักลงทุนมองหา
ด้านทำเลที่ลูกค้ามักจะมองหา CBRE ระบุว่าเป็น “หาดบางเทา-หาดลายัน” เพราะถือเป็นหนึ่งในหาดที่สวยที่สุดของภูเก็ต เป็นชายหาดยาวอันดับ 2 ของเกาะ
หาดบางเทาและหาดลายันยังตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่าหาดตะวันตกตอนกลางเกาะ ซึ่งเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ในภูเก็ตได้สะดวก เช่น ขึ้นเหนือไปยังสนามบินภูเก็ต หรือไปทางตะวันออกเพื่อเข้าตัวเมืองภูเก็ต เข้าสู่เขตย่านห้างสรรพสินค้า ย่านธุรกิจ ได้โดยง่าย
ประกายเพชรแห่ง CBRE สรุปว่าปี 2567 น่าจะยังเป็นปีที่คอนโดฯ ระดับลักชัวรีในภูเก็ตทำยอดขายได้ดีต่อเนื่อง และถ้าหากการท่องเที่ยวในภูเก็ตฟื้นตัวยิ่งขึ้น มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นก็จะยิ่งส่งผลดีต่ออสังหาฯ ประเภทที่พักตากอากาศในภูเก็ต
]]>“ดิฐวัฒน์ อิสสระ” กรรมการ บริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนซ์ จำกัด เปิดรายละเอียดพูลวิลล่า “The Sky Series” 4 หลังสุดท้ายที่จะเปิดขายในโครงการศรีพันวา ภูเก็ต ตั้งอยู่บนที่ดิน 2 ไร่ หันหน้าฝั่งพระอาทิตย์ตก มูลค่าโครงการรวม 1,000 ล้านบาท
พูลวิลล่าส่วนนี้จะเป็น วิลล่า 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 1,200 ตร.ม. ราคาเริ่ม 250 ล้านบาท ด้านในมี 5 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ 2 สระว่ายน้ำ พร้อมลิฟต์ส่วนตัวทุกหลัง และมีฟังก์ชันพิเศษคือ “Sky Deck” บนดาดฟ้า สำหรับนั่งพักผ่อนชมวิวและปาร์ตี้ได้ โดยได้แรงบันดาลใจจาก “Baba Nest” รูฟท็อปบาร์ของโรงแรมศรีพันวาที่ถือเป็นบาร์วิวสวยระดับโลก
ดิฐวัฒน์กล่าวว่า ที่ดินผืนนี้ถือเป็นผืนสุดท้ายในโครงการศรีพันวาที่จะเปิดขายในส่วนที่พักอาศัย ส่วนที่ดินที่เหลืออีกประมาณ 5-7 ไร่จะอยู่ในโซนโรงแรม ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาเป็นฟังก์ชันส่วนเวลเนสของโรงแรมต่อไปในอนาคต
ด้านตลาดวิลล่าในภูเก็ต ดิฐวัฒน์ให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2556-2566 ตลาดนี้ถือว่าเป็นเทรนด์ขาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะสะดุดไปบ้างในปี 2562 ซึ่งเริ่มมีการระบาดของโควิด-19 แต่หลังจากนั้นตลาดกลับเป็นขาขึ้นอีก เนื่องจากต่างชาติยังเชื่อมั่นในภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองที่มีคนมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 14 ของโลก
เมื่อปี 2565 ตลาดวิลล่าในภูเก็ตมีอัตราการขายแตะ 82% และครึ่งปีแรกปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 85% โดยขายไปได้ 251 หลัง ถือว่าเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ขายดีมาก
ทั้งนี้ หากแยกตลาดวิลล่าในภูเก็ตตามระดับราคา กลุ่มราคาที่มีการขายมากที่สุดคือกลุ่มระดับกลางราคา 15-35 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 67% ของตลาด
อย่างไรก็ตาม วิลล่าของ “ศรีพันวา” จัดอยู่ในกลุ่มระดับลักชัวรี ราคา 90 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีซัพพลายน้อย คิดเป็นสัดส่วนการขายเพียง 7%ในตลาด
ดิฐวัฒน์กล่าวต่อว่า ตลาดซูเปอร์วิลล่าขนาด 1,000 ตร.ม.ขึ้นไปในแต่ละปีจะมีการเปิดตัวใหม่ราว 5-10 หลังเท่านั้น และลูกค้ามักจะสนใจวิลล่าที่เป็น Branded Residence เพื่อให้มีเชนโรงแรมบริหารจัดการบำรุงรักษา และสามารถปล่อยเช่ากับโรงแรมเพื่อเป็นรายได้เมื่อเจ้าของไม่ได้เข้าพัก ซึ่งทำให้วิลล่าของศรีพันวาได้เปรียบในจุดนี้
ตลอด 20 ปีที่ศรีพันวาเริ่มเปิดโครงการ มีการขายวิลล่าไปแล้ว 22 หลัง ซึ่งเจ้าของมีกว่า 10 สัญชาติทั่วโลก จึงเชื่อว่าวิลล่า “The Sky Series” 4 หลังสุดท้ายนี้น่าจะได้รับการตอบรับจากต่างชาติเช่นกัน คาดว่าจะปิดการขายได้ 2 หลังภายในปี 2567 และอีก 2 หลังในช่วงที่วิลล่าสร้างเสร็จไตรมาส 4 ปี 2568
หลังจากพัฒนาที่ดินแปลงนี้จนหมดแล้ว ดิฐวัฒน์กล่าวว่าปี 2567 บริษัทจะเริ่มพัฒนาที่ดินแปลงใหม่บนเกาะภูเก็ต ขณะนี้ใกล้จะปิดดีลจัดซื้อที่ดินให้เรียบร้อย
โดยที่ดินแปลงนี้จะอยู่ในทำเลที่แตกต่างจากเดิม เป็นทำเลใกล้เมืองมากขึ้นแต่ยังเห็นวิวทะเลได้ แต่จะยังใช้แบรนด์ “ศรีพันวา” เช่นเดิมเพราะเป็นโครงการมิกซ์ยูสโรงแรมและวิลล่าระดับไฮเอนด์ และเชื่อว่าแบรนด์ศรีพันวามีคุณค่าที่จะพัฒนาขยายโลเคชั่นได้อีก
ขณะที่โครงการ “บาบา บีช คลับ นาใต้ ภูเก็ต” ก็ยังมีที่ดินเหลืออยู่อีกประมาณ 20 ไร่ที่พัฒนาได้ แต่เนื่องจากทำเลหาดนาใต้ซึ่งเป็นโซนที่ข้ามไป จ.พังงา แล้ว ยังต้องรอการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวให้มากกว่านี้ก่อน รวมถึงรอข้อสรุปด้านกฎหมายผังเมืองในพื้นที่ด้วย ทำให้ปีหน้าน่าจะยังไม่ใช่จังหวะการพัฒนาเพิ่มเติม
แผนการพัฒนาของ “ชาญอิสสระ” ปี 2567 จึงต้องจับตาการพัฒนาที่ดินผืนใหม่ในจ.ภูเก็ตที่จะเป็นศรีพันวาทำเลใหม่ และอีกหนึ่งโครงการในกรุงเทพฯ ที่เตรียมจะพัฒนาบ้านเดี่ยวระดับอัลตราลักชัวรี ทำเลวงแหวน–พระราม 9 อีกด้วย
]]>“วงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ประกาศเปิดเฟส 2 ต่อเนื่องของโครงการ “เบลล่า เดล มอนเต้” ในชื่อ “เบลล่า เดล มอนเต้ ครีก วัลเลย์”
เฟสนี้จะเปิดขายบ้านเดี่ยวรวม 24 ยูนิต มีการเพิ่มภูมิทัศน์ในลักษณะ “ครีก” หรือลำธารที่ไหลจากร่องเขา และเพิ่มแบบบ้านไซส์เล็กให้เลือก ราคาเริ่มที่ 28 ล้านบาท ไปจนถึงระดับคฤหาสน์ราคา 159 ล้านบาท มูลค่าโครงการเฟส 2 รวม 1,600 ล้านบาท เปิดขายอย่างเป็นทางการวันที่ 2-4 ธันวาคม 2566
