เอเชีย – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 09 Apr 2024 14:13:56 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 HSBC ขายกิจการในอาร์เจนตินาแบบขาดทุน หันมาโฟกัสธุรกิจในทวีปเอเชียเต็มตัวตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2021 https://positioningmag.com/1469679 Tue, 09 Apr 2024 13:12:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1469679 เอชเอสบีซี (HSBC) ได้ประกาศขายกิจการในอาร์เจนตินา โดยสถาบันการเงินรายใหญ่รายนี้ได้ดำเนินนโยบายขายธุรกิจในประเทศที่ไม่ทำกำไรอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะกลับมาโฟกัสธุรกิจในทวีปเอเชียอย่างเต็มตัวตามแผนที่ธนาคารวางไว้ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา

HSBC หนึ่งในสถาบันการเงินรายใหญ่ ได้ประกาศขายกิจการในประเทศอาร์เจนตินา ด้วยมูลค่า 550 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของสถาบันการเงินรายดังกล่าวที่ต้องการกลับมาโฟกัสธุรกิจในทวีปเอเชีย

Noel Quinn ซึ่งเป็น CEO ของ HSBC ได้กล่าวว่าธุรกิจของ HSBC ในอาร์เจนตินานั้นส่วนใหญ่มีธุรกรรมภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ค่อยที่จะมีธุรกรรมติดต่อกับภายนอกมากนัก และธุรกิจในอาร์เจนตินานั้นได้สร้างความผันผวนของรายได้อย่างมาก

อย่างไรก็ดีสำหรับการขายกิจการในอาร์เจนตินาครั้งนี้ สถาบันการเงินรายใหญ่นั้นต้องแบกรับผลขาดทุนก่อนคำนวณภาษีมากถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยกัน โดยคาดว่าจะปิดดีลได้ภายใน 12 เดือนหลังจากนี้

นักวิเคราะห์ได้กล่าวกับ CNN ว่า การขายธุรกิจของ HSBC ในอาร์เจนตินาเนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อที่สูงมาก (Hyper Inflation) ส่งผลต่อการทำธุรกิจของสถาบันการเงิน โดยปี 2023 ที่ผ่านมาสถาบันการเงินรายนี้ต้องแบกรับผลขาดทุนมากถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐเนื่องจากค่าเงินเปโซของอาร์เจนตินาลดมูลค่าลง

ขณะเดียวกันสถาบันการเงินรายนี้พร้อมที่จะขายธุรกิจที่ไม่สร้างผลกำไร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทยอยขายธุรกิจตามประเทศต่างๆ มาแล้ว เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส เป็นต้น

นอกจากนี้หัวเรือใหญ่ของ HSBC ยังชี้ว่าการขายธุรกิจในอาร์เจนตินานั้นเป็นก้าวย่างสำคัญในการหันกลับมามองประเทศที่สร้างมูลค่าให้กับธนาคารในเครือข่ายของธนาคารที่มีอยู่

ปี 2021 ในช่วงการปรับโครงสร้างธุรกิจธนาคาร Noel ได้ชี้ถึงความสำคัญของทวีปเอเชียมากขึ้น โดยหัวเรือใหญ่ของ HSBC ชี้ว่าทวีปเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย หรือแม้แต่อาเซียน จะคือกลุ่มประเทศที่ธนาคารให้ความสำคัญหลังจากนี้

และในช่วงที่ผ่านมาธนาคารได้รุกหนักในการกลับเข้ามาขยายธุรกิจในทวีปเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกิจการบริหารความมั่งของลูกค้ารายย่อยในจีน การเพิ่มพนักงานในส่วนธุรกิจที่เติบโตในทวีปเอเชีย เช่น ธุรกิจ Private Banking ในหลายประเทศ หรือแม้แต่ในไทย เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านี้ความสำคัญของทวีปเอเชียนั้นยังเป็นส่วนธุรกิจที่สร้างกำไรให้กับ HSBC ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ ที่สถาบันการเงินรายนี้ทำธุรกิจ

อย่างไรก็ดีสำหรับธุรกิจในประเทศจีนของ HSBC นั้นได้ชี้ว่ายังจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรของสถาบันการเงินรายนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

]]>
1469679
7-Eleven วางเป้ามีร้านสะดวกซื้อในเอเชียแตะระดับ 50,000 สาขาภายในปี 2026 จากปัจจัยชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้น https://positioningmag.com/1458325 Thu, 11 Jan 2024 03:45:50 +0000 https://positioningmag.com/?p=1458325 เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ได้ตั้งเป้ามีร้านสะดวกซื้อในเอเชียแตะระดับ 50,000 สาขาภายในปี 2026 นอกจากนี่ยังรวมถึงเชนร้านสะดวกซื้อจากญี่ปุ่นหลายแห่งที่มองถึงการขยายสาขาในประเทศต่างๆ ในเอเชีย จากปัจจัยชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้น