โครงการ เบลล่า เดล มอนเต้ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2564 เป็นโครงการบ้านพักตากอากาศในเขาใหญ่ ออกแบบภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรมด้วยแรงบันดาลใจจาก “Lake Como” ประเทศอิตาลี และเป็นบ้านแบบพูลวิลล่าทั้งหมด โดยเฟส 1 ของโครงการแบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 30 ยูนิต และเปิดราคาเริ่ม 29.9 ล้านบาท (ราคาขณะนั้น) มูลค่าโครงการเฟส 1 รวม 1,500 ล้านบาท
แม้จะเปิดตัวท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 แต่วงศกรณ์ระบุว่า โครงการเบลล่า เดล มอนเต้เฟส 1 กลับขายดีสวนทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ เนื่องจากกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก และมองว่าในวิกฤตเป็นโอกาสที่จะซื้อสินทรัพย์ในราคาดี ทำให้ภายในเวลา 2 ปี เฟส 1 ของโครงการเหลือขายเพียง 500 ล้านบาทเท่านั้น
วงศกรณ์กล่าวว่า บริษัทมีการสำรวจความเห็นของลูกค้าพบว่า กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งมักจะเลือกซื้อบ้านหลังที่ 2 ที่เป็นบ้านพักตากอากาศในทำเลชายทะเลก่อน ส่วนบ้านหลังที่ 3 มักจะเลือกทำเลภูเขา
ในทำเลบ้านพักตากอากาศบนเขา จุดที่ถือว่าเป็นทำเลยอดฮิตของทุกคนคือ “เขาใหญ่” รองลงมาคือ “เชียงใหม่” ส่วนทำเลอื่นๆ จะเป็นบริเวณกาญจนบุรีและราชบุรี
เหตุที่เขาใหญ่เป็นที่ต้องการมากกว่าเชียงใหม่ เกิดจากระยะเดินทางที่ใกล้กว่า สามารถขับรถมาพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์ได้ และเป็นพื้นที่ที่ดีเวลอปเปอร์มีการพัฒนาไปมาก หลายโครงการออกแบบบรรยากาศแบบยุโรปที่ให้ความสวยงามและลักชัวรี
อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านพักตากอากาศในเขาใหญ่ส่วนใหญ่จะแข่งขันกันในช่วงราคา 10-30 ล้านบาทต่อหลังเป็นหลัก ในกลุ่มบ้านระดับราคา 30 ล้านบาทขึ้นไปมีค่อนข้างน้อย โดยจะมีโครงการดังอยู่เพียง 2 แห่งที่พัฒนามานานก่อนหน้านี้คือ “ทอสกานา วัลเลย์” กับ “สวอนเลค เขาใหญ่”
ทำให้พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคมองว่ากลุ่มราคานี้คือ “บลูโอเชียน” และสามารถสร้างความแตกต่างในตลาดได้ ด้วยขนาดโครงการเล็กกว่าและเป็นโครงการปิด ทำให้เป็นส่วนตัวมากกว่าสำหรับลูกบ้าน
ด้านราคาที่ดินเบลล่า เดล มอนเต้นั้นเพอร์เฟคจัดซื้อเข้ามาเมื่อปี 2560 เป็นแปลงที่ดินใหญ่ 180 ไร่ ซื้อมาในราคา 2 ล้านบาทต่อไร่ แต่ปัจจุบันราคาที่ดินบริเวณนี้ (ไม่ติดถนนธนะรัชต์) ราคาพุ่งไปถึง 10 ล้านบาทต่อไร่ หรือขึ้นมาแล้ว 5 เท่า แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่าที่ดินทำเลทองติดถนนธนะรัชต์ที่ปรับราคาไปถึง 15-20 ล้านบาทต่อไร่
วงศกรณ์กล่าวว่า ที่ดินเขาใหญ่จึงเทียบได้กับถนนกรุงเทพกรีฑาของกรุงเทพฯ แม้จะอยู่ในต่างจังหวัดแต่ราคาค่อนข้างสูงและปรับขึ้นทุกปี
ทำให้ราคาที่ดินและบ้านในโครงการเบลล่า เดล มอนเต้เฟส 2 ปรับขึ้นมาประมาณ 20% เมื่อเทียบโปรดักส์เดียวกันกับบ้านเฟส 1 เนื่องจากเป็นการปรับตามราคาตลาด
อย่างไรก็ตาม บริษัทก็มีการออกแบบบ้านใหม่ไซส์เล็กลงด้วยในชื่อแบบบ้าน “Amanti” เป็นบ้าน 2 ชั้นพื้นที่ใช้สอย 300 ตร.ม. ราคา 28 ล้านบาท เป็นการปรับแบบบ้านให้ทำแพ็กเกจราคาลดลง และมีไซส์ที่เหมาะกับกลุ่ม “DINK-Double Income No Kids” คู่แต่งงานที่มีรายได้สองทางแต่ไม่มีลูก ซึ่งต้องการบ้านหลังเล็กโรแมนติกสำหรับไลฟ์สไตล์คู่รักมากกว่า
ที่ดิน 180 ไร่ของเพอร์เฟคนั้นยังเหลือเฟสพัฒนาเพิ่มได้อีกประมาณ 2 เฟส ซึ่งต้องรอติดตามว่าจะเป็นโครงการลักษณะใดต่อไป
ช่วงหลังผ่านโควิด-19 ทำเล “เขาใหญ่” นับว่าเป็นทำเลที่น่าจับตาของโครงการพักผ่อนตากอากาศ วัดได้จากการเข้ามาทำตลาดของ “เชนใหญ่” จากต่างประเทศ เริ่มจากโรงแรม “อินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่” โรงแรมเชนระดับโลกแห่งแรกที่เข้ามาปักหมุดเมื่อปี 2565 ตามด้วยโครงการ “บันยันทรี เรสซิเดนซ์ เครสตัน ฮิลล์” ที่เป็นโครงการ Branded Residence แห่งแรกบนเขาใหญ่ เริ่มเปิดขายไปเมื่อต้นปี 2566
]]>“ฮาบิแทท กรุ๊ป” เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นพัฒนาโครงการเพื่อการลงทุนเป็นหลัก ที่ผ่านมาบริษัทเน้นขายคอนโดมิเนียมหรือพูลวิลล่าพ่วง Investment Program (IP) เพื่อนำห้องชุดหรือวิลล่าทั้งหมดในโครงการมาบริหารเป็นโรงแรม มีโครงการที่สร้างชื่อ เช่น ครอส พัทยา โอเชียนเฟียร์, ครอส ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์, เบย์เฟียร์ พัทยา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โครงการล่าสุดที่บริษัทเปิดตัวนั้นหันมาพัฒนาคอนโดฯ “Branded Residence” โดยไม่พ่วงโปรแกรม IP ในชื่อโครงการ “วินแดม แกรนด์ เรสซิเดนซ์ วงศ์อมาตย์ พัทยา” คอนโดฯ ทำเล 250 เมตรจากหาดวงศ์อมาตย์ สูง 36 ชั้น จำนวนห้องชุด 385 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท โครงการนี้เป็นการร่วมทุนกับ “อีซีจี เวนเจอร์ แคปิตอล” ไพรเวทอิควิตี้สัญชาติไทย
“ชนินทร์ วานิชวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า บริษัทออกแบบโครงการนี้เป็น Branded Residence เพราะเล็งเห็นว่าดีมานด์ในตลาดมีกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่พักตากอากาศส่วนตัวในพัทยาแต่มีบริการแบบโรงแรม จึงเลือกพัฒนาเป็นโปรดักส์ที่แตกต่างจากเดิม
Branded Residence เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในภาคอสังหาฯ ทั่วโลก โดยมีความต่างจากโรงแรมและคอนโดฯ ปกติคือ ตัวโครงการเป็นคอนโดฯ ที่ไม่ได้ปล่อยเช่ารายวันเหมือนโรงแรม แต่ลูกบ้านสามารถใช้บริการในมาตรฐานของแบรนด์โรงแรมนั้นๆ ได้ ตัวอย่างเช่น โครงการวินแดม แกรนด์ เรสซิเดนซ์ วงศ์อมาตย์ พัทยา บริการพื้นฐานจากวินแดมจะมีคอนเซียจประจำอาคารและผ้าเช็ดตัวที่สระว่ายน้ำ ส่วนบริการที่เรียกใช้พิเศษได้ก็จะมีบริการอย่างรับซักรีด แม่บ้าน รูมเซอร์วิส เช่ารถ จัดเลี้ยง ทำสปา เทรนเนอร์ฟิตเนส เป็นต้น
Savills บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาฯ ประเมินว่า ในตลาดเอเชียแปซิฟิกมีโครงการ Branded Residence เปิดตัวเพิ่มขึ้น 216% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นดีมานด์ที่เติบโตต่อเนื่อง
ถ้าหากเจาะเป็นรายประเทศ C9Hotelworks ประเมินว่าในจำนวน Branded Residence ที่กำลังจะเปิดตัวใหม่รวม 79 โครงการ 16,130 ยูนิตในเอเชียแปซิฟิก มีถึง 29% ที่เป็นการเปิดตัวในประเทศไทย ไทยจึงเป็นแหล่งลงทุนโปรดักส์ลักษณะนี้อันดับ 1 ของภูมิภาค ตามมาอันดับ 2 คือฟิลิปปินส์ และอันดับ 3 คือเวียดนาม
ในไทยนั้น Branded Residence เปิดตัวมากที่สุด 2 เมืองคือ ภูเก็ต กับ กรุงเทพฯ
จากการสำรวจ “พัทยา” ยังไม่ติดโผเมืองยอดฮิตของการเปิดโครงการลักษณะนี้ แต่ชนินทร์เชื่อว่าพัทยามีศักยภาพมากพอที่จะลงทุน Branded Residence เช่นกัน เพราะพัทยากำลังเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา และเห็นได้ว่าบริษัทใหญ่กำลังก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์หรือโครงการพาณิชย์ระดับบนหลายแห่ง เช่น โครงการอควอทิค พัทยา ของกลุ่ม AWC ซึ่งจะมีทั้งโรงแรมและสวนน้ำขนาดใหญ่ หรือโครงการวงศ์อมาตย์ บีช วิลเลจ ของเครือเซ็นทรัล ซึ่งจะสร้างศูนย์การค้าชายหาดระดับลักชัวรีให้กับพัทยา
สำหรับโครงการวินแดม แกรนด์ เรสซิเดนซ์ วงศ์อมาตย์ พัทยา ชนินทร์กล่าวว่ามีเป้าหมายตลาดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม 60% คือกลุ่มครอบครัวที่มองหาบ้านพักตากอากาศ และ 40% กลุ่มนักลงทุนปล่อยเช่า
ทำให้การออกแบบห้องชุดจะมีหลายไทป์ให้เลือกเพื่อให้เหมาะกับทุกคน มีตั้งแต่ห้องชุด 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 27-66 ตร.ม. แพ็กเกจราคาเริ่ม 4.79 ล้านบาท ซึ่งจะเหมาะกับกลุ่มนักลงทุน
ไปจนถึงห้องแบบ 2-4 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 70-217 ตร.ม. ราคาตั้งแต่ 13-60 ล้านบาท ซึ่งห้องใหญ่แบบนี้จะเหมาะกับกลุ่มครอบครัวที่ต้องการหาห้องพักขนาดใหญ่ อยู่อาศัยได้หลายคนเมื่อมาพักผ่อน
ชนินทร์ตั้งเป้ายอดขาย 50% ภายใน 1 ปี เชื่อว่าทำเลนี้น่าจะเป็นที่ต้องการ เพราะหาดวงศ์อมาตย์นี้เปรียบได้กับ ‘ถนนหลังสวนแห่งเมืองพัทยา’ ด้วยที่ดินฟรีโฮลด์ค่อนข้างหายาก จึงมีโครงการใหม่เปิดน้อย และวงศ์อมาตย์ยังเป็น 1 ใน 2 หาดของพัทยาที่ไม่มีถนนกั้นระหว่างชายหาดกับโครงการหรือโรงแรม (อีกหาดหนึ่งที่ไม่มีถนนกั้นคือหาดนาจอมเทียน) ทั้งหมดทำให้อัตราดูดซับของทำเลวงศ์อมาตย์สูงถึง 99% เหลือห้องชุดขายประมาณ 100 ยูนิตเท่านั้น
ชนินทร์ระบุว่า ตลาดพัทยา 70% ยังอาศัยกำลังซื้อชาวไทยเป็นหลัก ส่วน 30% ที่เหลือเป็นตลาดต่างชาติ
ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่ในพัทยาจะเป็นชาว “รัสเซีย” ตามด้วย อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง โดยเฉพาะรัสเซียที่ดีมานด์สูงขึ้นมากเนื่องจากมีแรงบีบจากภายในประเทศ ต้องการย้ายออกเพื่อลี้ภัยสงคราม และประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายอันดับ 3 ของคนรัสเซียรองจากดูไบและตุรกี
ส่วนตลาด “จีน” ที่เคยเข้ามาช้อปอสังหาฯ ในพัทยาช่วงก่อนโควิด-19 ขณะนี้ยังซบเซา เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศจีนไม่ดีนัก และภาคอสังหาฯ ในจีนเองก็เกิดปัญหา ทำให้ขณะนี้กลุ่มลูกค้าจีนที่เข้ามาจะมีเฉพาะระดับเศรษฐีที่พร้อมซื้อโปรดักส์ระดับลักชัวรี
ด้านผลการดำเนินงานของทั้งบริษัท ปี 2566 ฮาบิแทท กรุ๊ป ตั้งเป้ารายได้ที่ 1,000 ล้านบาท เป้ายอดขาย 2,000 ล้านบาท ปีนี้มีเปิดตัวโครงการเดียวคือ วินแดม แกรนด์ เรสซิเดนซ์ วงศ์อมาตย์ พัทยา
ส่วนปี 2567 มีแผนจะเปิดโครงการแรกของบริษัทที่ จ.ภูเก็ต และจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ 3 โครงการ คือ วาลเด้น สุขุมวิท 39, วาลเด้น ทองหล่อ 8 และ รามาดา มิรา นอร์ธ พัทยา
]]>ก่อนหน้านี้ คลื่นลูกแรกของกลุ่มลูกค้าเศรษฐี “รัสเซีย” เคยซัดสาดเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เมืองไทยมาแล้วในช่วงสิบปีก่อน ชาวรัสเซียเริ่มเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในไทยโดยเฉพาะแถบเมืองพัทยาตั้งแต่ปี 2545 แต่มาบูมสุดขีดหลังช่วงปี 2553 เพราะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่ง ทำให้คนรัสเซียมีเงินถุงเงินถังพอที่จะออกมาซื้อคอนโดฯ ตากอากาศในเมืองไทยได้
อย่างไรก็ตาม ความฝันของนักพัฒนาคอนโดฯ เพื่อจับตลาดรัสเซียก็ต้องพังทลายหลังปี 2557 รัสเซียเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าเงินรูเบิลอ่อนค่าลงถึง 50% ทำให้ผู้ซื้อรัสเซียยอมที่จะทิ้งดาวน์หรือขายดาวน์คอนโดฯ ไทยในราคาขาดทุน หลังจากนั้นผู้ซื้อรัสเซียจึงบางตาลงไปในทศวรรษที่ผ่านมา
อสังหาฯ ไทยไม่ได้พูดถึงผู้ซื้อรัสเซียบ่อยนักจนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อ “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” ปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ทำให้คนรัสเซียหวาดหวั่นต่อภัยสงคราม รวมถึงการถูกเกณฑ์ทหารเพื่อไปร่วมรบ ชาวรัสเซียกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูงจึงเริ่มหาลู่ทางย้ายออกนอกประเทศ และ “ไทย” คือหนึ่งในปลายทางที่คนรัสเซียนิยมอพยพหนีสงครามมา
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ระบุว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ โดยผู้ซื้อชาวรัสเซียเมื่อปี 2565 มีการโอนทั้งสิ้น 2,682 ล้านบาท เห็นสัญญาณเพิ่มขึ้นเกือบ 14% จากยอดโอนคอนโดฯ โดยชาวรัสเซียเมื่อปี 2562 (ปีสุดท้ายก่อนเกิดโควิด-19)