Nikkei Asia รายงานข่าวว่า 7-Eleven เจ้าของเชนร้านสะดวกซื้อจากญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าที่จะมีสาขาในทวีปเอเชียให้แตะระดับ 50,000 สาขา ขณะเดียวกันคู่แข่งร้านสะดวกซื้อรายอื่นจากญี่ปุ่นก็ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสาขาให้ได้เช่นกัน แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซื้อในทวีปเอเชีย

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า Seven & i Holdings เจ้าของ 7-Eleven ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่น ตั้งเป้าในปี 2026 จะมีสาขาในทวีปเอเชียเพิ่มขึ้นอีก 3,600 สาขา ซึ่งจะทำให้มีสาขารวมกันแตะระดับใกล้ 50,000 สาขา มากกว่าจำนวนสาขาในเดือนกุมภาพันธ์ของปี 2023 ซึ่งมีสาขาราวๆ 46,000 สาขาเท่านั้น

โดยโมเดลของ Seven & i Holdings เจ้าของ 7-Eleven คือการให้สิทธิ์แฟรนไชส์กับพันธมิตรในแต่ละประเทศ ปัจจุบันสาขา 7-Eleven นอกประเทศญี่ปุ่นที่มีจำนวนสาขาจำนวนมากกว่า 5,000 สาขา เช่น ไต้หวันที่มีสาขามากกว่า 6,600 สาขา หรือแม้แต่ในเกาหลีใต้ที่มีสาขามากกว่า 14,000 สาขา

สำหรับในประเทศไทย CPALL ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิ์เปิดร้าน 7-Eleven ในไทย ลาว รวมถึงกัมพูชา ตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2023 ที่ผ่านมา บริษัทมีจำนวนร้านสะดวกซื้อเป็นจำนวนมากถึง 14,391 ในประเทศไทย 1 สาขาในประเทศลาว และ 72 สาขาในกัมพูชา

นอกจากนี้เชนร้านสะดวกซื้อคู่แข่งอย่าง ลอว์สัน (Lawson) ยังตั้งเป้าที่จะเปิดร้านในทวีปเอเชียอีกราวๆ 6,800 สาขาในจีนและอาเซียน ภายในปี 2026 ซึ่งจะทำให้มีสาขารวมกันราวๆ 13,000 สาขา

สื่อญี่ปุ่นรายดังกล่าวได้รวบรวมตัวเลขเชนร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นนั้นได้มีจำนวนสาขานอกประเทศญี่ปุ่นรวมกันราวๆ 60,000 สาขา แซงหน้าสาขาในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมากกว่า 50,000 สาขาไปแล้วเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชนร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นขยายสาขาในทวีปเอเชียเพิ่มมากขึ้นคืออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ที่หลายประเทศมี GDP เติบโตมากกว่า 5% ทำให้ชนชั้นกลางมีจำนวนมากขึ้น ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันร้านสะดวกซื้อเองก็ถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันด้วย

เชนร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นได้เปลี่ยนสมรภูมิหลักจากประเทศญี่ปุ่นไปยังหลายประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งบริษัทเหล่านี้คาดหวังว่าจะสามารถเอาชนะคู่แข่งในแต่ละประเทศด้วยผลิตภัณฑ์และสินค้าคุณภาพ นอกจากนี้ยังรวมถึงบริการต่างๆ ที่ได้รับการฝึกฝนมาจากญี่ปุ่น

]]>
1458325
ไม่ใช่จีนอีกต่อไป! ‘อินเดีย’ ขึ้นแท่นประเทศผู้ขับเคลื่อนการเติบโตของ ‘เอเชีย’ ในอีก 3 ปีข้างหน้า https://positioningmag.com/1454089 Fri, 01 Dec 2023 04:33:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1454089 ถ้าพูดภึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตอนนี้คงไม่มีประเทศไหนร้อนแรงไปกว่า อินเดีย อีกแล้ว เพราะจะเห็นว่าบริษัทไอทียักษ์ใหญ่หลายรายหันไปใช้อินเดียเป็นฐานการผลิตสินค้าแทนที่ จีน เนื่องจากมีปัญหาสงครามการค้าและความไม่แน่นอนจากภาครัฐ

ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลกอย่าง จีน ชะลอตัว เครื่องยนต์หลักสร้างการเติบโตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็เปลี่ยนทิศไปเป็นอยู่ที่ เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามข้อมูลของ S&P Global

โดย S&P Global คาดว่า เศรษฐกิจของ อินเดีย จะมีอํานาจเป็นผู้นำการเติบโตของภูมิภาคเอเชียในอีก 3 ปีข้างหน้า โดย GDP ของอินเดียสําหรับปีงบประมาณสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2024 คาดว่าจะแตะ 6.4% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 6%