REIC ยังพบด้วยว่า เมื่อปี 2565 จุดหมายที่คนรัสเซียนิยมซื้อคอนโดฯ มากที่สุดคือ “ภูเก็ต” คอนโดฯ ที่ขายให้ชาวต่างชาติบนเกาะภูเก็ตมีถึง 40% ที่ขายให้กับชาวรัสเซีย ต่างจากค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่จะมีสัดส่วนผู้ซื้อรัสเซียเพียง 5%
ต่อมาช่วงปี 2566 คนรัสเซียยิ่งเร่งเข้ามาจับจองคอนโดฯ ในไทย REIC ระบุว่า แค่เพียงครึ่งปีแรกนี้มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ให้คนรัสเซียไปแล้ว 2,556 ล้านบาท เป็นไปได้สูงที่ทั้งปี 2566 จะมีการโอนคอนโดฯ ขายให้คนรัสเซียทะลุ 5,000 ล้านบาท
ปรากฏการณ์นี้ทำให้เมื่อต้นปี 2566 สำนักข่าวต่างประเทศอย่าง Al Jazeera ลงพื้นที่ภูเก็ตสัมภาษณ์เอเย่นต์ขายคอนโดฯ ให้คนรัสเซีย พบว่า ลูกค้ารัสเซียส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะที่ต้องการจะหนีสงครามมาอาศัยอยู่ในภูเก็ตแบบถาวร โดยเลือกภูเก็ตเพราะเป็นเมืองตากอากาศชายทะเล และมีโรงเรียนนานาชาติสำหรับลูกๆ ขณะที่บางคนเดินทางมาแล้วมาหางานทำในเกาะภูเก็ตแบบผิดกฎหมายด้วย เช่น ขับแท็กซี่, ทำอาชีพไกด์นำเที่ยว
นอกจากคอนโดฯ ที่ขายดีแล้ว อีกโปรดักส์ที่เศรษฐีรัสเซียนิยมคือ “วิลล่าตากอากาศ” ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวมีที่ดินจึงซื้อขาดไม่ได้ (ยกเว้นจัดตั้งนิติบุคคลร่วมกับชาวไทย) แต่ชาวรัสเซียยอมรับการเช่าระยะยาวแบบลีสโฮลด์ 30 ปี
“อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โบทานิก้า ลักเซอรี่ ภูเก็ต จำกัด มองว่า กระแสการเข้าซื้ออสังหาฯ ไทยของคนรัสเซียในรอบนี้จะเป็น ‘big wave’ ที่ใหญ่กว่ารอบสิบปีก่อน 2-3 เท่า เนื่องจากภัยสงคราม ‘บีบ’ ให้คนที่มีกำลังทรัพย์ย้ายออก ไม่ใช่แค่หาจุดหมายการลงทุน
โบทานิก้านั้นเป็นบริษัทท้องถิ่นที่พัฒนาอสังหาฯ ขายบนเกาะภูเก็ตมานาน 20 ปี เน้นโปรดักส์กลุ่มวิลล่าระดับบน ราคาตั้งแต่ 7 ล้านบาทจนถึงมากกว่า 100 ล้านบาทต่อหลัง โดยมียอดขายสะสมแล้ว 500 หลัง รวมมูลค่า 10,000 ล้านบาท
บริษัทนี้ยังเน้นขายวิลล่าให้ชาวต่างชาติ ลูกค้า 95% ของโบทานิก้ามาจากต่างประเทศ และครึ่งหนึ่งเป็นคน “รัสเซีย”
อรรถสิทธิ์กล่าวว่า ปกติเศรษฐีรัสเซียมีจุดหมายปลายทางของการพักผ่อนหลายแห่งบนโลก แต่แหล่งใหญ่ที่ขณะนี้ต้องตัดออกจากตัวเลือกคือ “ยุโรป” เพราะมีการคว่ำบาตรซึ่งกันและกัน
ทำให้ตัวเลือกรองๆ ลงมาสำหรับเศรษฐีระดับบนจะเป็นประเทศตุรกีและดูไบ UAE โดยลงทุนซื้อคฤหาสน์ราคา 200-300 ล้านบาทต่อหลัง
ส่วนประเทศไทยโดยเฉพาะ “ภูเก็ต” นั้นคือตัวเลือกเบอร์ 1 ของเศรษฐีระดับกลางในรัสเซีย ส่วนใหญ่จะนิยมซื้อวิลล่าหลังละ 50 ล้านบาท
ด้วยความนิยมที่หลั่งไหลเข้ามาขนาดนี้ อรรถสิทธิ์กล่าวว่าดีมานด์ที่พุ่งขึ้นทำให้ราคาที่ดินในภูเก็ตพุ่งตามไป 2-4 เท่าภายในปีเดียว ปัจจุบันราคาที่ดินติดหน้าหาดหรือมองเห็นวิวทะเลขายกันที่ราคาขั้นต่ำ 50-60 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งจะทำให้ราคาโปรดักส์ในภูเก็ตหลังจากนี้ยิ่งถีบตัวสูงขึ้นแน่นอน
]]>“มอนท์เอซัวร์” เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2555 จากการร่วมลงทุนของพันธมิตร 3 บริษัท คือ The Narai Group (ไทย), ARCH Capital (ฮ่องกง) และ Philean Capital ในเครือ Pontiac Land Group (สิงคโปร์) ลงทุนซื้อที่ดินผืนใหญ่ 454 ไร่ ติดหน้าหาดกมลา จ.ภูเก็ต ยาว 250 เมตร วางวิสัยทัศน์จะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ มูลค่าโครงการกว่า 15,000 ล้านบาท
ผ่านมาถึงปีนี้ย่างเข้าปีที่ 11 ของมอนท์เอซัวร์ “เศรษฐพล บุตรโท” กรรมการบริหาร มอนท์เอซัวร์ หัวเรือใหญ่ของโครงการนี้ ประเมินว่า ที่ดินมีการพัฒนาและวางแผนงานพัฒนาไปแล้ว 75% ยังเหลืออีก 25% ที่กำลังกำหนดทิศทางและหาพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสม
เศรษฐพลอธิบายถึงวิธีการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่นี้ว่า มอนท์เอซัวร์ทำงานในลักษณะเป็น “มาสเตอร์ แพลนเนอร์” คือเป็นผู้ออกแบบภาพรวมโครงการ แบ่งแปลงที่ดินว่าบริเวณไหนควรพัฒนาเป็นโครงการอะไร เพื่อให้เกิดความสวยงามและระบบนิเวศที่เกื้อกูลกัน จากนั้นในแต่ละโครงการย่อย บริษัทอาจตัดสินใจพัฒนาเองหรือหาพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนา
โดยปัจจุบันโครงการภายในอาณาจักรที่ก่อสร้างเสร็จและให้บริการแล้ว ได้แก่
ส่วนโครงการที่กำลังก่อสร้างหรือประกาศการลงทุนแล้ว ได้แก่
สำหรับโครงการคอนโดฯ ทั้ง 2 แห่งในอาณาจักร คือ Twinpalms Residence MontAzure และ MGallery Residences MontAzure ต่างมีระบบ Rental Program ให้เลือกซื้อเพื่อการลงทุนควบคู่ด้วย
ระบบนี้จะวางสัญญากับเจ้าของห้องชุดเพื่อนำห้องชุดมาบริหารการเช่าภายใต้เชนโรงแรมระยะยาว 15 ปี โดยเจ้าของห้องชุดจะได้รับรายได้คืนตามผลการดำเนินงานของโรงแรม และมีสิทธิเข้าพักในห้องชุดของตนเองได้ฟรี 45 วันต่อปี
เศรษฐพลกล่าวว่า ยอดขายคอนโดฯ Twinpalms Residence MontAzure มีผู้ซื้อชาวไทย 35% และต่างชาติ 65% ส่วน MGallery Residences MontAzure มีผู้ซื้อชาวไทย 30% ต่างชาติ 70% ชาวต่างชาติที่นิยมซื้อโครงการในมอนท์เอซัวร์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรัสเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์
ฝั่ง Twinpalms Residence MontAzure ซึ่งสร้างเสร็จและให้บริการแล้ว มีผู้ซื้อ 65% ที่เลือกเข้า Rental Program โดยที่ผ่านมาโรงแรมสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนให้ผู้ซื้อได้ 5-6% ต่อปี (*ยังไม่หักต้นทุนค่าส่วนกลาง และคำนวณเฉพาะช่วงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดประเทศในช่วงโควิด-19)
ขณะที่โครงการล่าสุดที่มอนท์เอซัวร์ประกาศการลงทุน คือ Botanica MontAzure นั้นจะเป็นพูลวิลล่าเพื่อขาย สำหรับพักผ่อนและอยู่อาศัยส่วนตัว
“อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โบทานิก้า ลักเซอรี่ ภูเก็ต จำกัด พาร์ทเนอร์ผู้ร่วมทุนพัฒนาโครงการนี้ เกริ่นถึงประวัติบริษัทเป็นผู้พัฒนาบ้านพักประเภทวิลล่าตากอากาศบนเกาะภูเก็ตมานาน 20 ปี มีการพัฒนาสะสมกว่า 500 หลัง และมีรายได้สะสม 10,000 ล้านบาท
กลุ่มเป้าหมายหลัก 95% ของโบทานิก้าคือชาวต่างชาติ ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบดีไซน์ให้ตรงใจ โดยโบทานิก้ามีลูกค้าครึ่งหนึ่งเป็นชาวรัสเซีย อีกครึ่งหนึ่งเป็นชาวยุโรปและจีน
สำหรับโครงการ Botanica MontAzure จะใช้ที่ดินบริเวณห่างจากหน้าหาดกมลา 400 เมตร และไต่ขึ้นบนเชิงเขา แบ่งแปลงก่อสร้างออกเป็น 36 หลัง พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 500-1,000 ตร.ม. ราคาขาย 49-170 ล้านบาท บางหลังในโครงการจะเป็นวิลล่าขนาดใหญ่พิเศษแบบ ‘ซูเปอร์วิลล่า’ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดรัสเซีย
ทั้งนี้ หากลูกค้าเป็นชาวต่างชาติตามกฎหมายไทยจะไม่สามารถครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ดังนั้น โครงการจะเปิดให้เช่าระยะยาว 30 ปีแทน (*สามารถต่อสัญญาเช่าได้อีก 2 ครั้ง รวมเป็น 90 ปี)
เศรษฐพลกล่าวปิดท้ายถึงโครงการมอนท์เอซัวร์ว่า โครงการกำลังเดินตามวิสัยทัศน์ที่จะเนรมิตที่ดินให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก (World Class Destination) และมีแนวโน้มที่ดีในอนาคตเพราะ จ.ภูเก็ต กำลังฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้ว่าแม้ผ่านช่วงโควิด-19 แต่ภูเก็ตก็ยังคงเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
]]>เมื่อ 15 ปีก่อน โครงการคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศ “เวลา เขาเต่า เรสซิเดนเซส” ก่อสร้างขึ้นบนทำเลริมชายหาดเขาเต่า ในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักชายหาดแห่งนี้มากนัก ตามด้วยการขยายไปสู่ทำเลใหม่ “เวลา ชะอำ เรสซิเดนเซส” โครงการวิลล่าหรูท่ามกลางพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นรองจากหัวหิน ไม่ใช่ไพรม์แอเรียที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม วันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์การเลือกทำเลของ “ประภาวดี โสพณพนิช” ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเดียส์ 1606 จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ “เวลา” (Veyla) เพราะทั้งเขาเต่าและชะอำในปัจจุบันล้วนกลายเป็นแหล่งลงทุนใหม่ของผู้ประกอบการอีกหลายบริษัท
สำหรับโครงการที่สามของประภาวดีเกิดขึ้นแล้วที่ “เวลา นาใต้ เรสซิเดนเซส” เปิดจองครั้งแรกปี 2562 และก่อสร้างเสร็จในปี 2565 โดยเป็นโครงการวิลล่าตากอากาศ 15 หลัง บนเนื้อที่ 5.8 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท แม้จะเปิดขายในช่วงโควิด-19 พอดี แต่ปัจจุบันสามารถปิดการขายไปได้แล้ว 9 หลัง คิดเป็นมูลค่าการขาย 780 ล้านบาท
เป็นอีกครั้งที่โครงการ “เวลา” เลือกปักหมุดในทำเลใหม่ หาดนาใต้ จ.โคกกลอย จ.พังงา นั้นเป็นพื้นที่ที่เพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถือว่ายังเป็นทำเล ‘Unseen’ ทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ
แต่ประภาวดีมองว่าทำเลนี้มีศักยภาพ และจะพัฒนาจนเป็นที่นิยมเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่หาดเขาเต่าและชะอำ เพราะการเดินทางที่สะดวก ขับรถจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตมาใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีก็จะได้พบชายหาดยาว 10 กิโลเมตร หันหน้าทางทิศตะวันตกสู่ทะเลอันดามัน
“สมบัติ จินดาพล” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลอย ให้ภาพประวัติการพัฒนาหาดนาใต้ว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา นาใต้เริ่มต้นเป็นแหล่งพักผ่อนแห่งใหม่เมื่อมีเศรษฐีต่างชาติเล็งเห็นความสวยงามและเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่อสร้าง ‘เมกะวิลล่า’ คฤหาสน์หรูริมชายหาดสำหรับอยู่อาศัยเองส่วนตัว
หลังจากนั้นในปี 2548 จึงมีโรงแรมแห่งแรกเข้ามาบุกเบิกคือ “อลีนตา รีสอร์ต” ก่อนที่โรงแรมอื่นๆ จะทยอยตามเข้ามาจนขณะนี้มีอยู่ 5 แห่ง
จนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา หาดนาใต้จึงเริ่มพัฒนาอย่างจริงจัง เนื่องจากมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะถนนเลียบหาดนาใต้ พง.3006 ที่มีขนาดใหญ่ 4 เลน เป็นหมุดหมายรองรับการพัฒนาที่จะเข้ามาในพื้นที่
สมบัติประเมินว่า ปัจจุบันพื้นที่ริมหาดนาใต้มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างไปเพียง 40% ขณะที่ที่ดินส่วนใหญ่ 90% ซื้อขายเปลี่ยนมือไปสู่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว ทำให้ในอนาคตน่าจะเกิดการพัฒนาไปได้อีกมาก
อย่างไรก็ตาม อบต.โคกกลอยมองการพัฒนาหาดนาใต้ในระยะยาว หวังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเสน่ห์ของพื้นที่คือ เป็นหาดที่ “สงบ” หลีกหนีจากความวุ่นวาย ขณะเดียวกันทางหน่วยงานท้องถิ่นร่วมกับผู้ประกอบการกำลังปั้นเสน่ห์ใหม่ของนาใต้ คือต้องการเป็นแหล่ง “Sportstainment” เน้นงานอีเวนต์ด้านกีฬา เช่น งานแข่งขันไตรกีฬาระดับนานาชาติ ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อจะดึงนักท่องเที่ยวระดับ ‘ครีม’ เข้ามาในพื้นที่มากกว่าจะจับตลาดแมส