S&P ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคภายในประเทศของอินเดีย ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารที่สูงและกิจกรรมการส่งออกที่ไม่ดี ในทํานองเดียวกัน ตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีกําหนดจะเติบโตของ GDP ในเชิงบวกในปีนี้และปีหน้าเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม S&P ลดแนวโน้มการเติบโตของอินเดียลงเหลือ 6.5% ในปีงบประมาณ 2025 ซึ่งลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 6.9% แต่คาดว่าการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้นเป็น 7% ในปีงบประมาณ 2026 ขณะเดียวกัน การเติบโตของ จีน คาดว่าจะอยู่ที่ 5.4% ในปี 2023 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้าของ S&P 0.6% ในขณะที่การเติบโตในปี 2024 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.6% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 4.4% อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนจะยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจต่อไป

ทั้งนี้ แม้ว่า S&P จะมองโลกในแง่ดีในเอเชียแปซิฟิก แต่จากสงครามอิสราเอล-ฮามาส และความเสี่ยงอย่างหนักในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทําให้หน่วยงานจัดอันดับเครดิตลดการคาดการณ์สําหรับภูมิภาค (ไม่รวมจีน) ในปีหน้าเป็น 4.2% จาก 4.4%

Source

]]>
1454089
มหาเศรษฐีพันล้านทั่วโลกมีจำนวนลดลงในปี 2022 เอเชียลดลงเยอะสุด แต่ตะวันออกกลางกับละตินอเมริกากลับเพิ่มขึ้น https://positioningmag.com/1443841 Fri, 08 Sep 2023 09:10:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1443841 ข้อมูลจาก Altrata ได้เปิดเผยว่าในปี 2022 จำนวนมหาเศรษฐีพันล้านทั่วโลกมีจำนวนลดลง 5.4% โดยทวีปที่มีจำนวนมหาเศรษฐีลดลงมากที่สุดคือเอเชีย ขณะที่ตะวันออกกลางกับละตินอเมริกากลับเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 15% จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มมากขึ้น

CNBC รายงานข่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Altrata ที่เปิดเผยว่า จำนวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเกิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมามีจำนวนลดลงทั่วโลกมากถึง 5.4% ในปี 2022 ที่ผ่านมา เป็นการลดลงของจำนวนมหาเศรษฐีครั้งแรกในรอบ 4 ปีจากการเก็บข้อมูลของบริษัทดังกล่าว

Altrata ชี้ว่าจำนวนมหาเศรษฐีในทวีปเอเชียลดลงมากถึง 10.9% ในปี 2022 ที่ผ่านมา โดยเหลือจำนวน 108,370 คน ซึ่งถือเป็นการลดลงมากที่สุดถ้าหากนับเป็นรายทวีป

ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการโควิดเป็นศูนย์ในประเทศจีนที่ส่งผลทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ จนท้ายที่สุดต้องมีมาตรการผ่อนคลายออกมา ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด การบุกยูเครนโดยรัสเซีย หรือแม้แต่ความชะงักงันของ Supply Chain ได้ส่งผลทำให้ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีในทวีปเอเชียหายไป

ทางด้านทวีปอื่นๆ อย่างยุโรปมีจำนวนลดลง 7.1% โดยเหลือจำนวน 100,850 คน ขณะที่ทวีปอเมริกาเหนือมีมหาเศรษฐีพันล้านลดลง 4% เหลือ 142,990 คน

ขณะที่เหตุผลที่จำนวนมหาเศรษฐีในทวีปอื่นลดลงคือเรื่องของปัจจัยเศรษฐกิจ รวมถึงการบุกยูเครนโดยรัสเซียซึ่งเหล่ามหาเศรษฐีในทวีปยุโรปได้รับผลกระทบโดยตรง หรือแม้แต่ปัญหาเงินเฟ้อที่ยุโรปกับสหรัฐอเมริกาได้เผชิญในช่วงปี 2022 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีจำนวนมหาเศรษฐีในตะวันออกกลางกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 15.7% ขณะที่ละตินอเมริกาเพิ่มขึ้นมากถึง 17.5% โดยความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น ราคานำ้มัน ราคาสินแร่ เพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

แต่ถ้าหากนับความมั่งคั่งรวมกันแล้วมหาเศรษฐีในทวีปเอเชียมีความมั่งคั่งรวมกันราวๆ 12.13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังมากกว่ามหาเศรษฐีในทวีปยุโรปซึ่งอยู่ที่ 11.71 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหรัฐอเมริกายังครองแชมป์ที่ 16.47 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในรายงานดังกล่าวยังชี้ว่าแม้จำนวนของเหล่ามหาเศรษฐีพันล้านทั่วโลกในปีที่ผ่านมาจะลดลง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ใน 5 ปีข้างหน้า จำนวนมหาเศรษฐีเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นจาก 395,070 คน เป็น 528,100 คน โดยได้ปัจจัยจากทวีปเอเชีย แต่ความมั่งคั่งส่วนใหญ่จะยังอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ

]]>
1443841
OECD มองเศรษฐกิจ “เอเชียยังสดใส” และ ‘อินเดีย’ โตแซง ‘จีน’ ในปีนี้และปีหน้า https://positioningmag.com/1433622 Fri, 09 Jun 2023 07:34:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1433622 ถือเป็นอีกประเทศที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียสำหรับ อินเดีย โดยจากการคาดการณ์ของ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD มองว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียยังคงสดใสเมื่อเทียบกับทั่วโลก และอินเดีย จะมีการเติบโตที่แข็งแรงแซงหน้า จีน

ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดโดย OECD คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงอีก โดยรวมแล้วการเติบโตทั่วโลกอาจอยู่ที่ 2.7% ในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ ต่ำที่สุดเป็นอันดับสอง นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก ยกเว้นในปี 2020 ที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด

แต่ตลาด เอเชีย จะยังคงสดใสเนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อ ในภูมิภาคที่ยังคง ค่อนข้างอ่อน และการเปิดประเทศอีกครั้งของ จีน จะช่วยเพิ่มอุปสงค์ของภูมิภาคให้มากขึ้น สำหรับประเทศที่น่าจับตาในภูมิภาคคือ อินเดีย ที่คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะ แซงหน้า จีนในปีนี้และปีหน้า

โดย อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย คาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสูงสุดในปี 2023 และ 2024 โดยคาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโต 6% จีนเติบโต 5.4% และ อินโดนีเซียเติบโต 4.7% ส่วนประเทศ ญี่ปุ่น คาดว่าจะเติบโตที่ 1.3% โดยได้แรงหนุนจากการสนับสนุนจากนโยบายการคลัง

“เนื่องจากราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่เริ่มลดลง ปัญหาคอขวดของอุปทานที่เริ่มบรรเทาลง และการเปิดเศรษฐกิจของจีนอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการจ้างงานที่แข็งแกร่งและการเงินครัวเรือนที่ค่อนข้างฟื้นตัว ทำให้ตลาดเอเชียมีแนวโน้มที่จะสดใสกว่าทั่วโลก” แคลร์ ลอมบาร์เดลลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ OECD กล่าว

สำหรับการเติบโตของอินเดียนั้นมีแนวโน้มบวกตั้งเเต่ปี 2022 ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ หลังจากผลผลิตภาคเกษตรสูงเกินคาดและการใช้จ่ายภาครัฐที่แข็งแกร่ง และในปีหน้ามีความเป็นไปได้ว่าจะมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายซึ่งจะยิ่งช่วยให้โมเมนตัมการใช้จ่ายของครัวเรือนกลับมา นอกจากนี้ยังคาดว่าธนาคารกลางของอินเดียจะหันมาใช้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเล็กน้อยตั้งแต่กลางปี ​2024

ทั้งนี้ รายงานเสริมได้มีการคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD จะลดลงเหลือ 6.6% ในปีนี้ หลังจากสูงสุดที่ 9.4% ในปี 2022 

Source

]]>
1433622
ทิศทาง ‘เทมาเส็ก’ ทุ่มเงินดันธุรกิจ ‘อาหารยั่งยืน-โปรตีนทางเลือก’ ในเอเชีย https://positioningmag.com/1362835 Thu, 18 Nov 2021 09:07:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1362835 เทมาเส็ก (Temasek) กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ เตรียมทุ่มเงินในธุรกิจอาหารยั่งยืนและโปรตีนทางเลือก’ ของเอเชีย หลังความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็น ‘มิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ เพิ่มขึ้นทั่วโลก

ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ เทมาเส็ก (Temasek) เเละสำนักงานเพื่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยของสิงคโปร์ (A*STAR) จะให้เงินลงทุนมากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 977 ล้านบาท) กับ ‘Asia Sustainable Foods Platform’ บริษัทใหม่ที่เป็นแพลตฟอร์มอาหารยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชีย

โดย Asia Sustainable Foods Platform มีเป้าหมายที่จะมอบโซลูชันและการสนับสนุนในฐานะผู้เปิดโอกาส ผู้ประกอบการ และนักลงทุน แก่บริษัทเทคโนโลยีอาหารต่างๆ เมื่อบริษัทเหล่านี้ ดำเนินการผ่านวงจรตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จนถึงการขยายขนาดเชิงพาณิชย์

  • ในฐานะผู้เปิดโอกาส แพลตฟอร์มนี้ จะให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนาและอำนวยความสะดวกให้การผลิตนำร่อง เพื่อสนันสนุนให้ธุรกิจเทคโนโลยีอาหารเร่งการทำผลิตภัณฑ์ตนเองออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์
  • ในฐานะผู้ประกอบการ แพลตฟอร์มนี้จะให้ความสามารถด้านการผลิต ควบคู่ไปกับข้อมูลตลาดเชิงลึกในด้านโอกาสทางการค้า เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจทั่วเอเชีย
  • ในฐานะนักลงทุน แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ มีเครือข่ายการเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์และจัดสรรเงินทุนแก่บริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยีอาหารที่มีแววสดใส