“เวลา นาใต้ เรสซิเดนเซส” จึงเล็งเห็นจังหวะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ เป็นโครงการจัดสรรแห่งที่สองต่อจากโครงการ บาบา บีช คลับ นาใต้ ภูเก็ต ของกลุ่มชาญอิสสระ
โครงการเวลา นาใต้ เรสซิเดนเซส ยังคงคอนเซ็ปต์ในสไตล์เดิมไว้คือเป็น “ลักชัวรีที่เรียบง่าย” โดยทำเลนี้จะใช้ธีมการออกแบบสไตล์ “โมโนโครมาติก” ผสมผสานความเป็นธรรมชาติเข้ากับไลฟ์สไตล์ทันสมัย
วิลล่าในโครงการมี 2 แบบ คือ Veyla Beach พูลวิลล่า 2 ชั้น พื้นที่ 615 ตารางเมตร ติดหน้าหาด สนนราคา 98 ล้านบาทต่อหลัง ซึ่งไทป์นี้ขายหมดแล้ว (sold out)
ขณะที่อีกแบบคือ Veyla Sea พูลวิลล่า 3 ชั้น พื้นที่ 585 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนเนินที่หันหน้าออกสู่ทะเล บนชั้น 2-3 จะเทกวิวทะเลได้ ราคาขายหลังละ 75 ล้านบาท เหลือ 6 หลังสุดท้าย
ภายในโครงการจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกคือสระว่ายน้ำส่วนกลาง ฟิตเนส 24 ชั่วโมง และห้องอาหาร พร้อมครัวกลางสำหรับทำอาหารหนัก เช่น ปิ้งย่าง
ด้วยฟังก์ชัน 3 ห้องนอน และสไตล์การตกแต่ง ทำให้เป้าหมายของโครงการนี้พุ่งไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ คู่รัก หรือครอบครัวขนาดเล็ก เหมาะกับกลุ่ม ‘ดิจิทัล โนแมด’ ที่เดินทางไปทำงานแบบ ‘Work from Anywhere’ ได้ทั่วโลก
ประภาวดีกล่าวว่า นี่เป็นโครงการแรกที่เธอจับกลุ่มเป้าหมายต่างชาติด้วย ซึ่งทำให้ยอดขาย 9 หลังแรกนั้นมีครึ่งหนึ่งเป็นลูกค้าชาวไทย อีกครึ่งหนึ่งเป็นต่างชาติในภูมิภาค เช่น ฟิลิปปินส์ ลาว เวียดนาม
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความร่วมมือกับ ‘Elite Heaven’ ซึ่งเป็นบริษัทบริหารการให้เช่าอสังหาฯ (rental program) จากสิงคโปร์ และมีพอร์ตบริหารการเช่าทั้งในภูเก็ต-พังงา บาหลี ศรีลังกา มัลดีฟส์ (*ทั้งนี้ กลุ่มดุสิตธานี เข้าเทกโอเวอร์ Elite Heaven ไปเมื่อปี 2564) บริษัทนี้จะเป็นผู้บริหารการเช่าให้กับ เวลา นาใต้ เรสซิเดนเซส หากเจ้าของบ้านต้องการ
โดยไอเดียส์ 1606 เริ่มทดลองนำบ้านพักหลังที่ยังเหลือขายให้เช่าผ่าน Elite Heaven มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 พบว่าดีมานด์ดี ลูกค้าส่วนใหญ่ที่สนใจเช่าเป็นกลุ่มยุโรป และมีระยะเวลาการเช่าครั้งละ 5 คืนจนถึง 1 เดือน
ในช่วงไฮซีซันของภาคใต้ อัตราเข้าพักจะไม่ต่ำกว่า 50% ทำราคาได้เฉลี่ยคืนละ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อหลัง (ประมาณ 68,000 บาท) ทำให้ได้รับผลตอบแทนการเช่า (yield) ประมาณ 8%
สำหรับโปรเจกต์ถัดไปของประภาวดี จะเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดที่เคยทำมา เพราะเธอเพิ่งเซ็นดีลซื้อที่ดินเปล่าบน “เกาะพีพี” เนื้อที่เกือบ 100 ไร่ และมีหน้าหาดกว้าง 500 เมตร ซึ่งคาดว่าอาจจะได้เห็นการเปิดตัวโครงการในปี 2567
“อยากจะพัฒนาโปรเจกต์ที่เป็นที่กล่าวขานของเกาะพีพีให้ได้ ที่จริงทำเลนี้(เกาะพีพี)มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เขาขายตัวเขาเองได้เลย เราแค่ไปเสริมเท่านั้น” ประภาวดีกล่าว “มองคร่าวๆ อยากจะทำโครงการที่ ‘สร้างเหมือนไม่สร้าง’ คือเป็นธรรมชาติ ตอนนี้กำลังหาสถาปนิกที่จะมาร่วมงานอยู่”
เมื่อถามถึงประสบการณ์ 15 ปีกับการพัฒนาวิลล่าตากอากาศ เธอเห็นความต้องการอะไรของลูกค้าบ้าง? ประภาวดีตอบว่า ลูกค้าคนไทยที่เป็นเป้าหมายหลักมักจะไม่ได้มองวิลล่าในแง่ตัวเลขการลงทุนเป็นหลัก แต่มองปัจจัย 4 ข้อ คือ
1.ทำเลตากอากาศ ต้องได้ทั้ง ‘switch off’ คือมีความเป็นส่วนตัว และ ‘switch on’ ยังเข้าหาความเจริญได้สะดวก
2.สังคมการอยู่อาศัย มองไลฟ์สไตล์คนอาศัยจะใกล้เคียงกัน
3.ความสวยงาม สไตล์การออกแบบสวยงาม ถูกใจ
4.คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย วัสดุอุปกรณ์ การก่อสร้าง ตกแต่ง คุ้มกับราคา
นอกจากนี้ หลังผ่านโควิด-19 และการเข้าหาลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ทำให้มีปัจจัยอีก 2 ข้อที่ต้องคำนึงเพิ่มเติมคือ การออกแบบสเปซสำหรับทำงานได้แบบ Work from Anywhere และ การลงทุนสำหรับชาวต่างชาติ หมายความว่าจะต้องมีระบบบริหารการเช่ารองรับ และสร้างความเชื่อมั่นว่าทำเลนี้ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ไม่ยาก
แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนสำหรับประภาวดี คือการใช้ “ชื่อโครงการที่ยึดตามท้องถิ่น” ทั้งเขาเต่า ชะอำ นาใต้ ซึ่งเธอมองว่านี่คือการแสดงความจริงใจ และต้องการช่วยพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ จริงๆ
]]>“ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม” ประธานกรรมการบริหาร และ “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงเปิดโครงการหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่สุดที่ศุภาลัยเคยพัฒนาในเชียงใหม่ “ศุภาลัย ทัสคานี วัลเล่ย์” บนถนนโชตนา (ตรงข้ามสนามกอล์ฟซัมมิท กรีน วัลเล่ย์) ที่ดินรวม 172 ไร่ หากพัฒนาครบทั้งโครงการจะมีมูลค่ารวมราว 3,800-4,000 ล้านบาท
ศุภาลัย ทัสคานี วัลเล่ย์ แบ่งที่ดินพัฒนาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1)โครงการศุภาลัย เบลล่า ดอนแก้ว-แม่ริม บ้านแฝดและบ้านเดี่ยว พื้นที่ 38 ไร่ แบ่งแปลง 218 แปลง ราคาบ้านแฝดเริ่ม 3.4 ล้านบาท ราคาบ้านเดี่ยวเริ่ม 4.3 ล้านบาท เปิดขายเมื่อช่วงต้นปี 2565
2)โครงการศุภาลัย ทัสคานี ดอนแก้ว-แม่ริม บ้านเดี่ยว 2-3 ชั้น พื้นที่ 92 ไร่ แบ่งแปลง 370 แปลง ราคาเริ่ม 4.99-16 ล้านบาท เตรียมเปิดขายวันที่ 28-29 พ.ค. 2565
3)พื้นที่โครงการในอนาคต เนื้อที่ประมาณ 30-40 ไร่
(ทั้งนี้ มีพื้นที่ส่วนกลางบริเวณคลับเฮาส์และสระว่ายน้ำอยู่ประมาณ 2 ไร่)
โครงการนี้เป็นการออกแบบพิเศษจากบริษัท เนื่องจากทำเลที่ดินมีวิวเทือกเขาโอบล้อมคล้ายกับแคว้นทัสคานีในอิตาลี ทำให้เลือกออกแบบในสไตล์อิตาลีที่เข้ากับภูมิประเทศ
โดยไตรเตชะระบุว่า โครงการได้รับความสนใจดี แม้ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่มียอดจองโครงการแล้ว 200 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการศุภาลัย ทัสคานี ดอนแก้ว-แม่ริม ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ มีกลุ่มลูกค้าจากกรุงเทพฯ จำนวนมากสนใจซื้อเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศหรือบ้านพักหลังเกษียณ เชื่อว่าโครงการนี้อาจมีลูกค้าจากกรุงเทพฯ มากถึง 50% ของยอดขาย จากปกติจะมีสัดส่วน 10-15%
“ทัสคานี วัลเล่ย์จะเป็นโครงการชูโรงในเชียงใหม่ของศุภาลัย จากการเสนอการออกแบบที่แปลกใหม่ในทำเล” ดร.ประทีปกล่าว
ด้านหน้าโครงการศุภาลัย ทัสคานี วัลเล่ย์ จะมีการก่อสร้างบูทีค ไลฟ์สไตล์ มอลล์ “เดอะ กาดฝรั่ง แม่ริม” อีกด้วย โดยเป็นสาขา 2 ของกาดฝรั่ง หลังจากประสบความสำเร็จในสาขาแรกที่กาดฝรั่ง วิลเลจ หางดง
ไตรเตชะอธิบายถึงการเฟ้นหาพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์เป็นกลุ่มรีเทลเข้ามาเปิดด้านหน้าโครงการ เนื่องจากพื้นที่แม่ริมแม้เป็นทำเลที่เริ่มมีความเจริญเข้ามาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอตอบสนองลูกค้า ทำให้ต้องมีรีเทลด้านหน้าโครงการเป็นแหล่งทานอาหาร ไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกสบายมากขึ้น
การออกแบบโครงการเดอะ กาดฝรั่ง แม่ริม จะเกื้อกูลกันกับหมู่บ้าน ร้านค้าที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดในโครงการจะคัดให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า ขณะนี้มีร้านที่ยืนยันเช่าพื้นที่แล้ว เช่น Starbucks, McDonald’s โครงการกาดฝรั่งจะแล้วเสร็จช่วงไตรมาสแรกปี 2566
ศุภาลัยนั้นถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จากกรุงเทพฯ ที่ออกไปพัฒนาโครงการในต่างจังหวัดมากที่สุด และปี 2565 จะยิ่งเห็นได้ชัดถึงความสำคัญของตลาดภูมิภาคต่อการเติบโตของบริษัท เนื่องจากจะมีการเปิดตัวโครงการต่างจังหวัดมากกว่าในกรุงเทพฯ
รวมถึงยอดขายจากต่างจังหวัดจากเฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านบาท ปีนี้ไตรเตชะคาดว่าน่าจะทะลุ 12,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 43% ของเป้ายอดขายรวมปี 2565 ของศุภาลัย
แน่นอนว่า Top 5 ต่างจังหวัดที่ทำยอดขายได้ดีที่สุดต้องมี “เชียงใหม่” อยู่ในโผ ร่วมกับจังหวัดใหญ่ๆ อย่างชลบุรี ระยอง ภูเก็ต และสงขลา
สำหรับตลาดเชียงใหม่นั้นถือเป็นตลาดสำคัญของศุภาลัย เพราะขณะนี้เปิดสะสมไปแล้ว 15 โครงการ ไตรเตชะยังกล่าวด้วยว่า เชียงใหม่ถือเป็นตลาดที่ท้าทายมาก เพราะมีบริษัทท้องถิ่นที่แข็งแรง ทำต้นทุนราคาได้ดี ทำให้ศุภาลัยจะนำเสนอแบรนด์ในแง่คุณภาพและการออกแบบเป็นหลัก
รวมถึงมีการผูกมิตรกับชุมชนรอบข้าง ในส่วนนี้ “สายชล ลืมขำ” ผู้อำนวยการฝ่าย สายงานโครงการภูมิภาค 4 บมจ.ศุภาลัย ยกตัวอย่างในโครงการทัสคานี วัลเล่ย์ ได้ลงทุนบูรณะศาลเจ้าที่และแบ่งที่ดินตัดถนนสาธารณะให้กับชาวบ้าน รวมถึงทำทางน้ำไหลผ่านที่ดินโครงการจากภูเขาลงสู่แปลงนาของชาวบ้านได้ดังเดิม
ในแง่ของกำลังซื้อเชียงใหม่ในช่วงโควิด-19 แม้จะชะลอตัวลง แต่ไม่มากเท่ากับจังหวัดอื่นที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวมากกว่า และเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวแล้วในช่วงครึ่งปีหลัง 2564
]]>พื้นที่ติดชายหาดหัวหิน-เขาตะเกียบสำหรับขึ้นโครงการใหม่เหลืออยู่ไม่มากแล้ว ขณะที่ปีนี้หัวหินพิสูจน์ตัวเองว่ายังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทย ทำให้คอนโดมิเนียมตากอากาศ “SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน)” คอนโดบีชฟร้อนท์สุดหรูจาก “ชาญอิสสระ” เป็นที่น่าจับตามอง ด้วยทำเลติดหาด แต่ยังคงใกล้แหล่งท่องเที่ยวหลักของหัวหิน พร้อมด้วยการออกแบบสไตล์ “ทรอปิคอล” ที่ชวนให้รู้สึกอยากหลีกเร้นจากความวุ่นวายไปพักผ่อนฟังเสียงคลื่นริมทะเล
บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ เตรียมเปิดโครงการใหม่ในทำเลหัวหินอีกครั้ง โดยร่วมทุนกับ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการ “SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน)” ขึ้นบริเวณต้นหัวหิน-หาดเขาตะเกียบ
โครงการนี้ไม่ใช่โครงการแรกของชาญอิสสระในหัวหิน ก่อนหน้านี้บริษัทคือผู้พัฒนา ทิวทะเลเวิลด์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่บริเวณชะอำ-หัวหิน รวมถึงผ่านการพัฒนารีสอร์ตชายทะเลหลายโครงการ เช่น ศรีพันวา ภูเก็ต ช่วยการันตีฝีมือว่าบริษัทมีความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในบ้านพักตากอากาศ และมีมุมมองการออกแบบที่เหมาะกับตลาดไฮเอนด์
ครั้งนี้โครงการ SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน) จะขยับมาเปิดในอีกมุมหนึ่งของหัวหิน คือ ชายหาดหัวหิน-เขาตะเกียบ โดยยังอยู่ในช่วงต้นของหาดบริเวณซอยหัวหิน 97 – ซอยอ่าวหัวดอน 5 ซึ่งเป็นทำเลที่ดีหากต้องการ “มุมสงบ” ในหัวหิน เพราะทำเลอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองหัวหิน แต่ยังมีความเป็นส่วนตัวของความเป็นเขาตะเกียบ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว-ช้อปปิ้งใกล้เคียง เช่น ตลาดซิเคด้ามาร์เก็ต ระยะทาง 2.9 กม. หรือ ศูนย์การค้าบลูพอร์ต ซึ่งอยู่ห่างไปเพียง 5.4 กม.