Anuj Maheshwari กรรมการผู้จัดการฝ่ายการลงทุนด้าน agri-food ของเทมาเส็ก กล่าวในรายการ Squawk Box Asia ของ CNBC ว่า ไอเดียริเริ่มนี้ จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่ หรือ AgriTech เเละเทมาเส็กจะเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ทุ่มลงทุนในอุตสาหกรรมนี้

จากข้อมูลของ Good Food Institute ในปี 2020 ระบุว่า การลงทุนในธุรกิจ ‘โปรตีนทางเลือก’ ทั่วโลก มีมูลค่า 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ก่อนหน้าถึง ‘สามเท่า’ เเละเป็นเพียงเม็ดเงินเล็กน้อยในการลงทุนระยะเริ่มต้นเท่านั้น

ขณะที่ผลการวิจัยร่วมกันของ Temasek, PwC และ Rabobank พบว่า โดยภาพรวม ภูมิภาคเอเชีย ยังต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ‘ในระยะ 10 ปีข้างหน้า’ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนมากขึ้น

นับตั้งเเต่ปี 2013 เทมาเส็กลงทุนมากกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ในธุรกิจ AgriTech ทั้งในบริษัท Impossible Foods ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ทางเลือกจากพืช และ Eat Just ผู้ผลิตโปรตีนจากเซลล์ ซึ่งปัจจุบันทั้งสองบริษัทเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

สำหรับเเพลตฟอร์มใหม่อย่าง Asia Sustainable Foods Platform จะสนับสนุนการแก้ปัญหาที่เกิดกับอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน ตั้งแต่โปรตีนทางเลือกไปจนถึงลดปริมาณขยะจากอาหารที่กินเหลือและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ รวมทั้งก๊าซมีเทน ตัวการหลักที่ทำให้สภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง

ผู้บริหารเทมาเส็ก หวังว่า หน่วยงานกำกับดูแลด้านอาหารจะเคลื่อนไหวควบคู่กันไป เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาอาหารที่ยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต

ทั้งนี้ เทมาเส็ก เป็นบริษัทเพื่อการลงทุนที่มีมูลค่าพอร์ตสุทธิ 3.81 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (2.83 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ วันที่ 31 มี.ค. ปี 2020 มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ และมีสำนักงานย่อย 13 แห่งใน 9 ประเทศทั่วโลก

 

ที่มา : CNBC , straitstimes , prnewswire

 

 

]]>
1362835
เพียง 3 เดือนเเรกของปีนี้ ยอดขาย ‘Hermes’ พุ่งเกือบ 44% คนรวยเอเชียทุ่มช้อปเเบรนด์หรู https://positioningmag.com/1329060 Fri, 23 Apr 2021 11:45:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1329060 ‘Hermes’ เเบรนด์เเฟชั่นหรูจากฝรั่งเศส เจ้าของกระเป๋า Birkin สุดโด่งดัง ทำยอดขายในไตรมาสแรกของปี 2021 เพิ่มขึ้นสูงถึงเกือบ 44% จากพลังช้อปของเหล่าคนรวยในเอเชีย โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน หลังมีการผ่อนคลายมาตรการสกัดโรคระบาดเเละกลับมาเปิดร้านค้าได้อีกครั้ง

ความนิยมซื้อของหรูของกลุ่มคนมั่งคั่ง ไม่เเผ่วลงในช่วงวิกฤต COVID-19 โดยผลประกอบการของ Hermes ประจำไตรมาส 1/2021 เพิ่มขึ้น 43.7% ในอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่จากปี 2020 โดยสามารถรายได้รวมถึง 2,083 ล้านยูโร (ราว 7.8 หมื่นล้านบาท) ในช่วงเเค่ 3 เดือนแรกของปีนี้เท่านั้น เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์ว่าคาดจะเพิ่มขึ้น 24%

ปัจจัยที่ส่งเสริมรายได้ของ Hermes ในช่วงนี้ก็คือยอดขายในเอเชีย(ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึงถึง 93.6% เมื่อเทียบกับจากไตรมาสแรกของปี 2020 โดยเฉพาะยอดขายในจีน ที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว บวกกับยอดขายที่ทรงตัวในเกาหลีใต้ ไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย 

ญี่ปุ่นยังเป็นตลาดสำคัญที่เติบโตได้ดีของ Hermes โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 20% ส่วนยอดขายฝั่งอเมริกาก็เพิ่มขึ้นกว่า 24% ช่วยชดเชยยอดขายที่ลดลงในตลาดยุโรป ที่เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 4.4% เพราะยังต้องเผชิญกับการเเพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาระลอกใหม่

โดยสินค้าขายดีที่สุดของเเบรนด์ Hermes เป็นกลุ่มเครื่องหนัง , เสื้อผ้า Ready-to-Wear และผ้าไหม 

Eric du Halgouët ผู้บริหารระดับสูงของ Hermes ยืนยันว่า การเติบโตของยอดขายในไตรมาสดังกล่าวไม่ใช่แรงหนุนจาก ‘ราคาที่เเพงขึ้นเพราะบริษัทมีการปรับราคาขึ้นเพียง 1.4%ในปีนี้

ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้น 100% หรือมากกว่านั้นในทุกภูมิภาค และมีแนวโน้มที่จะเกิน 1 พันล้านยูโรในไม่ช้า

ยอดขายที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์ต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณการกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งของกลุ่มสินค้าลักชัวรี โดยคู่แข่งอย่าง LVMH และ Kering ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตามองปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในวิกฤตนี้ เช่นในญี่ปุ่นที่ COVID-19 กำลังกลับมาระบาดรุนเเรงอีกครั้ง

 

 

ที่มา : Reuters , wwd 

]]>
1329060
‘Sanofi’ เตรียมทุ่ม 400 ล้านยูโร ตั้งโรงงานผลิตวัคซีนใน ‘สิงคโปร์’ รองรับโรคระบาดในอนาคต https://positioningmag.com/1327778 Tue, 13 Apr 2021 08:43:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1327778 ‘Sanofi’ บริษัทยายักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส ลงทุนหนักหลังตามไม่ทันคู่เเข่ง เตรียมทุ่ม 400 ล้านยูโร (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) สร้างโรงงานเเห่งใหม่ในสิงคโปร์ภายในช่วง 5 ปีนี้ เพื่อผลิตวัคซีนหลายชนิด รองรับโรคระบาดในอนาคต

Sanofi ระบุว่าการขยายโรงงานดังกล่าว เป็นไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตวัคซีนจำนวนมหาศาลในเอเชีย พร้อมตอบสนองต่อความเสี่ยงจากการเเพร่ระบาดเเบบใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก

คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ พร้อมดำเนินการได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 โดยส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อนำมาใช้ในเอเชีย เเละเสริมกำลังการผลิตที่มีอยู่ของบริษัทในยุโรปและอเมริกาเหนือ

จุดเด่นของโรงงานใหม่ในสิงคโปร์เเห่งนี้ คือจะสามารถผลิตวัคซีนได้ 3-4 ชนิด ด้วยต้นทุนที่ลดลง ขณะที่
โรงงานอื่นๆ ของ Sanofi ผลิตวัคซีนได้เเห่งละชนิดเท่านั้น

อีกทั้งยังจะสามารถผลิตวัคซีนชนิดพิเศษขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ตามสถานการณ์เเละความจำเป็นด้านสาธารณสุข จากแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการผลิตที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดเซลล์ที่แตกต่างกัน 

การดึงดูดลงทุนของภาคเอกชนต่างชาติ เป็นหนึ่งในนโยบายการตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ก่อนหน้านี้ ประกาศตัวเตรียมเป็น ‘จุดศูนย์กลาง’ ขนส่งวัคซีนไปทั่วภูมิภาค โดยชูความพร้อมทางด้านดิจิทัล

ขณะเดียวกัน Sanofi กำลังสู้กับการเเข่งขันที่ดุเดือดในวงการผู้ผลิตวัคซีน ที่ถูกคู่เเข่งอย่าง Pfizer-BioNTech , Moderna , Johnson & Johnson เเซงหน้าเรื่องการผลิตวัคซีน COVID-19 ไปจึงมีความพยายามที่จะกลับมาชิงตลาดอีกครั้งด้วยการทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ซึ่ง Sanofi เผยว่าวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาของบริษัทจะพร้อมใช้ได้เร็วที่สุดในช่วงปลายปี 2021

 

ที่มา : CNA , Straitstimes

]]>
1327778
หลายชาติในเอเชีย เเข่งหา ‘วัคซีน COVD-19’ หลังอินเดียระงับส่งออก สะเทือนโครงการ COVAX https://positioningmag.com/1325808 Wed, 31 Mar 2021 10:16:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1325808 หลายประเทศในเอเชีย กำลังเร่งหาเเหล่งผลิตวัคซีน COVID-19’ แห่งใหม่ หลังอินเดียต้องระงับส่งออกวัคซีนแอสตราเซเนกาหลังยอดติดเชื้อในประเทศกลับมาพุ่งสูง ส่งผลให้โครงการ COVAX ขององค์การอนามัยโลกต้องเจอปัญหาขาดเเคลนวัคซีน ส่วนจีนเเละรัสเซียกำลังจะเข้ามาเจาะตลาดนี้

โดยเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของวัคซีนในโครงการ COVAX ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกระจายวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนกว่า 64 ประเทศ

ปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่ออินเดีย’ หนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลกต้องระงับการส่งออกวัคซีนของ แอสตราเซเนก้า (AstraZeneca) ซึ่งผลิตโดย Serum Institute of India (SII) เป็นการชั่วคราวจากความจำเป็นต้องเก็บสำรองวัคซีนไว้เพื่อใช้งานภายในประเทศ

โดย SII ได้ผลิตวัคซีนส่งให้กับ COVAX แล้วประมาณ 17.7 ล้านโดส จากกำหนดเดิมที่ต้องส่งมอบวัคซีนจำนวน 90 ล้านโดสให้กับ COVAX ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าอินเดียจะนำมอบวัคซีนส่วนนี้มาใช้ในประเทศเป็นจำนวนเท่าใด เเละไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาในการควบคุมการส่งออก

UNICEF ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายของ COVAX เปิดเผยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า อินเดียอาจจะกลับมาส่งมอบวัคซีนไปต่างประเทศได้อีกครั้งภายในเดือนพฤษภาคม

(Photo by Chaiwat Subprasom/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)

ยังคงมีอีกหลายชาติที่จำเป็นต้องพึ่งพาโครงการกระจายวัคซีนนี้ โดยเกาหลีใต้เพิ่งจะได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 เพียง 432,000 โดสจากทั้งหมด 690,000 โดส โดยจะได้รับวัคซีนที่เหลือล่าช้าจากกำหนดเดิมไปเป็นสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายน

ด้านประธานาธิบดีโรดรีโก ดูแตร์เต ของฟิลิปปินส์ ประกาศปลดล็อกข้อจำกัดในการนำเข้าวัคซีนของเอกชน โดยอนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ สามารถนำเข้าวัคซีนเพื่อนำมาใช้สำหรับพนักงานของตนเอง นอกเหนือจากที่รัฐจะจัดหาให้ เพื่อต่อสู้กับโรคระบาดในประเทศที่กลับมาอีกครั้ง

ส่วนทางการเวียดนาม ได้ขอให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากถูกปรับลดวัคซีนจากโครงการ COVAX ลงกว่า 40% เหลือ 811,200 โดส และคาดว่าจะได้รับวัคซีนล่าช้าออกไปอีกหลายสัปดาห์ 

ด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียเผยกับ Reuters ว่า รัฐบาลอาจจะได้รับวัคซีนจำนวนกว่า 10.3 ล้านโดสจากโครงการ COVAX ล่าช้าออกไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

ก่อนจะเจอปัญหานี้ นักวิเคราะห์มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘อินเดีย’ มีเเนวโน้มจะขึ้นตัวท็อปในการผลิตวัคซีน COVID-19 ของโลก ทั้งในด้านการคิดค้นวัคซีนและผลิตเอง หรือเป็นโรงงานรับจ้างผลิตให้กับต่างชาติ

โดยอินเดีย’ กำลังจะเป็นผู้ผลิตวัคซีน รายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ โดยจะมีกำลังผลิตที่สูงมาก ครอบคลุมทั้งประชากรในประเทศ 1.3 พันล้านคน เเละยังส่งต่อไปยังประเทศกำลังพัฒนา ผ่านโครงการ วัคซีนไมตรี (VaccineMaitr) เป็นของขวัญเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

นับเป็น ‘การทูตเเบบใหม่’ เพื่อยกระดับบทบาทในเวทีโลก ไปพร้อมๆ กับการ ‘ต่อต้านจีน’ ที่กำลังขยายอิทธิพลในเอเชียใต้ ต้องลุ้นว่าอินเดียจะกลับมาส่งมอบวัคซีนไปต่างประเทศอีกครั้งได้อย่างเร็วที่สุดเมื่อใด

ขณะเดียวกันจีนเเละรัสเซียก็กำลังจะเข้ามาคว้าโอกาสนี้ โดยฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย พึ่งพาวัคซีนจาก Sinovac ของจีนจำนวนมากเพื่อการขับเคลื่อนการกระจายวัคซีน เเละเพิ่งอนุมัติใช้วัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย ซึ่งฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับ Sputnik V ล็อตแรกภายในเดือนเมษายนนี้

โดยรัฐบาลจีนประกาศว่า จะส่งความช่วยเหลือด้านวัคซีน COVID-19 ให้แก่ 80 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศอีก 3 แห่ง รวมถึงส่งออกวัคซีนไปยังกว่า 40 ประเทศ

 

 

ที่มา : CNA , Aljazeera

]]>
1325808
Rakuten ขายหุ้น 8.3% ให้ ‘ไปรษณีย์ญี่ปุ่น’ เสริมแกร่งอีคอมเมิร์ซ-ขนส่ง ดึง Tencent ร่วมลงทุน https://positioningmag.com/1323231 Fri, 12 Mar 2021 10:46:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1323231 อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ‘Rakuten’ ผนึกกำลัง ’Japan Post’ ไปรษณีย์ญี่ปุ่น รับตลาดช้อปปิ้งออนไลน์บูม วางเเผนระดมทุน 2.2 พันล้านเหรียญ ดึงพันธมิตรร่วมลงทุนอย่าง Tencent บิ๊กเทคของจีน เเละห้างค้าปลีก Walmart ในสหรัฐฯ ขยายสู่ธุรกิจ AI การเงิน เกม เเละเครือข่ายมือถือ

โดย Rakuten จะขายหุ้น 8.32% ให้กับไปรษณีย์ญี่ปุ่น เป็นมูลค่าประมาณ 150 พันล้านเยน (ราว 1.38 พันล้านเหรียญ) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ ช้อปปิ้งออนไลน์และบริการดิจิทัลอื่น ๆ

การบรรลุข้อตกลงเป็นพันธมิตรด้านเงินทุนระหว่าง Rakuten เเละไปรษณีย์ญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ Rakuten จะได้ประโยชน์จากเครือข่ายขนส่งพัสดุของไปรษณีย์ญี่ปุ่น ที่มีฐานลูกค้ากว่า 100 ล้านคน มีที่ทำการไปรษณีย์ 24,000 แห่ง เข้าถึงทุกครัวเรือนในประเทศ อีกทั้งยังมีบริษัทลูกเป็นสถาบันการเงินและบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ ที่มีลูกค้าเปิดบัญชีออมทรัพย์กว่า 120 ล้านบัญชี

ขณะเดียวกัน Rakuten ก็ตั้งเป้าจะเข้ามาพลิกโฉมไปรษณีย์ญี่ปุ่นให้มีความทันสมัย เเละปรับการทำงานไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งสองบริษัท เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุค New Normal ที่หันมาสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ เเละมีการส่งพัสดุไปยังที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ในช่วงการเเพร่ระบาดของ COVID-19

หากไปรษณีย์ญี่ปุ่นรวมบริการออนไลน์ของ Rakuten เข้ากับเครือข่ายทั่วประเทศ ก็จะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสองบริษัท Amir Anvarzadeh นักวิเคราะห์จาก Asymmetric Advisors ระบุ

สำหรับเเผนของ ‘Rakuten’ เเละไปรษณีย์ญี่ปุ่นนั้น คาดว่าจะมีสร้างศูนย์โลจิสติกส์ร่วมกัน เเชร์ระบบจัดส่งเเละรับสินค้า พร้อมแบ่งปันข้อมูลเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ

โดยที่ทำการไปรษณีย์ จะเพิ่มเคาน์เตอร์ให้ผู้คนสามารถสมัครใช้บริการโทรศัพท์เครือข่ายมือถือของ Rakuten และใช้บริการอื่นๆ ได้ รวมถึงจะขยายบริการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด และบริการประกันภัย ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมของความร่วมมือดังกล่าว จะมีการเปิดเผยอีกครั้งในเดือนเมษายนนี้

ในปีที่ผ่านมา Rakuten ผู้บุกเบิกอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่น ได้รับประโยชน์จากการช้อปปิ้งออนไลน์ที่เฟื่องฟูในช่วงระบาดใหญ่ แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง จากคู่เเข่งต่างชาติที่เข้ามารุกตลาดเเดนปลาดิบอย่าง Amazon

โดยผลประกอบการของ Rakuten ในปี 2020 ยังคงขาดทุนอยู่ เนื่องจากบริษัทนำเงินจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ไปทุ่มลงทุนในบริษัทลูกที่เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือเเละพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงที่ต้องจัดโปรลดค่าบริการเพื่อขยายฐานลูกค้าเเละแข่งขันกับบริษัทรายอื่นๆ ในตลาด

นอกจาก Japan Post เเล้ว Rakuten กำลังเจรจากับพันธมิตรใหม่ๆ อย่างห้างค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ อย่าง Walmart ที่เคยร่วมโปรเจกต์จัดส่งสินค้าสดในญี่ปุ่นด้วยกันมาเเล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน ส่วน Tencent บริษัทเทคยักษ์ใหย่ของจีนนั้นเพิ่งมีการพูดคุยกันเมื่อไม่กี่เดือนมานี้

โดยมีความเป็นไปได้ว่า Rakuten จะร่วมมือกับ Tencent ในการพัฒนาเกม เเละมองหาโอกาสในการเชื่อมโยงแบรนด์และร้านค้าเข้ากับแพลตฟอร์ม WeChat เพื่อขยายธุรกิจทั้งในจีนเเละญี่ปุ่นต่อไป

 

ที่มา : Bloomberg , Kyodonews 

]]>
1323231