นอกจากนี้ ฝั่งต้นหาดเขาตะเกียบยังเป็นจุดที่ใกล้กับแหล่งกิจกรรมวันหยุด เช่น เส้นทางปั่นจักรยาน (Bike Lane) สู่ปราณบุรีระยะทาง 8 กม. ที่เริ่มต้นที่หน้าซอยหัวหิน 97 นี้เอง ลานหัวหินสเก็ตพาร์คที่ห่างไปเพียง 3.2 กม. หรือสนามกอลฟ์สวนสน อยู่ในระยะ 4.4 กม. ทำให้เป็นทำเลที่อยู่ใจกลางแหล่งกิจกรรมร่วมกับครอบครัว
คอนโดบีชฟร้อนท์ โครงการ SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน) ตั้งอยู่บนที่ดินกว่า 5 ไร่ ออกแบบเป็นอาคารสูง 4 ชั้น จำนวน 5 อาคาร มีจำนวนยูนิตรวมเพียง 110 ยูนิต ทำให้มีความเป็นส่วนตัวสูง
แนวคิดการออกแบบโครงการยังเลือกคอนเซ็ปต์ “ทรอปิคอล” มาเป็นธีมหลัก ทำให้ได้ความรู้สึกของการพักผ่อนในรีสอร์ทใกล้ชิดธรรมชาติ โครงการมีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม และใช้เทคนิคออกแบบอาคารให้มีช่องเปิดรับลมโดยรอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยต้องการเมื่อมาพักผ่อนชายทะเล และช่วยส่งเสริมบรรยากาศโดยรวมของโครงการที่ต้องการให้เป็นพื้นที่พักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวาย ขณะเดียวกันยังมีชายคาที่ยื่นเลยส่วนระเบียงห้องออกไป เพราะเข้าใจถึงสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นที่ต้องกันแดดและฝนได้เป็นอย่างดี
คอนเซ็ปต์ทรอปิคอลยังเห็นได้ชัดจากการใช้ “อิฐดินเผา” (Terracotta Brick) เป็นวัสดุหลักในการออกแบบ facade นอกอาคาร โดยใช้รูปแบบการวางอิฐสร้างลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเล่นรูปทรงให้เป็นทรงโค้งเว้าอ่อนหวานตัดกับความดิบของอิฐ สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น และถือเป็นไฮไลต์ทางสถาปัตยกรรมซึ่งหาไม่ได้ในโครงการอื่น
ขณะที่โทนสีและวัสดุอื่นๆ จะไปในทิศทางเดียวกันคือใช้สี “เอิร์ธโทน” เป็นหลัก เช่น สีน้ำตาล เบจ ส้มอิฐ และใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น หวาย ไม้ เป็นส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องพักและพื้นที่ส่วนกลาง
สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการของ SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน) ยังเก็บทุกรายละเอียดสำหรับการมาพักผ่อนริมทะเลหัวหิน โดยแปลนของโครงการจะมีสระว่ายน้ำทอดยาวตรงกลางระหว่างอาคาร ไปจนถึงด้านหน้าหาด รวมทั้งหมด 5 สระให้เลือกใช้งาน พร้อม Hidden Jacuzzi เพียงพอสำหรับทุกยูนิตได้มีมุมส่วนตัว
อีกหนึ่งไฮไลต์คือสวนด้านหน้าหาด เป็นจุดที่โครงการเตรียมกิจกรรมพักผ่อนไว้ให้ เช่น BBQ Corner, Chess Lawn, ลานเปตอง และปีนเขา นอกจากนี้ยังมีบีชคลับที่เตรียมอุปกรณ์กีฬาทางน้ำไว้ครบครัน เช่น เรือคายัค เซิร์ฟบอร์ด แพดเดิลบอร์ด ทำให้ลูกบ้านทำกิจกรรมสนุกๆ ได้ที่หน้าหาดคอนโดฯ ได้เลย ส่วนกิจกรรมยามค่ำคืน โครงการเตรียมห้องเกมรูมและห้องฉายภาพยนตร์ไว้สำหรับปาร์ตี้สังสรรค์ด้วย
หมัดเด็ดอีกอย่างหนึ่งของโครงการนี้คือ ทางโครงการมี Concierge Service อาทิ บริการแม่บ้านทำความสะอาด ช่างซ่อมบำรุง รีเซปชั่น, รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเป็นจุดสำคัญของบ้านพักตากอากาศ เพราะโครงการลักษณะนี้ ลูกบ้านอาจไม่ได้เข้าพักทุกวันหรือทุกสัปดาห์ ถ้าหากไม่มีทีมงานคอยบริการทำความสะอาดและตรวจสอบความเรียบร้อย อาจจะทำให้ห้องทรุดโทรม จึงนับได้ว่าโครงการ SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน) เข้าใจทุกความต้องการ ตามแบบฉบับมืออาชีพที่ผ่านการพัฒนาบ้านพักตากอากาศมาแล้วหลายแห่ง
ปิดท้ายที่รูปแบบห้องชุด มีหลายขนาดและเลย์เอาต์ตามตำแหน่งในอาคาร แบ่งเป็นห้องชุด 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 37-42 ตร.ม. ห้องชุด 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 74-92 ตร.ม. และห้องชุด 3 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 155-160 ตร.ม.
1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 37- 42 ตร.ม.
2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 74-92 ตร.ม.
3 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 155-160 ตร.ม.
ทำให้ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้ทุกขนาดครอบครัวและความต้องการ โครงการคอนโดบีชฟร้อนท์สุดหรูที่ออกแบบเป็นเอกลักษณ์และเป็นสถาปัตยกรรมที่ “สวยนาน” ผนวกกับทำเลติดหาดหัวหิน-เขาตะเกียบแบบ SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน) ไม่ได้มีเข้ามาในตลาดบ่อยนัก ทำให้นอกจากผู้ซื้อจะได้อยู่อาศัยในโครงการคุณภาพดี ยังจะเป็นสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่าส่งต่อให้กับลูกหลานได้ในอนาคต
สำหรับใครที่สนใจโครงการ ศศรา หัวหิน Grand Opening คอนโดหรู ริมชายหาด ใจกลางหัวหิน Celebration Promotion Up To THB 500,000 ราคา 5.5 – 55 ล้านบาท*
รายละเอียดเพิ่มเติม
ข้อมูลโครงการ SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน)