CRC – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 18 Sep 2023 05:46:03 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “เซ็นทรัล รีเทล” รุกธุรกิจค้าส่ง ส่ง GO Wholesale ท้าชน “แม็คโคร” เต็มสูบ https://positioningmag.com/1444498 Sun, 17 Sep 2023 13:24:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1444498 หลังจากที่ “แม็คโคร” ยักษ์ใหญ่หนึ่งเดียวในตลาดค้าส่ง ทำตลาดมายาวนานกว่า 34 ปี ถึงวันนี้ได้มีคู่แข่งผู้ท้าชนอย่างเต็มตัว ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นกลุ่ม “เซ็นทรัล รีเทล คอร์เปอเรชั่น” หรือ CRC นั่นเอง เปิดตัว GO Wholesale วางจุดยืนเป็นห้างค้าส่งสินค้าสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร และร้านค้าปลีกรายย่อย เตรียมเปิดเดือนตุลาคมนี้ สาขาแรกที่ศรีครินทร์

ซึ่ง GO Wholesale (โก โฮลเซลล์) อยู่ภายใต้การบริหารของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือ CRC พร้อมดึง “สุชาดา อิทธิจารุกุล” อดีตแม่ทัพผู้ปลุกปั้นแม็คโคร ขึ้นแท่น CEO คนแรกของบริษัท หวังใช้ประสบการณ์ค้าส่งปั้น GO Wholesale ให้ปังเทียบเท่า

ถ้าในดูภาพรวมพอร์ตของ CRC แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอาหาร, แฟชั่น, ฮาร์ดไลน์, พร็อพเพอร์ตี้ และเฮลธ์แอนด์เวลเนส ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้า B2C และ B2B มีธุรกิจหลัหใน 3 ตลาด ประเทศไทย เวียดนาม และอิตาลี โดยผลประกอบการในปี 2565 ที่ผ่านมา CRC สร้างรายได้ 236,245 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 7,605 ล้านบาท พร้อมทั้งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ถึง 278,934 ล้านบาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2565

จาก 5 กลุ่มธุรกิจนั้น กลุ่มอาหารสามารถสร้างรายได้สัดส่วน 35-36% ของทั้งหมด ทาง CRC จึงต้องการโฟกัสในส่วนของฟู้ด รีเทลเป็นหลัก และได้ศึกษาตลาดค้าส่งมาเป็นเวลาพอสมควร เมื่อมีโปรเจ็คต์ในใจ จึงได้ชักชวนสุชาดาที่มีประสบการณ์ในตลาดกว่า 20 ปี มาร่วมงานด้วยกัน

มีการประเมินว่าตลาดอาหารในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท โดยในวงจรนี้มีร้านอาหารรวม 6 แสนราย ร้านโชห่วยอีก 6 แสนราย พร้อมกับมีปัจจัยการเติบโตจากธุรกิจท่องเที่ยว ทำให้ตลาดค้าส่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าสนใจ อีกทั้ง CRC เองก็ต้องการบุกธุรกิจนี้ เพื่อให้ครอบคลุมครบวงจรทั้งค้าส่ง ค้าปลีก

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า

“CRC ดำเนินธุรกิจมากว่า 75 ปี ธุรกิจครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้า B2C และ B2B ในวันนี้พร้อมที่จะขยายธุรกิจ B2B ในกลุ่มฟู้ด ด้วยเล็งเห็นศักยภาพของตลาดค้าส่งอาหารในไทย ที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เราจึงเปิดตัวธุรกิจ GO Wholesale ขึ้น เพื่อให้เป็น New Growth Engine สำหรับ CRC ที่จะช่วยเติมเต็มกลุ่มฟู้ดให้เป็น Total Solution และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มได้อย่างครบวงจร โดย GO Wholesale จะเป็นหนี่งใน Key Driver หลักให้กับธุรกิจกลุ่มฟู้ดของ CRC ในอนาคตด้วย”

GO Wholesale มีกลุ่มเป้าหมายหลัก 4 กลุ่ม คือ Food Retailers, Food Services, Food Lovers และกลุ่มโฮเรก้า ซึ่งจะได้แรงหนุนจากธุรกิจในเครือของ CRC เอง ที่ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า 110 แห่ง ครอบคลุมใน 100 จังหวัด ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ร้านอาหารกว่า 6,750 ร้าน และโรงแรม 93 แห่ง และมี Loyalty Platform ที่ครอบคลุมลูกค้ามากกว่า 28 ล้านราย

ทางด้าน สุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ ธุรกิจในเครือ CRC กล่าวเสริมว่า

“GO Wholesale คือศูนย์ค้าส่งสินค้าระบบสมาชิก ในราคาขายส่ง เพื่อผู้ประกอบการ ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือ กลุ่มธุรกิจโฮเรก้า (โรงแรม, ร้านอาหาร, ธุรกิจจัดเลี้ยง) กลุ่มผู้ชื่นชอบการทำอาหาร กลุ่มผู้ให้บริการอาหารในโรงงาน โรงพยาบาลและหน่วยงานอื่นๆ  รวมถึง ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก (โชห่วย) โดยจุดเด่นคือการนำเสนอสูตรแห่งความสำเร็จให้แก่ผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างตรงใจ พร้อมเป็นแรงสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทักษะ และต่อยอดธุรกิจรายย่อยให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างรายได้และผลกำไรให้เติบโตไปด้วยกัน”

GO Wholesale สาขาแรกตั้งอยู่ที่ถนนศรีนครินทร์ เปิดวันแรกวันที่ 27 ตุลาคม 2566 มีพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ด้วยการออกแบบ Store Layout รูปแบบใหม่ที่พร้อมตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบธุรกิจโฮเรก้า ร้านอาหารและร้านค้าปลีก และการให้บริการใหม่ๆ ที่มีความหลากหลาย เพื่อมาช่วยสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าผู้ประกอบการ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนกอาหารสด ซึ่งมีตั้งแต่อาหารทะเลเป็นๆ, เนื้อคุณภาพพรีเมียม และการให้บริการตัดแต่งสินค้าตามความต้องการของลูกค้า, บริการชำระเงินด้วยช่องทางที่หลากหลาย, การให้บริการทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ และสิทธิประโยชน์สมาชิกที่หลากหลาย ที่รวมถึงลอยัลตี้แพลตฟอร์ม The 1 ในเครือเซ็นทรัลฯ

โดยเป้าหมายระยะแรกของ GO Wholesale คือ การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเข้าไปอยู่ในใจผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายและลูกค้าทุกกลุ่ม ที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสเติบโตอย่างมั่นคง

ในปีนี้จะมีการเปิดสาขาใหม่ 4 สาขา ได้แก่ ศรีนครินทร์, เชียงใหม่ (พฤศจิกายน), พัทยา และนิคมอมตะนครในเดือนธันวาคม ได้ตั้งเป้าว่าจะเปิดสาขาให้ได้เดือนละ 1 สาขา ภายใน 5 ปีจะมีสาขาราวๆ 40-50 สาขาให้ได้ ซึ่งในเรื่องของที่ดิน หรือทำเล ทาง CRC มีพื้นที่เยอะอยู่แล้ว

ทั้งนี้ยังมีการตั้งเป้าว่ากลุ่มเซ็นทรัล ฟู้ดโฮลเซลล์ จะมีรายได้ 60,000-70,000 ล้านบาท

]]>
1444498
สรุป 10 ปี “เซ็นทรัล รีเทล” ในตลาด “เวียดนาม” ปฏิบัติการส่งแบรนด์ค้าปลีกยึดทุกมุมเมือง https://positioningmag.com/1420626 Thu, 23 Feb 2023 12:57:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1420626 “เซ็นทรัล รีเทล” เข้าตลาด “เวียดนาม” ครบ 10 ปี จนปัจจุบันเป็น “ไฮเปอร์มาร์เก็ต” รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งเป้าขยายจำนวนสาขาอีกเท่าตัวภายในปี 2570 ปักหมุดเป็นผู้นำในตลาดหัวเมืองเทียร์ 3-4 เติบโตไปพร้อมกับความเจริญของเวียดนามที่คาดว่าประชากร ‘ครึ่งหนึ่ง’ จะเข้ามาอาศัยในเขตเมืองภายในอีก 6 ปีข้างหน้า

หนึ่งในพอร์ตสำคัญที่กำลังโตวันโตคืนของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC คือตลาด “เวียดนาม” หลังเข้าตลาดครบ 10 ปี ปัจจุบันเซ็นทรัล รีเทลกลายเป็นผู้นำตลาดในหลายแง่มุม โดยเป็นอันดับ 1 “ไฮเปอร์มาร์เก็ต” รายใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่งตลาดถึง 62% พ่วงตำแหน่งบริษัทรีเทลต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม

“ญนน์ โภคทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC เล่าย้อนถึงก้าวแรกของเซ็นทรัล รีเทลเมื่อปี 2555 เริ่มทดลองตลาดนี้ด้วยการดันสินค้าแฟชันเข้าไปจำหน่ายก่อน ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จมากนักด้วยกำลังซื้อของคนเวียดนามสมัยนั้น แต่ก็ทำให้เซ็นทรัล รีเทลได้เรียนรู้ตลาดและเห็นช่องทาง

(ซ้าย) “โอลิวิเยร์ แลงเล็ต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม และ (ขวา) “ญนน์ โภคทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น

กระทั่งปี 2558 เซ็นทรัล รีเทลใช้วิธีเข้าซื้อหุ้นส่วนกิจการท้องถิ่น คือ “เหงียนคิม” (NK: Nguyen Kim) ซึ่งเป็นเชนร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า (ต่อมาจะเทกโอเวอร์ทั้งหมดในปี 2562) กับ “ลานชี มาร์ท” (Lanchi Mart) เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขยายตัวในเขตเวียดนามเหนือ

จุดเปลี่ยนสำคัญต่อเนื่องคือปี 2559 บริษัทเข้าเทกโอเวอร์ “บิ๊กซี เวียดนาม” (Big C) ซึ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต อย่างไรก็ตาม ชื่อห้างฯ “บิ๊กซี” นั้นลิขสิทธิ์ยังอยู่กับกลุ่มบีเจซี เซ็นทรัล รีเทลจึงต้อง ‘รีแบรนด์’ ใหม่ทั้งหมดโดยใช้ชื่อ “GO!” (โก!) ซึ่งปีนี้คาดว่าจะรีแบรนด์บิ๊กซีเปลี่ยนเป็น GO! ได้ครบทุกสาขา

ลำดับการพัฒนาของ CRC ในเวียดนาม

 

แตกกิ่งก้านสู่โมเดลค้าปลีกหลายรูปแบบ

หลังเซ็นทรัล รีเทลลงรากฐานในเวียดนามได้แล้ว สิ่งที่บริษัทพัฒนาต่อคือการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ให้เหมาะกับตลาด

ในปี 2561 บริษัทเริ่มเปิดโมเดลค้าปลีก “GO! Mall” ลักษณะเป็นศูนย์การค้า 2 ชั้น พื้นที่ประมาณ 4,500 ตร.ม. แบ่งพื้นที่ชั้นล่างเป็นพื้นที่เช่าร้านค้า-ร้านอาหาร ตอบสนองด้านไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง ทานข้าวนอกบ้าน ส่วนชั้นบนเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! โมเดลนี้จะมาตอบโจทย์พื้นที่ชุมชนเมืองที่มีกำลังซื้อสูง

เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม
บรรยากาศด้านใน GO! Mall สาขา Di An ชั้นล่างเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ขายสินค้าแฟชั่น และร้านอาหาร

ตามด้วยปี 2563-64 นำโมเดลประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต เข้ามาเสริมทัพ โดยแบ่งเป็น “Mini go!” ที่ใช้บุกตลาดหัวเมืองเทียร์ 3-4 วางตนเองเป็นผู้นำโมเดิร์นเทรดของเมืองนั้นๆ และนำแบรนด์ “Tops Market” จากไทยเข้ามาลงทำเลหัวเมืองเทียร์ 1-2 ในจุดที่ลูกค้ามีกำลังซื้อสูง

เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม
Mini go! ซูเปอร์มาร์เก็ตสาขา Tan Uyen

ณ สิ้นปี 2564 เซ็นทรัล รีเทลมีค้าปลีกสะสมกว่า 300 ร้านค้า คิดเป็นพื้นที่ขายรวม 1.2 ล้านตร.ม. ครอบคลุม 40 จังหวัด ทำยอดขายไปมากกว่า 38,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 มีตัวเลขฐานลูกค้าสะสม 66 ล้านคน

สรุปแบรนด์ค้าปลีกหลักๆ ของเซ็นทรัล รีเทลที่เปิดตัวแล้วในเวียดนาม

  • GO! Mall จำนวน 39 สาขา
  • GO! ไฮเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 38 สาขา
  • Tops Market ซูเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 10 สาขา
  • Mini go! ซูเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 3 สาขา
  • Lanchi Mart ซูเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 24 สาขา
  • Nguyen Kim ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 59 สาขา

(*สำหรับ Mini go! จะเน้นตลาดเวียดนามกลางและเวียดนามใต้ ส่วน Lanchi Mart จะเน้นตลาดเวียดนามเหนือที่แบรนด์มีชื่อเสียงอยู่แล้ว)

พอร์ตโฟลิโอแบรนด์ค้าปลีกของ CRC เวียดนาม

 

ทำไม “เวียดนาม” จึงเนื้อหอมมากสำหรับค้าปลีก

นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนี้เซ็นทรัล รีเทลจะทุ่มเม็ดเงินการลงทุนอีกเพราะตลาดนี้มีแนวโน้มเป็น ‘ดาวรุ่ง’ ในการสร้างรายได้ “โอลิวิเยร์ แลงเล็ต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ชี้ให้เห็นปัจจัยหลัก 4 ข้อที่ทำให้เวียดนามน่าสนใจ ดังนี้

  1. การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามจะขยายตัวมากกว่าประเทศไทย โดยการคาดการณ์ปี 2568 จีดีพีเวียดนามจะโต 2% ขณะที่ไทยจะโตเพียง 3.5%
  2. ประชากรเวียดนามขนาด 100 ล้านคนครึ่งหนึ่งจะกลายมาเป็น “คนเมือง” โดยคาดการณ์ปี 2572 ประชาชนเวียดนาม 50% จะมาอาศัยในเขตเมือง ส่งให้มีความต้องการจับจ่ายในโมเดิร์นเทรด
  3. มีพื้นที่ให้โมเดิร์นเทรดเติบโตได้อีกมาก โดยปัจจุบันค้าปลีกประเภทโมเดิร์นเทรดมีสัดส่วนเพียง 11% ของค้าปลีกทั้งหมด คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 13% ภายในปี 2570 ซึ่งก็ยังถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก
  4. ประเทศท่องเที่ยวแห่งใหม่ จะทำให้มีกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวเข้ามาเสริมด้วย
เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม
บรรยากาศด้านใน Mini go! ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นเจาะเมืองเทียร์ 3-4 เป็นผู้นำตลาดโมเดิร์นเทรดในพื้นที่นั้นๆ

 

ไปต่อ! ปี 2570 หมุดหมายจำนวนสาขาโตเป็นเท่าตัว

ด้วยความเป็นดาวรุ่งของเวียดนาม ทำให้เซ็นทรัล รีเทลจะโหมตลาดมากยิ่งขึ้น โดยญนน์ประกาศงบการลงทุนในเวียดนามจากนี้จนถึงปี 2570 จะลงทุนเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท และวางเป้าหมายการขยายตัว ดังนี้

  • มีศูนย์การค้าและร้านค้ามากกว่า 600 สาขา
  • ครอบคลุมพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 57 จังหวัด (จากทั้งหมด 63 จังหวัด)
  • มีพื้นที่ขายมากกว่า 2 ล้านตร.ม.
  • สร้างยอดขายขึ้นไปแตะ 150,000 ล้านบาท
  • ขึ้นเป็นอันดับ 1 ด้าน Omnichannel ในกลุ่มธุรกิจฟู้ด
  • ขึ้นเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ (เช่น ศูนย์การค้า)

เห็นได้ว่าอีกเพียง 4 ปีจากนี้ เซ็นทรัล รีเทล เวียดนามจะขยายสาขาเป็นเท่าตัว และต้องการทำยอดขายมากขึ้นเกือบ 4 เท่า!

ปัจจุบันเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม มีสาขาครอบคลุม 40 จังหวัด เป้าหมายปี 2570 ต้องการไปให้ถึง 57 จังหวัด

 

เริ่มปี 2566 ลุยก่อสร้าง-ซื้อที่ดินพรึบ

จากวิสัยทัศน์ภาพใหญ่ดังกล่าว ปี 2566 นี้จะได้เห็น CRC เวียดนามใช้งบลงทุน 6,000 ล้านบาท เร่งการก่อสร้าง รีโนเวตสาขาเดิม และซื้อที่ดินเตรียมพร้อมสู่อนาคต โดยมีแผนงานหลักด้านการขยายสาขา ดังนี้

  • GO! Mall
    – ก่อสร้าง 5-7 สาขา
    – จัดซื้อที่ดินเพิ่ม 5-8 แปลง
  • GO! Hypermarket
    – รีแบรนด์จากบิ๊กซีและรีโนเวตเสร็จสิ้น 10 สาขา
  • Tops Market และ Mini go!
    – ก่อสร้าง 8-10 สาขา
    – จัดซื้อที่ดินเพิ่ม 15-20 แปลง
  • Nguyen Kim (NK)
    – ก่อสร้าง 3-5 สาขา
    – รีโนเวต 10-12 สาขา

นอกจากนี้ จะมี “ธุรกิจใหม่” ที่เปิดตัวทั้งในไทยและเวียดนาม ตามที่เซ็นทรัล รีเทลมีการให้ข่าวไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โอลิวิแยร์ยังกล่าวถึงแผนการสร้าง ‘synergy’ ภายในเวียดนามเอง และระหว่าง CRC ไทย-เวียดนาม ที่จะได้เห็นมากขึ้นในปีนี้ เช่น โมเดลใหม่ของการผนวก Tops กับ NK, การสร้าง Omnichannel ผ่านช่องทางเดียวกันในกลุ่มธุรกิจฟู้ด, การส่งสินค้า private label จาก Tops ประเทศไทยไปมากกว่า 300 SKUs, สั่งซื้อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อมาจำหน่ายทั้งไทยและเวียดนามเพื่อให้ได้ Economy of scale, ส่งออกของสดจากเวียดนามไปประเทศไทย

ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า Nguyen Kim ภายในศูนย์การค้า GO! Mall

ที่สำคัญคือ CRC เวียดนามจะเรียนรู้ระบบ ‘The 1’ จากประเทศไทย นำมาวางระบบ CRM รวมทั้งเครือในเวียดนามด้วย โดยที่ผ่านมาระบบ CRM ของฝั่งเวียดนามจะแยกกันตามแบรนด์ เช่น Big Xu ของลูกค้าบิ๊กซี, GO! App, Tops Online App ต่อไปจะได้เห็นการปรับเพื่อรวมเป็นหนึ่งในแบบเดียวกับ The 1

การแข่งขันด้านค้าปลีกในเวียดนามนั้นมีผู้เล่นหลายรายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ข้อมูลจากสำนักข่าวท้องถิ่น Vietnam Report JSC กล่าวถึงชื่อผู้เล่นรายใหญ่ของเวียดนามเอง เช่น Wincommerce ในเครือ Masan Group บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ และผู้เล่นจากต่างประเทศ นอกจาก CRC ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มนี้ ยังมีแบรนด์ MM Mega Market จากประเทศไทย, Aeon จากญี่ปุ่น และ Lotte จากเกาหลีใต้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความท้าทายในตลาดเวียดนาม กลับไม่ใช่เรื่องของคู่แข่ง แต่ญนน์มองว่าเป็นเรื่องของ “การหาที่ดินและขออนุญาตก่อสร้าง” มากกว่า กลายเป็นว่าอุปสรรคหลักที่เวียดนามคือความซับซ้อนในการขออนุญาตก่อสร้างที่ทำให้สปีดมากกว่านี้ได้ยาก โดยที่ไทยการสร้างแต่ละสาขาใช้เวลาเพียง 1 ปีสร้างเสร็จ แต่ในเวียดนามอาจต้องใช้เวลาถึง 2-3 ปีเลยทีเดียว

]]>
1420626
เปิดแผนขยายสาขา “เซ็นทรัล รีเทล” ปี 2566 ปูพรม “ท็อปส์” ในไทย “Go!” บุกต่อเวียดนาม https://positioningmag.com/1418030 Mon, 06 Feb 2023 09:05:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1418030
  • “เซ็นทรัล รีเทล” (CRC) ประกาศผลประกอบการปี 2565 รายได้เติบโตมากกว่า 20% ผลักดันรายได้จาก Omnichanel สัดส่วนแตะ 18%
  • ปี 2566 เตรียมอัดงบลงทุน 28,000 ล้านบาท ขยายสาขาทุกหมวดธุรกิจทั้งในไทยและเวียดนาม เล็งตลาดเวียดนามสดใส โมเดิร์นเทรดยังโตได้อีก 4 เท่า
  • ครึ่งปีหลังมีเซอร์ไพรส์ เปิดตัวธุรกิจใหม่ในประเทศไทย และจะส่งเข้าสู่ตลาดเวียดนามด้วย โดยเป็นธุรกิจที่ ‘ขยายตัวได้สูง’
  • “ญนน์ โภคทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC สรุปผลการดำเนินงานปี 2565 ทำรายได้เติบโต 20% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ และใช้งบลงทุนไป 18,000-20,000 ล้านบาท

    เซ็นทรัล รีเทล 2566
    “ญนน์ โภคทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC

    สัดส่วนรายได้ 18% ยังมาจากการขายผ่าน Omnichannel ที่เซ็นทรัล รีเทลผลักดันมาตลอดและมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีสูง มีการปรับปรุงหลังบ้านใหม่ทั้งหมด

    ญนน์มองว่าตัวเลข 18% เป็นสัดส่วนการขายที่น่าพึงพอใจ สามารถกล่าวได้ว่า CRC ปรับตัวมาเป็นรีเทลแบบ Omnichannel ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมก้าวสู่อนาคตค้าปลีกที่ผู้บริโภคน่าจะใช้ช่องทางผสมผสานเช่นนี้มากยิ่งขึ้น คาดว่าสัดส่วนจาก Omnichannel จะขึ้นไปถึง 25% ภายใน 5 ปี

    “สิ่งที่เราจะขายไม่ใช่แค่สินค้า แต่ต้องเป็น ‘Total Solutions’ ต้องมีบริการที่ดี และประสบการณ์ที่ดีด้วย ไม่ใช่การฟาดฟันเรื่องราคาเท่านั้น” ญนน์ฉายภาพวิสัยทัศน์การขายแบบ Omnichannel ที่เซ็นทรัล รีเทลกำลังเดินไป

     

    ปี 2566 เตรียมงบลงทุน 28,000 ล้าน รับตลาดฟื้น

    ด้านแผนการลงทุนค้าปลีกแบบ “กายภาพ” ของปี 2566 เซ็นทรัล รีเทล เตรียมงบลงทุนไว้ 28,000 ล้านบาท ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุน 150,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (2566-2570)

    งบดังกล่าวจะมีการลงทุนสาขาใหม่ แบ่งตามประเทศและแบรนด์รีเทล ดังนี้

    ประเทศไทย

    • เซ็นทรัล ดีพาร์ทเมนต์สโตร์ 2 สาขา
    • ไทวัสดุ และ ไทวัสดุ ไฮบริด ฟอร์แมท 10 สาขา
    • ท็อปส์ 15 สาขา

    ประเทศเวียดนาม

    • ศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! รวม 5-7 สาขา
    • ซูเปอร์มาร์เก็ต Tops Market และ Mini go! รวม 8-10 สาขา
    • เหงียนคิม 5 สาขา และรีโนเวตใหม่ 10-12 สาขา

    เม็ดเงินลงทุนแบ่งเป็นในประเทศไทยราว 70-75% และในต่างประเทศ 25-30%

    ปีนี้ “ท็อปส์” จะมีการขยาย 15 สาขาในไทย

    ญนน์ยังแย้มด้วยว่า ครึ่งปีหลังปีนี้ CRC จะมีการเปิดธุรกิจใหม่ที่ ‘ขยายตัวได้สูง’ โดยจะเริ่มเปิดที่ประเทศไทยก่อน และจะส่งเข้าประเทศเวียดนามต่อเนื่อง ขณะนี้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของธุรกิจใหม่

     

    โอกาสในเวียดนามสดใส โมเดิร์นเทรดโตได้อีก 4 เท่า

    สำหรับตลาดเวียดนามถือเป็นตลาดสำคัญของเซ็นทรัล รีเทลหลังเข้าไปบุกตลาดมานาน 10 ปี ญนน์กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มเซ็นทรัลถือเป็นผู้เล่นจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจค้าปลีกเวียดนาม โดยมีการเปิดธุรกิจไปแล้ว 41 จังหวัด ครอบคลุม 70% ของตลาด และต้องการจะไปให้ครบ 100%

    กลยุทธ์การบุกเวียดนามของ CRC ใช้กลุ่มฟู้ดเป็นตัวนำทางด้วยแบรนด์ GO! ซึ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์การค้า และปีนี้จะยิ่งแทรกซึมเข้าไปในตลาดท้องถิ่น ด้วยการเปิดแบรนด์ Mini go! เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมทั้งโมเดลลงทุนที่ดินเองหรือจับมือกับแลนด์ลอร์ดเพื่อเปิดสาขา

    แบรนด์ Go!
    Go! Mall ประเทศเวียดนาม

    ญนน์ระบุว่า ตลาดค้าปลีกเวียดนามยังเป็นตลาดของค้าปลีกดั้งเดิม (TT) เป็นส่วนใหญ่ สัดส่วนของโมเดิร์นเทรดยังมีแค่ 5% เท่านั้น ทำให้โอกาสในเวียดนามยังมีอีกสูงมาก เชื่อว่าตลาดจะโตกว่านี้ได้อีกอย่างน้อย 4 เท่า หรือมีโมเดิร์นเทรดเป็นสัดส่วน 20-30% ของตลาดค้าปลีกภายใน 10 ปีข้างหน้า

     

    รายได้รวม “เซ็นทรัล รีเทล” โตต่อ 12-15%

    รายได้ปีก่อนโตพุ่ง 20% แต่ปี 2566 ญนน์มองว่ารายได้เซ็นทรัล รีเทลยังโตได้อีก 12-15% และวางเป้า EBITDA เติบโต 18-20%

    การเติบโตเหล่านี้มาจากเศรษฐกิจไทยที่น่าจะปรับตัวดีขึ้น คาดการณ์จีดีพีไทยจะเติบโตไม่น้อยกว่า 3% ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจค้าปลีกโตได้ 6-8% และปีนี้ไทยยังจะมีการเลือกตั้งด้วยซึ่งปกติมักจะส่งให้เศรษฐกิจเดินสะพัด

    ในขณะที่กลุ่มลูกค้าเซ็นทรัล รีเทลเป็นลูกค้าระดับกลางถึงบนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมาน้อยกว่า และยังมีทำเลที่รับนักท่องเที่ยวด้วย เช่น ย่านซีบีดีของกรุงเทพฯ, พัทยา, ภูเก็ต, เกาะสมุย ถือเป็นรายได้เพิ่มเติมเข้ามา

    โรบินสันไลฟ์สไตล์ บ้านฉาง หลังปรับปรุงใหม่

    นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทลมีการกระจายตลาดไปในต่างประเทศ คือ เวียดนาม และ อิตาลี (ห้างฯ รีนาเชนเต้) ซึ่งในเวียดนามนั้นเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ส่วนในอิตาลีนั้นค้าปลีกกลุ่มลักชัวรีฟื้นตัวได้ดีมาก

    ภาพรวมปี 2566 จึงน่าจะสดใสสำหรับเซ็นทรัล รีเทล วัดจากเดือนมกราคมปีนี้ ญนน์กล่าวว่าบริษัททำรายได้ได้ตามเป้าที่วางกรอบการเติบโต 12-15% ส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามา และมีแรงกระตุ้นจากโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ช่วยดันยอดได้ 2-3%

    “ยุทธศาสตร์ของเราสั้นๆ คือ สิ่งไหนที่เราเป็นเบอร์ 1 เราจะยึดตำแหน่งนั้นต่อไป สิ่งไหนที่เรายังไม่เป็นเบอร์ 1 เราจะต้องทำให้ได้” ญนน์กล่าว

    ]]>
    1418030
    Tops CLUB ความท้าทายของ CRC กับการดันค้าปลีกโมเดล “สมาชิก” ให้แจ้งเกิด https://positioningmag.com/1402568 Fri, 30 Sep 2022 03:57:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1402568 Hightlight
    • Tops CLUB ห้างค้าปลีกโมเดลระบบสมาชิกเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล พระราม 2 เน้นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ขายปลีก
    • ที่นี่จะต้องเป็นสมาชิกถึงจะซื้อสินค้าได้ มีสมาชิกแบบทั่วไป และสมาชิกแบบพรีเมียม มีค่าสมัครที่ 799 บาท/ปี

    รู้จัก Membership Store

    เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้วสำหรับ Tops CLUB ห้างค้าปลีกรูปแบบใหม่ในเครือ CRC เป็นรูปแบบ “เมมเบอร์ชิปสโตร์” หรือระบบสมาชิก หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันจะแตกต่างจากห้างอื่นๆ อย่างไร

    ใครที่เคยไปต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาอาจจะคุ้นเคยกับ Costco กันมาบ้าง เป็นห้างค้าส่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ คนไทยหลายคนจะเรียกกันว่า “แมคโครของชาวอเมริกัน” จุดเด่นก็คือ ขายสินค้าราคาถูก และต้องเป็นสมาชิกเท่านั้นถึงจะซื้อของได้

    แต่ก่อนแมคโครในบ้านเราก็เคยใช้ระบบนี้ ต้องสมัครสมาชิก่อนถึงจะซื้อของได้ อีกทั้งยังจ่ายได้แต่เงินสด แต่ว่าตอนนี้ได้ยกเลิกระบบสมาชิกไปแล้ว ใช้เป็นในเรื่องสิทธิพิเศษอื่นๆ แทน คนทั่วไปสามารถซื้อของได้ เปิดโอกาสให้ลูกค้าขาจรซื้อของได้มากขึ้นนั่นเอง

    ห้างค้าปลีกแบบ Membership Store ได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ในเอเชียเริ่มมีการเติบโตที่ประเทศจีน และเกาหลีมากขึ้น เริ่มมีผู้เล่นหลายราย หนึ่งในความน่าสนใจของค้าปลีกกลุ่มนี้ก็คือ แม้ในช่วงวิกฤต COVID-19 ก็ไม่สะเทือนร้านค้ากลุ่มนี้ นั่นเพราะว่าจุดยืนด้วยราคาสินค้า รวมไปถึงสินค้าแตกต่างจากที่อื่น ส่วนตัวห้างเองก็การันตีได้ด้วยลอยัลตี้ของลูกค้าที่สมัครสมาชิก

    tops club

    ดัน Tops CLUB เมมเบอร์ชิปสโตร์สัญชาติไทย

    หลังจากที่มีกระแสการเปิดตัวของ Tops CLUB ในไทย พร้อมกับคอนเซ็ปต์ด้วยการเน้นสินค้านำเข้า ดูเหมือนขาช้อปชาวไทยก็ให้ความสนใจไม่น้อย ผู้พัฒนาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นยักษ์ใหญ่ในตลาดค้าปลีกอย่าง “เซ็นทรัล รีเทล คอร์เปอเรชั่น” หรือ CRC

    งานนี้ CRC ไม่ได้นำเข้าแบรนด์อื่นเข้ามา แต่เปิดแบรนด์ใหม่เองในชื่อ Tops CLUB อยู่ในตระกูลท็อปส์ เน้นในส่วนของความเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต สินค้าอุปโภคบริโภค สาขาแรกตั้งอยู่ด้านหลังเซ็นทรัลพระราม 2 บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร

    CRC ใช้เวลาในการพัฒนาโมเดลนี้ 2 ปี เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค และดูว่าผู้บริโภคมีความพร้อม ความเข้าใจกับโมเดล Membership หรือไม่ ก่อนหน้านี้ได้เปิด Pop-up Store แบบชั่วคราวก่อน 4 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, เมกา บางนา และ เซ็นทรัล เวิลด์

    จนได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ภายในสโตร์มีสินค้ากว่า 3,500 รายการ ในหลายหมวดหมู่ ได้แก่ อาหารสด, อาหารแห้ง, ขนม-เบเกอรี่, สินค้าเครื่องครัว, ของใช้ภายในบ้าน, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อุปกรณ์กลางแจ้ง, ของเล่น, อุปกรณ์กีฬา, อุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง, เครื่องดื่ม และ ไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เหตุผลที่ทาง CRC เลือกปักหมุดที่ย่านพระราม 2 เป็นสาขาแรก เหตุผลแรกปฏิเสธไม่ได้ว่าสโตร์ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ จึงต้องอยู่ทำเลชานเมือง อีกทั้งทาง CRC เองก็มีดาต้าของผู้บริโภคในโซนพระราม 2 ว่ามีกำลังซื้อสูง เนื่องจากเมืองขยายมากขึ้น มีหมู่บ้านใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ

    Tops CLUB ออกแบบในคอนเซ็ปต์ Warehouse Style หรือแนวโกดังสินค้า จริงๆ แล้วคนไทยอาจจะถูกจริตกับสไตล์นี้ก็ได้ เห็นได้จากการถ่ายรูปที่ IKEA ที่นี่แบ่งเป็น 3 โซน มีการจัดเรียงแบบใหม่ที่อาจจะไม่เหมือนกับห้างค้าปลีกทั่วไป พร้อมจุดชิมอาหารทั่วสโตร์กว่า 40 จุด

    โซนที่ 1 Kid’s Paradise ของเล่นเด็ก มีไฮไลต์อยู่ที่ตุ๊กตาหมีสูงกว่า 3 เมตร ราคา 7,999 บาท, แพยางยูนิคอร์น-ฟลามิงโก้ไซส์ยักษ์ เก้าอี้เกมมิ่งดีไซน์สุดคิ้วท์ ที่สามารถทดลองเล่นเกมส์ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ สินค้าอุปกรณ์กลางแจ้งแบรนด์ยอดฮิตทั้งเต็นท์ เก้าอี้สนามขนาดใหญ่พิเศษ ชุดเตา-อุปกรณ์ย่างบาร์บีคิว จากแบรนด์สินค้าชื่อดังจากจากต่างประเทศ ได้แก่ Ozark Trail, Expert Grill, Lifetime เครื่องครัวคุณภาพ Mainstays แบรนด์ยอดนิยมจากอเมริกา สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ของใช้ภายในบ้าน และเครื่องครัว อุปกรณ์รถยนต์จากเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ดัง KIRKLAND ที่นิยมในอเมริกา และ BESST รวมถึงยังมีอุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

    โซนที่ 2 โซนอาหารที่เป็นห้องเย็นขนาดใหญ่ มีตู้ Chilled และ Frozen รวมสินค้านำเข้าทั้งผัก-ผลไม้สด ช็อกโกแลต ไอศกรีมแบรนด์ชื่อดังจากนิวซีแลนด์ มีทบอล เนื้อบดเกรดนำเข้า ถั่วรวมหลากชนิด พิสตาชิโอ จัดเต็มกับสินค้ากลุ่มขนม ทั้งมันฝรั่งทอดกรอบ แคปหมูปรุงรส ผัก ผลไม้อบกรอบ จากออสเตรเลีย เครื่องดื่ม ชา-กาแฟ เครื่องปรุง จากยุโรป อเมริกา และเอเชีย อีกทั้งยังมีโซนคอฟฟี่บาร์ ให้บริการจัดชิมชา และกาแฟ

    โซนที่ 3 กลุ่มอาหารสด เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ที่นำเข้ามาจากยุโรป และอเมริกา ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ แซลมอน หอยนางรม หอยเชลล์ ล็อบสเตอร์ โซนสินค้าเครื่องดื่ม และไวน์ ยังมีโซน Cooking Show มีทีมเชฟชื่อดังมาปรุงอาหาร มี CLUB Café คาเฟ่ที่มีเมนูสุดพิเศษ ฮอตดอก, พิซซ่า, พายไก่อบ ฯลฯ พร้อมที่นั่งทานในร้าน หรือจะซื้อกลับบ้าน

    สินค้า ราคา ทำให้ลูกค้ายอมจ่าย

    ถ้าไม่นับแมคโครที่เคยใช้โมเดล Membership Store ก็ต้องยอมรับว่า Tops CLUB เป็นอีกหนึ่งห้างค้าปลีกโมเดลใหม่ ที่จะใช้ระบบสมาชิก เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับคนไทยไม่น้อย ในกรณีของแมคโครเป็นการขายส่ง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นร้านโชห่วย ร้านอาหาร โรงแรมต่างๆ เป็นลูกค้าประจำอยู่แล้ว การเป็นสมาชิกจึงถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

    แต่สำหรับ Tops CLUB เป็นการขายปลีก อีกทั้งตอนนี้ยังมีแค่ 1 สาขา และทำเลยังออกนอกเมืองอีกด้วย จึงเป็นความท้าทายอย่างมากในการที่ทำให้ผู้บริโภคยอมสมัครสมาชิก บวกกับคนไทยที่อินเทรนด์แค่ชั่วคราว การให้ลูกค้ามาซื้อประจำจึงเป็นการบ้านสำคัญ

    Tops CLUB มีสมาชิก 2 รูปแบบ ได้แก่ สมาชิกทั่วไป (Basic Member) สมัครได้ฟรี และสมาชิกระดับพรีเมียม (Premium Member) ค่าสมาชิกพิเศษเพียง 799 บาท/ปี เป็นราคาโปรโมชันถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 จากราคาปกติ 999 บาท/ปี

    สมาชิกระดับพรีเมียมจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น รับส่วนลด 5% โดยสินค้าในสโตร์จะมี 2 ราคา ราคาสมาชิกทั่วไป และสมาชิกพรีเมียม ถ้าใครอยากได้ราคาที่ถูกลงก็ต้องสมัครแบบพรีเมียม พร้อมกับมีบริการส่งสินค้าฟรีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่มีขั้นต่ำ เมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Tops CLUB ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

    แต่เชื่อว่าทาง CRC ได้ทำการบ้านมาอย่างดี มองเห็นแล้วว่าคนไทยพร้อมเปิดรับกับโมเดลใหม่นี้ ในประเด็นนี้ จิตรลดา ณ เชียงใหม่ ผู้จัดการทั่วไปของ Tops CLUB ได้เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ทำให้ลูกค้าชื่นชอบ Tops CLUB ก็คือ สินค้า และราคา เป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีความแตกต่างจากที่อื่น ไม่ต้องบินไปซื้อเอง และราคาที่จับต้องได้

    tops club

    สินค้าส่วนใหญ่ 70% เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อิตาลี และ สเปน สินค้าบางตัวจะมีขายแพ็กไซส์ใหญ่ ไม่เคยมีขายที่ไหน

    “โมเดลสมาชิกจะเกิดขึ้นได้พื้นฐานสินค้าต้องดี ราคาดี ทำให้เกิดการซื้อซ้ำ ตอนที่ได้ทดลองตลาดด้วย Pop-up Store ก็พบผลตอบรับจากลูกค้าว่ายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสมัครสมาชิกถึงจะซื้อของได้ แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมสมัครก็คือ สินค้า ทำให้เห็นความต่างชัดเจน ส่วนราคาที่นี่ไม่ได้ถึงกับถูกที่สุด แต่มีความคุ้มค่า บางอย่างราคาเท่ากับต่างประเทศ บวกกับปัจจัยอื่นๆ อย่างรูปแบบร้านเป็นแบบโกดังทำให้เดินสนุก สินค้าบางอย่างหมดแล้วหมดเลย ทำให้ลูกค้าอยากมามากขึ้น”

    หลังจากที่ทดลองเปิด Pop-up Store ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีลูกค้าที่สมัครสมาชิกแล้วกว่า 12,000 ราย โดยสมาชิกระดับพรีเมียมส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่อายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป

    tops club

    การเปิด Tops CLUB ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหนึ่งโมเดลที่มีเติมพอร์ตให้ท็อปส์สมบูรณ์มากขึ้น เพราะในช่วงหลังมานี้ CRC พยายามดันท็อปส์ให้มีหลากหลายโมเดล ทั้งศูนย์การค้า สแตนด์อโลน รวมไปถึงไซส์ขนาดเล็ก เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม

    แม้ Tops CLUB จะเป็นโมเดลที่แปลกใหม่ในไทย แต่ก็เชื่อว่าจะสร้างสีสันในตลาดค้าปลีกได้อย่างดี และเกิดการทดลองใช้ เพื่อนำไปสู่การเป็นลูกค้าประจำได้ ความท้าทายทายใหญ่ก็คือ การขยายสาขา เพราะผู้บริโภคยังคงมองว่าโมเดลสมาชิกจะคุ้มค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถใช้บริการได้หลายสาขา การที่ตอนนี้มีอยู่สาขาเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยู่นอกทำเลพระราม 2 เท่าไหร่นัก

    tops club

    ]]>
    1402568
    “โก! ว้าว” ท้าชน MR.DIY! ปี 2565 เปิดให้ครบ 70 สาขา ทดลองโมเดลนอกห้างฯ https://positioningmag.com/1383210 Thu, 28 Apr 2022 04:57:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1383210 โก! ว้าว (Go! Wow) น้องใหม่ในตลาด “สินค้าเบ็ดเตล็ด” แต่มีแบ็กอัปคือกลุ่มทุนใหญ่อย่างเซ็นทรัล หลังเปิดตัวปีก่อนกระจาย 15 สาขาแรก ปี 2565 จะเปิดให้ครบ 70 สาขา และเริ่มสาขา “สแตนด์อโลน” อยู่นอกห้างฯ เพื่อทดลองโมเดลใหม่ หาสูตรที่ใช่ในธุรกิจ

    ยังเป็นแบรนด์เล็กๆ ในเครือใหญ่ แต่โอกาสของ “โก! ว้าว” (Go! Wow) ก็น่าจับตามอง “สุทธิสาร จิราธิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด วางตัวร้านสินค้าเบ็ดเตล็ดนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อหาตลาดใหม่ของเครือ แม้วันนี้โก! ว้าวยังมีสัดส่วนรายได้เป็นเลขหลักเดียวในธุรกิจมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านของซีอาร์ซี ไทวัสดุ แต่วันข้างหน้าอาจขยายได้อีก

    สุทธิสารตอบสั้นๆ กับ Positioning ถึงโอกาสของโก! ว้าวว่า สามารถเปิดได้ถึง 1,000 สาขาทั่วประเทศ เพราะโมเดลธุรกิจใกล้เคียงกับ “ร้านทุกอย่าง 20 บาท” ซึ่งมีเปิดอยู่ทุกหัวระแหงในไทย

    โก! ว้าว Go! Wow สินค้าเบ็ดเตล็ด
    “สุทธิสาร จิราธิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด

    หลังเปิดตัวเมื่อปีก่อน โก! ว้าวประเดิมด้วย 15 สาขาแรก ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในศูนย์การค้าเครือเซ็นทรัล หรือบีเอ็นบี โฮมที่เป็นร้านสินค้าตกแต่งบ้านในเครือซีอาร์ซี ไทวัสดุ ซึ่งสุทธิสารระบุว่า ไม่ได้ตั้งใจจะเกาะอยู่กับศูนย์การค้าเท่านั้น แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีในเครือเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ

    ทำให้ปี 2565 โก! ว้าวตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 70 สาขาภายในสิ้นปี และจะมีการตั้งสาขา “สแตนด์อโลน” อยู่นอกศูนย์การค้ามากขึ้น เพื่อทดลองโมเดลทำเลแบบอื่นว่าจะ ‘เวิร์ก’ หรือไม่

    โก! ว้าว Go! Wow สินค้าเบ็ดเตล็ด
    บรรยากาศร้าน โก! ว้าว

    คอนเซปต์ของโก! ว้าวที่สุทธิสารมองว่าจะเป็นกุญแจตีตลาดคือ “ร้านใหญ่กว่า” โดยขนาดร้านจะอยู่ที่ 400-800 ตร.ม. เทียบกับเจ้าอื่นจะอยู่ที่ 200-300 ตร.ม. ทำให้วางสินค้าได้หลากหลาย มีให้เลือกมากกว่า ในร้านมีของจิปาถะสารพัดตั้งแต่ของใช้ในบ้าน เครื่องครัว ของใช้สำนักงาน ของใช้ในการเดินทาง ของเล่น ฯลฯ รวมทั้งหมดกว่า 14,000 SKUs

    อีกส่วนคือการเทียบราคา ลูกค้าต้องรู้สึกว่าได้ของราคาถูก ทำให้โก! ว้าวตั้งราคาเริ่มต้นที่ 5 บาท จนถึงของราคาหลักร้อยบาท

    “70 สาขานี่ยังเล็กมากในตลาด จริงๆ ร้านแบบนี้ไปได้ทั่วหมด ไปในแหล่งชุมชน ให้เขาสะดวกซื้อ ปีนี้เราจะทดลองโมเดลหลายๆ แบบ” สุทธิสารกล่าว

    MR.DIY คู่แข่งสำคัญของโก! ว้าว (สาขาในภาพ: ตลาดรุ่งโรจน์เจริญทรัพย์ จ.กาญจนบุรี)

    หากพูดถึงตลาดสินค้าเบ็ดเตล็ดเจ้าใหญ่ และชนกับโก! ว้าวโดยตรงคือ “MR.DIY” (มิสเตอร์ดีไอวาย) ซึ่งเป็นเชนจากมาเลเซีย หลังเข้าไทยมา 6 ปี ปัจจุบันขยายไป 450 สาขา มีทั้งบนศูนย์การค้าและในตลาดหรือแหล่งชุมชน

    ที่บอกว่าตลาดจะแข่งขันกันโดยตรงเพราะเน้นการขายสินค้าราคาถูกเช่นกัน ราคาเริ่มต้นต่ำตามสโลแกน ‘Always Low Price’ และสินค้ามีความคล้ายกัน มีเครื่องมือช่าง ของใช้ในบ้าน เครื่องครัว

    อีกเจ้าหนึ่งที่อยู่มานานในไทยคือ “Daiso” (ไดโซ) จากญี่ปุ่น ปัจจุบันมี 107 สาขา แต่จะมีความต่างด้วยราคาสินค้าที่พรีเมียมกว่า ราคาเริ่มต้นที่ 60 บาท และสินค้ามีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นสูง มีสินค้าบางกลุ่มที่แตกต่าง เช่น เครื่องสำอาง รวมถึงทำเลก็จะเลือกอยู่บนศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้ มอลล์

    ส่วนธุรกิจท้องถิ่นของไทยก็มีอีกหลายเจ้าที่เปิดขายแฟรนไชส์ร้านทุกอย่าง 20 บาท หรือที่เปิดแบบไม่มีแบรนด์ก็อีกมาก ทำให้เห็นโอกาสชัดเจนว่าทำไมตลาดสินค้าเบ็ดเตล็ดกลายเป็นมหาสมุทรที่เจ้าใหญ่หมายตา

    ]]>
    1383210
    “CRC ไทวัสดุ” โหมบุกตลาด! วางเป้า 10 ปีข้างหน้าโตปีละ 18% ขยายสาขาพรึบชิงมาร์เก็ตแชร์ https://positioningmag.com/1383065 Wed, 27 Apr 2022 08:27:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1383065
  • “CRC ไทวัสดุ” กางเป้าหมายบริษัทช่วง 10 ปีข้างหน้าต้องการทำรายได้โตเฉลี่ยปีละ 18% และกำไรโตเฉลี่ยปีละ 30%
  • ปีนี้วางงบลงทุน 7,000 ล้านบาท กระหน่ำขยายสาขาทั้งไทวัสดุ, บีเอ็นบี โฮม, ออโต้วัน และ โก! ว้าว จากทั้งเครือขณะนี้มี 95 สาขา สิ้นปี 2565 จะเพิ่มเกือบเท่าตัวเป็น 183 สาขา
  • วางแผนลดต้นทุนทำกำไร ติดตั้งโซลาร์รูฟครบทุกสาขา เปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (EV) ครึ่งหนึ่งของฟลีทรถขนส่งทั้งหมด
  • คาดปี 2565 ตลาดวัสดุก่อสร้างกระเตื้อง 2-3% แต่ CRC ไทวัสดุตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 13% จากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
  • ธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง-ตกแต่งบ้านในเครือเซ็นทรัลรีเทลกำลังจะกลับมาโหมตลาดอีกครั้ง หลังผ่อนคันเร่งลงไปในช่วง COVID-19 โดย “สุทธิสาร จิราธิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ประกาศเป้าหมายในอนาคต บริษัทต้องการชิงอันดับ 1 ในธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ผ่านแผนการการลงทุน พัฒนาธุรกิจ และลดต้นทุนหลายกลยุทธ์

    เป้าหมายในเชิงตัวเลขของซีอาร์ซี ไทวัสดุช่วง 10 ปีต่อจากนี้ คือการทำรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 18% และทำกำไรเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% จากเมื่อปี 2564 บริษัททำรายได้มากกว่า 30,000 ล้านบาท เป้าหมายเหล่านี้ถือเป็นตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งฟื้นจากโรคระบาด

    “สุทธิสาร จิราธิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด

    บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุเริ่มก่อตั้งจากวิสัยทัศน์ของสุทธิสารที่เล็งเห็นโอกาสในตลาดเมื่อปี 2553 เริ่มต้นจากร้าน “ไทวัสดุ” สาขาแรกใน อ.บางบัวทอง ก่อนจะขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมกับแตกแบรนด์ใหม่ๆ ออกมา ได้แก่ “บ้าน แอนด์ บียอนด์” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บีเอ็นบี โฮม) ขายของตกแต่งบ้านประเภท Soft DIY, “วีฟิกซ์” แผนกบริการงานช่างให้ลูกค้า, “ออโต้วัน” ธุรกิจซ่อมรถ ดูแลรถ และ “โก! ว้าว” (Go! Wow) ร้านสินค้าเบ็ดเตล็ด ที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อปี 2564

    สุทธิสารกล่าวว่า เป้าหมายที่วางไว้จะไปถึงได้ด้วย 5 กลยุทธ์ ดังนี้

    1. Thriving ขยายสาขา
    2. Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เปิดแอปพลิเคชันไทวัสดุ เพิ่มฟีเจอร์ให้การซื้อชุดครัว หลังคา เหล็ก ทำได้ง่ายขึ้น และตั้งเป้าเพิ่มยอดขายออนไลน์ 150%
    3. Supply Chain & Logistics Expansion ขยายคลังสินค้าและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ใช้รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า
    4. Driving Sustainability ทำต่อเนื่องในด้านการสนับสนุน “คน” ทุกกลุ่ม ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ นักศึกษา และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ชุมชนบ้านเกิดพนักงาน
    5. New Market Penetration ชูโรงธุรกิจออโต้วันและโก! ว้าวให้มากขึ้น

     

    สาขารวมโตเกือบเท่าตัวในปีเดียว!

    เจาะกลยุทธ์แต่ละส่วนที่น่าสนใจ ปีนี้ซีอาร์ซี ไทวัสดุเตรียมงบลงทุนถึง 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้กับการซื้อที่ดิน ขยายสาขา รีโนเวตสาขาเดิม และลงทุนด้านเทคโนโลยี

    สุทธิสารกล่าวว่า ถือเป็นการลงทุนที่มากใกล้เคียงกับเมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทยังขยายตัวสูง และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากช่วง COVID-19 ปี 2564 ซึ่งบริษัทใช้งบลงทุนไปเพียง 2,000 ล้านบาท เพราะเป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังการลงทุน

    CRC ไทวัสดุ

    การขยายสาขาปี 2565 นี้จะเกิดขึ้นในทุกๆ แบรนด์ภายในเครือ โดยรวมทั้งเครือ ณ สิ้นปี 2564 มี 92 สาขา จนถึงสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 183 สาขา โดยแบ่งได้ดังนี้

    • ไทวัสดุ จาก 59 สาขา เพิ่มเป็น 70 สาขา
    • บีเอ็นบี โฮม จาก 6 สาขา เพิ่มเป็น 13 สาขา
    • ออโต้วัน จาก 12 สาขา เพิ่มเป็น 30 สาขา
    • โก! ว้าว จาก 15 สาขา เพิ่มเป็น 70 สาขา
    CRC ไทวัสดุ
    ร้านไทวัสดุแบบมาตรฐาน ใช้พื้นที่ประมาณ 18 ไร่

    สำหรับกลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง จะเน้นการเปิด ไทวัสดุโมเดลมาตรฐาน (ร้านใหญ่สีแดง) และจะปรับเซกเมนต์ภายในร้าน ขยายส่วนขายเฟอร์นิเจอร์จาก 200-300 ตร.ม. เป็น 600 ตร.ม. พร้อมกับเปิดแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า และมีโซนพลาซ่าร้านอาหาร-ช้อปปิ้งมากขึ้น เพื่อตอบสนองลูกค้าได้หลากหลาย

    นอกจากนี้จะเพิ่มสาขาที่เป็น โมเดลไฮบริดซึ่งรวมไทวัสดุกับบีเอ็นบี โฮมไว้ในสาขาเดียว เพราะพิสูจน์แล้วจากสาขาแรกที่ศรีสมาน หลังเปิดในปี 2564 ทำยอดขายได้ดีกว่าสาขาปกติ พบว่าโมเดลนี้ ‘เวิร์ก’

    CRC ไทวัสดุ
    โมเดลใหม่แบบไฮบริด รวมร้านไทวัสดุกับบีเอ็นบี โฮม เปิดสาขาแรกที่ศรีสมาน

    ส่วน บีเอ็นบี โฮม ที่รีแบรนด์มาจากบ้าน แอนด์ บียอนด์ จะเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้เข้าใกล้คนเมืองมากกว่าเดิม มีการเปิดใกล้ๆ หรืออยู่ในศูนย์การค้ามากขึ้น เช่น เซ็นทรัล ราชพฤกษ์ ซึ่งจะก่อสร้างบนที่ดินเดิมของบ้าน แอนด์ บียอนด์ ต่อไปสาขานี้จะรีแบรนด์เป็นบีเอ็นบี โฮม และเข้าไปเป็นร้านค้าภายในศูนย์ฯ แทน

    ขณะที่การขยายร้าน ออโต้วัน จะยังคงเกาะไปกับไทวัสดุ จากแนวคิดเดิมที่ร้านซ่อมรถเกิดขึ้นเพื่อ ‘utilize’ ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเห็นโอกาสจาก ‘รถช่าง’ ที่เข้าออกร้านบ่อย

    ปิดท้ายกับน้องใหม่ร้าน โก! ว้าว ปีนี้จะเน้นการออกไปเปิดสาขาสแตนด์อะโลนนอกห้างฯ เพื่อทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ๆ (ขณะนี้สาขาเกือบทั้งหมดอยู่ในศูนย์การค้าหรือบีเอ็นบี โฮม)

     

    ขยาย DC + เปลี่ยนมาใช้รถบรรทุก EV

    สุทธิสารกล่าวต่อถึงการขยายคลังสินค้า อ.วังน้อย จ.อยุธยา จากพื้นที่ 120 ไร่ บริษัทยังใช้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้จะขยายคลังต่อเนื่องเพื่อรองรับการขยายสาขา และการขายออนไลน์ที่สินค้าหลายชิ้นจะส่งออกจากคลังโดยตรง

    เตรียมปรับมาใช้รถบรรทุก EV ลดค่าพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอน

    อีกส่วนที่สำคัญคือการเปลี่ยนมาใช้ “รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า” (EV) จากปัจจุบันฟลีทขนส่งของไทวัสดุมีกว่า 100 คัน เดือนพฤษภาคมนี้จะปรับมาใช้ EV นำร่อง 6 คัน และปี 2566 จะปรับไปใช้ EV เป็น ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของฟลีทรถบรรทุกทั้งหมด รวมถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคาทุกสาขา จะปรับให้ครบทั้งหมดภายในปี 2566

    สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนให้บริษัท เพราะการใช้รถ EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 50% ของค่าพลังงานในการขนส่ง และการใช้โซลาร์รูฟช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 50% เช่นกัน เป็นคีย์หลักในการไปสู่เป้าหมายการทำกำไรเพิ่ม

     

    สรุป: ชิงมาร์เก็ตแชร์จากการเปิดสาขา

    การเติบโตของตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้างปี 2565 ซึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท สุทธิสารคาดว่าจะโตราว 2-3% แต่ CRC ไทวัสดุ ต้องการโตไม่ต่ำกว่า 13% โตมากกว่าตลาดจากการระดมเปิดสาขาดังกล่าวซึ่งจะช่วยให้ดึงมาร์เก็ตแชร์ได้มากขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีการปรับโมเดล ปรับสินค้าขายให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลาย หรือรวมสองแบรนด์ไว้ด้วยกัน มีทั้งวัสดุก่อสร้าง แต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ครบจบในที่เดียว

    ส่วนผลกระทบระยะสั้นจากปัจจัยลบที่ยังเรื้อรัง เช่น ฟลีทเรือขนส่งที่ยังมีปัญหา บริษัทได้แก้ปัญหาล่วงหน้าแล้วด้วยการสั่งสินค้านำเข้ามากักตุน ขณะที่ปัญหาราคาวัสดุก่อสร้างพาเหรดกันขึ้นราคา สินค้าบางตัวที่มีราคาตลาด เช่น เหล็ก ปูน บริษัทไม่สามารถตรึงราคาได้ แต่สินค้าประเภทอื่นจะพยายามตรึงไว้อีก 90 วันเป็นอย่างน้อย เช่น สินค้ากลุ่มโคมไฟ ก๊อกน้ำ เครื่องมือช่าง

    “เลี่ยงไม่ได้ที่สินค้าจะราคาขึ้น แต่เราจะพยายามตรึงให้นานที่สุด เพราะถ้าราคาแพงขึ้น เราก็จะขายไม่ได้เหมือนกัน” สุทธิสารกล่าว

    ]]>
    1383065
    “ท็อปส์” ขอโตนอกเครือเซ็นทรัล ปักหมุดคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ ลดความเสี่ยงปิดห้างฯ https://positioningmag.com/1377015 Thu, 10 Mar 2022 16:16:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1377015 ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดแผนเน้นขยายสาขาตามคอมมูนิตี้มอลล์เปิดใหม่ จับโลเคชั่นในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ไม่ยึดติดกับการเปิดสาขาไปกับศูนย์การค้าของเครือเซ็นทรัล ล่าสุดเปิดสาขา 130 ที่โรบินสัน บ้านฉาง จ.ระยอง รับดีมานด์กำลังซื้อย่านตะวันออก

    ขยายแต่ “ท็อปส์ มาร์เก็ต” จับโลเคชั่นคอมมูนิตี้มอลล์

    ในบรรดาธุรกิจค้าปลีก กลุ่มตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตดูเหมือนว่าจะมีทิศทางที่ดีที่สุด ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีกำลังซื้อ อีกทั้งในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ ก็เป็นกลุ่มเดียวที่ยังสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ ทำให้ได้เห็นแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตในไทยยังคงเดินหน้าขยายสาขาอยู่ตลอด

    “ท็อปส์ (Tops)” แบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตสังกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีแผนขยายสาขา ไม่มีการชะลอการลงทุน ในปีนี้คาดการณ์เปิดเพิ่มอีก 15 สาขา จากปกติปีก่อนๆ เปิดเฉลี่ย 8 สาขาเท่านั้น โดยที่เป็นโมเดลท็อปส์ มาร์เก็ตอย่างเดียว จะชะลอการลงทุนในโมเดลอื่นๆ

    ท็อปส์มีสาขา 4 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่

    • ท็อปส์ มาร์เก็ต (Tops Market) เซ็กเมนต์พรีเมียม ทำเลในกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยว
    • ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ (Tops Super Store) เน้นทำเลต่างจังหวัด จับกลุม่ลูกค้าระดับกลาง ปัจจุบันมี 5 สาขา
    • ท็อปส์ พลาซ่า (Tops Plaza) โมเดลศูนย์การค้า มี 5 สาขา
    • ท็อปส์ เดลี่ (Tops Daily) ร้านสะดวกซื้อ
    • รวมไปถึง Tops Online ช่องทางอีคอมเมิร์ซ

    แผนของท็อปส์ในปีนี้ยังคงขยายสาขา เน้นทำเลในกรุงเทพฯ โดยที่ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องไปกับศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล แต่จะไปกับผู้พัฒนาโครงการใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ ยังมีคอมมูนิตี้ผุดขึ้นอีกหลายโครงการ และส่วนใหญ่เป็นโครงการแบบโลคอล หรือเฉพาะจุดนั้นๆ ไม่ได้มีหลายสาขา

    สุจิตา เพ็งอุ่น

    สุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ -Large Format บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เริ่มเล่าว่า

    “ปีนี้ท็อปส์ขยายเพิ่มอีก 15 สาขา มากกว่า 50% ขยายไปตามคอมมูนิตี้ต่างๆ ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่กทม. แต่เข้าถึงชุมชนมากขึ้น ไม่ต้องไปกับช้อปปิ้งมอลล์ใหญ่ๆ ไม่ต้องรอโครงการของ CRC ไปกับ Developer ใหม่ๆ เป็นเทรนด์ในช่วง COVID-19 ด้วย จากแต่ก่อนเปิดแต่ไซส์ใหญ่ ตอนนี้จะให้คืนทุนเร็วต้องไซส์เล็กลง ส่วนใหญ่จะขยายขนาด S กับ M มากขึ้น”

    การเปิดสาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ๆ นอกจากจะเป็นโอกาสในการขยายสาขาได้เร็วมากขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยในเรื่องลดความเสี่ยงที่จะเจอมาตรการปิดศูนย์การค้าอีก เพราะคอมมูนิตี้มอลล์ยังสามารถเปิดให้บริการได้ ถ้าเจอมาตรการล็อกดาวน์ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยู่ในชุมชน สามารถใช้บริการได้สะดวก

    ปัจจุบันท็อปส์มีสขาทั้งหมด 130 สาขา อยู่ในโครงการของ CRC 50% และโครงการอื่นๆ 50% มีสาขาในกทม. 70 สาขา ต่างจังหวัด 60 สาขา โดยเฉลี่ยแล้วสาขาของท็อปส์มีพื้นที่ 900-4,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นขนาด S M L

    โซนตะวันออกทำเลศักยภาพ

    ล่าสุดท็อปส์ได้เปิดท็อปส์ มาร์เก็ต โรบินสัน บ้านฉาง จ.ระยอง เป็นสาขาที่ 130 ถือว่าเป็นสาขาที่ 2 ในจ.ระยอง สาขาแรกตั้งอยู่เซ็นทรัล ระยอง มีระยะทางห่างกัน 30 กิโลเมตร

    สาขานี้ตั้งอยู่ในโรบินสัน บ้านฉาง มีพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร ใช้งบลงทุน 45 ล้านบาท การเปิดสาขาที่ 2 นี้ เป็นการบุกเมืองรองโซนตะวันออก เป็นอีกหนึ่งทำเลศักยภาพทั้งการท่องเที่ยว และมีนิคมอุตสาหกรรมเยอะ

    สุจิตาบอกถึงศักยภาพของจังหวัดระยองใน 4 ด้าน

    1. ทำเลทองฝั่งตะวันออก ด้วยพิกัดที่ตั้งของจังหวัดระยองที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำจำนวนมาก รวมถึงเป็น 1 ในกลุ่มจังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง
    2. ดีมานด์ผู้บริโภคย่านตะวันออก ด้วยศักยภาพและกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงการมีผู้เยี่ยมเยือนในเดือนมกราคม 2565 เป็นจำนวนถึง 1.61 แสนคน ซึ่งเติบโตจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมาถึง 309.73% (ข้อมูลจาก สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศรายจังหวัด ปี 2565, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
    3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดระยอง จากรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดระยอง ปี 2564 ระบุว่า ทางจังหวัดมีแผนดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และพัฒนาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการร่วมกันระหว่างรัฐ-ท้องถิ่น และเอกชนอย่างตลาดลานโพธิ์นาเกลือ เป็นต้น
    4. กำลังซื้อของผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าท็อปส์ มาร์เก็ต ระยอง จากฐานข้อมูลเดอะวันพบว่าใช้บริการเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซื้อสินค้าโดยเฉลี่ยมากกว่า 700 บาทต่อครั้ง ถือว่าสูงกว่าที่อื่นที่เฉลี่ย 400 บาท/ครั้ง กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็น Gen X และ Y ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานเป็นหลัก

    ในปี 2564 ท็อปส์มีรายได้เติบโต 1% ตั้งเป้าปีนี้เติบโต 5% มองว่าภาพรวมของตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้เติบโตมากนัก แต่สุจิตาบอกว่าในช่วง 2 เดือนของปี 2565 เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยดี ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ในสภาวะเงินเฟ้อ กำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลงหรือไม่

    ]]>
    1377015
    เปิดเเผนลงทุนเเสนล้านของ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ จับธุรกิจ Wellness ซุ่มนำเเบรนด์เข้า Metaverse https://positioningmag.com/1373206 Wed, 09 Feb 2022 12:10:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1373206 ปูทางสู่ค้าปลีกเบอร์หนึ่งเเห่งเอเชีย ‘เซ็นทรัล รีเทล’ กางเเผนทุ่มงบ 1 เเสนล้านบาทใน 5 ปี ขยายการเติบโตทั้งกลุ่มอาหาร แฟชั่น ฮาร์ดไลน์และอสังหาฯ เตรียมสร้างธุรกิจใหม่อย่าง Wellness พร้อมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี เเย้มกำลังทดลองนำเเบรนด์เข้า Metaverse

    การเเพร่ระบาดในช่วงโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อธุรกิจค้าปลีกไม่น้อย เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ทั้งสาขาในไทย เวียดนาม และอิตาลี

    เเต่ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ก็ทำให้ในส่วน ‘ค้าปลีกออนไลน์’ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

    ‘ญนน์ โภคทรัพย์’ ซีอีโอของ CRC เล่าว่า หลังจากที่บริษัทได้พัฒนาระบบ Omni – Channel มาได้ราว 2 ปี
    มีการเติบโตมากกว่า 500% ลูกค้าเข้ามาประมาณ 3 ล้านคนจากฐานลูกค้า 18 ล้านคน “เป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้า เซ็นทรัล รีเทลต้องการเปลี่ยนลูกค้าจาก Single Channel เป็น Omnichannel ให้ได้ 50%”

    ที่ผ่านมาพบว่า การซื้อสินค้าผ่าน Omni – Channel มีมากกว่า 2 เท่า เเละใช้จ่ายมากกว่าช่องทางเดียว 5 เท่า ทำให้สัดส่วนรายได้ที่มาจากช่องทางดังกล่าว ณ สิ้นปี 2564 คิดเป็น 20% ของเซ็นทรัล รีเทล เพิ่มจากปี 2563 ที่ 10%

    สำหรับแผนงาน 5 ปี (2565-2569) จะเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ ‘CRC Retailligence’ สร้างนวัตกรรมการค้าแห่งยุคอนาคต ผ่านการลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท ขยายการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจทั้งอาหาร แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ พร็อพเพอร์ตี้ ควบรวมและเเตกไลน์ธุรกิจใหม่

    งบการลงทุน 1 เเสนล้านนั้น จะเเบ่งเป็น 75% สำหรับการขยายสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเดิม ส่วนอีก 25% จะใช้สำหรับลงทุนเทคโนโลยี

    โดยตั้งเป้าผลประกอบการในปี 2569 จะเติบโตในทุกมิติ รายได้เติบโต 2.5 เท่า EBITDA เพิ่มขึ้น 3.5 เท่า และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า

    ทั้งนี้ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้ทั้งสิ้น 136,889 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศไทย 70% เเละต่างประเทศคือ เวียดนาม 20% และอิตาลี 10%

    เดินหน้า 4 กลยุทธ์สร้างการเติบโต 

    เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น CRC ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญไว้ ได้เเก่

    • Reinvent Next-Gen Omni Retail

    ยกระดับแพลตฟอร์มออมนิแชนเนล ผ่านการเชื่อมโลกจริงและโลกเสมือนจริง ใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลใหม่ ๆ ทั้งฟู้ด แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี

    • Accelerate Core Leadership

    เร่งการขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจหลักของเซ็นทรัล รีเทล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    • Build New Growth Pillars

    สร้างธุรกิจใหม่ โดยเริ่มจากกลุ่ม wellness รวมถึงเซ็กเมนต์อื่น ๆ ที่เป็นไปตามเทรนด์ของโลก และความต้องการของผู้บริโภค

    • Drive Partnership, Acquisition and Spin Off

    ขยายธุรกิจภายใต้แนวคิด Inclusive Growth สร้างความสำเร็จร่วมกันกับพาร์ตเนอร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    สรุป 5 เทรนด์ธุรกิจค้าปลีก

    สำหรับเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภค เเละสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกปัจจุบัน คือ

    A New Consumer Paradigm: พฤติกรรมของผู้บริโภคจะพลิกไปสู่รูปแบบใหม่ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนจริง ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบเดิมอย่างสิ้นเชิงและรวดเร็ว

    Scaling in the Era of Digital Acceleration : โลกจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเทคโนโลยีและดิจิทัลเป็นตัวเร่ง

    The Future of Wellness : ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตให้ถูกสุขลักษณะ โดยจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวเชื่อม ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตได้ครบวงจร

    Partnership for Inclusive Growth : การร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจจะมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จและการเติบโตไปด้วยกัน
     
    Sustainability Agenda for All : การมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสังคมและดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญของทุกคนและทุกภาคส่วน

    ‘ตรึงราคาสินค้า’ รับปัญหาของเเพง 

    ผู้บริหาร CRC ระบุว่า บริษัทเริ่มมองเห็นสัญญาณบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คาดว่าปีนี้จะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

    “กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มกลางถึงบน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของ CRC เเต่กำลังซื้อของผู้บริโภคระดับล่างยังค่อนข้างฝืด เพราะได้รับผลกระทบหนักที่สุด”

    โดยมองว่า ภาครัฐควรเร่งผลักดันมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น ที่สำคัญต้องสร้าง ‘ความเชื่อใจ’ ให้แก่ผู้บริโภค

    สำหรับปัญหาด้านเงินเฟ้อ ค่าครองชีพเเละต้นทุนวัตถุดิบที่เเพงขึ้นในขณะนี้นั้น CRC ในฐานะผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ ได้ร่วมมือกับสมาคมค้าปลีก “พยายามตรึงสินค้าให้ได้มากที่สุด” หาสินค้าบางอย่างมาทดแทน พร้อมหารือกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ถึงวิธีการต้นทุนและราคาขายสินค้าต่างๆ เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถตรึงราคาสินค้าจนถึงสิ้นไตรมาส 1 ดูว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เเล้วจะนำมาพิจารณาเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาสต่อไป 

    ทดลองนำเเบรนด์เข้า Metaverse

    เมื่อถามถึงโอกาสที่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ จะลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ คริปโตเคอร์เรนซี เเละจะมีการนำ Stablecoin มาใช้ในอนาคตหรือไม่นั้น

    ญนน์ตอบว่า สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเทรนด์ที่หนีไม่พ้น ซึ่งจะต้องมีการบาลานซ์ในด้านการเทคโนโลยีและการใช้ชีวิต ส่วนในเรื่องการนำ Stablecoin มาใช้นั้น หากไม่ขัดกับนโยบายของธนาคารเเห่งประเทศไทย ก็พร้อมจะสนับสนุน แต่หากขัดต่อข้อกฎหมาย บริษัทก็จะไม่ดำเนินงานต่อ ซึ่งปัจจุบันก็มีการพัฒนา C-Coin ใช้ในองค์กรอยู่แล้ว

    ด้านกระเเส Metaverse ที่กำลังตื่นตัวในหลายธุรกิจ ผู้บริหาร CRC มองว่า เป็นเทรนด์เเห่งโลกอนาคต ซึ่งทางบริษัทกำลังจะทดลองนำเเบรนด์หนึ่งในเครือเข้าไปอยู่ใน Metaverse เช่นกัน เเต่ขณะนี้ยังเป็นความลับ ซึ่งจะมีเปิดเผยในทราบกันในเร็วๆ นี้

     

    ]]>
    1373206
    พลิกโฉม “โรบินสันขอนแก่น” สู่ “ห้างเซ็นทรัล” ชิพท์แบรนด์ในเครือ จับโลเคชั่นทำเลทอง https://positioningmag.com/1365835 Wed, 08 Dec 2021 09:15:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1365835 ห้างเซ็นทรัลเดินหน้าชิพท์แบรนด์ในเครือ ปรับโฉม “โรบินสัน” เป็น “ห้างเซ็นทรัล” ล่าสุดปรับโรบินสันขอนแก่น เป็นห้างเซ็นทรัล ถือเป็นศูนย์ที่ 3 ที่มีการเปลี่ยนแบรนด์ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 64 ที่ผ่านมา

    ใช้แบรนด์ “เซ็นทรัล” จับทำเลทอง

    หลังจากที่เมื่อต้นปี 2563 ทางกลุ่มเซ็นทรัลได้ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยได้รวมธุรกิจค้าปลีกอยู่ในบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC และเปิด IPO ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวมถึงได้เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ ROBINS หรือห้างโรบินสัน เท่ากับว่าได้ควบรวมโรบินสันอยู่ภายใต้ CRC อย่างเป็นทางการ

    ทำให้ CRC มีแบรนด์กลุ่มห้างสรรพสินค้าในเครือทั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และโรบินสัน ซึ่งทาง CRC ก็ได้ทำการจัดพอร์ตใหม่ พร้อมกับกลยุทธ์การเปลี่ยนแบรนด์ โรบินสัน ให้เป็นเซ็นทรัล พิจารณาจากทำเลที่ตั้ง กลุ่มลูกค้าที่อาศัยในโซนนั้น

    CRC ได้ประเดิมเปลี่ยน “โรบินสัน เมกาบางนา” เป็น “ห้างเซ็นทรัล เมกาบางนา” แห่งแรก เมื่อช่วงเดือนก.ค. 2563 หลังจากเปิดให้บริการมา 8 ปี เพื่อจับโซนทำเลศักยภาพย่านบางนา-ตราด เป็นทำเลทองที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงด้วย

    แต่เดิมโรบินสัน เมกาบางนามีพื้นที่รวม 13,000 ตารางเมตร ทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจ มีหมู่บ้านจัดสรรใหญ่ๆ รายล้อม 18 โครงการ และมีที่พักอาศัยอยู่กว่า 70,000 ครัวเรือน มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นประตูสู่ภาคตะวันออก โดยกลุ่มที่อาศัยอยู่ย่านนั้นส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง

    CENTRAL KHON KEAN

    เท่ากับว่า CRC มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการใช้แบรนด์ “เซ็นทรัล” บุกทำเลทอง ทำเลศักยภาพ หรือหัวเมืองใหญ่ๆ ส่วนแบรนด์ “โรบินสัน” เจาะทำเลภูมิภาค เป็นการปรับโมเดลธุรกิจใหม่ให้สอดรับกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจทั้งระบบ ทั้งระดับจังหวัด และชุมชนโดยรอบ

    หลังจากนั้นก็ได้ปรับโฉม “โรบินสันอุดรธานี” เป็นห้างเซ็นทรัลเป็นแห่งที่ 2 ในปีที่แล้วเช่นกัน ตอนนี้ยังไม่มีเปลี่ยนจากห้างเซ็นทรัลเป็นโรบินสัน

    “ห้างเซ็นทรัลขอนแก่น” ทรานส์ฟอร์มแห่งที่ 3

    ในปีนี้ทาง CRC ได้ปรับโฉมโรบินสัน เป็นห้างเซ็นทรัลอีก 1 สาขา เป็นคิวของ “โรบินสันขอนแก่น” ได้เปิดให้บริการ “ห้างเซ็นทรัลขอนแก่น” CENTRAL KHON KEAN อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 64

    โอลิวิเยร์ บรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้า ในเครือเซ็นทรัลรีเทล กล่าวว่า 

    ห้างโรบินสันขอนแก่น เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2552 เป็นห้างที่อยู่เคียงข้างลูกค้าชาวขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง สอดรับกับไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมลูกค้าทั้งยังรองรับกำลังซื้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ด้วยการพลิกโฉม “โรบินสันขอนแก่น เปลี่ยนเป็น ห้างเซ็นทรัลขอนแก่น” ซึ่งเป็นห้างเซ็นทรัล สาขาที่ 25 และลำดับที่ ของภาคอีสาน เตรียมพร้อมต้อนรับลูกค้าท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว”

    CENTRAL KHON KEAN

    การปรับโฉมในครั้งนี้มีการดีไซน์ด้วยการดึงเสน่ห์ของวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคอีสาน ผ่านการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Isan Playground” สนามช้อปปิ้งสุดสนุกของภาคอีสาน บนพื้นที่กว่า 15,508 ตร.ม. ตกแต่งภายในด้วยการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ พร้อมๆ กับส่งเสริมสินค้าจากท้องถิ่นอีสาน

    อาทิ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์พื้นเมืองบ้านดินทรายอ่อน ที่ออกแบบผ้าทอ ผ้าไหมมัดหมี่ และผ้าฝ้าย รวมทั้งวัสดุอื่นๆ อย่าง ผ้าทอลาย เชือกถัก หวายสาน และโครงไม้ไผ่ ผสานกับสีสันสดใสที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าทอพื้นบ้าน สร้างมู้ดบรรยากาศ ออกแบบดีไซน์แต่ละชั้น ให้เดินช้อปเพลินไม่รู้จบราวกับอยู่ในสวนสนุก

    พร้อมทั้งมีไฮไลต์บริเวณโถงกลาง ของชั้น 1 ที่ออกแบบเป็นศาลาไม้ไผ่สาน พร้อมนำต้นคูน ต้นไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ขนาด 4 x 4 เมตร ตั้งตระง่านกลางห้าง ชูความสวยงามเป็นแลนด์มาร์กแห่งภาคอีสานที่มีเอกลักษณ์และมีความโดดเด่นของจังหวัด

    ขอนแก่น จังหวัดศักยภาพ

    การเปิดห้างเซ็นทรัลขอนแก่นครั้งนี้ ยังสอดรับกับความพร้อมของศักยภาพจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของภาค มีความโดดเด่นหลายด้าน ทั้งเป็นเมืองด้านการศึกษา มีแหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

    เป็นศูนย์กลาง Medical hub เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ และในอนาคตจะมีรถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟทางคู่ในจังหวัดขอนแก่นที่มีการวางแผนสร้างรถไฟรางเบา และยังมีเป้าหมายสู่การเป็นเมืองแห่งการประชุมและสัมมนา (MICE CITY)

    CENTRAL KHON KEAN

    ภายใน 3 ปี จึงจะทำให้มีผู้เดินทางมาที่จังหวัดขอนแก่นมากขึ้น ทาง CRC จึงเล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดอุตสาหกรรมค้าปลีกและการท่องเที่ยวไทย ที่จะสามารถเชื่อมโยงและกระจายวงกว้างออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านต่อไปได้อีก

    ]]>
    1365835
    “เซ็นทรัล รีเทล” ทุ่ม 1.2 หมื่นล้าน เข้าซื้อ COL บริษัทแม่ OfficeMate-B2S พร้อมเพิกถอนจาก SET https://positioningmag.com/1297041 Tue, 15 Sep 2020 05:21:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1297041 ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง “เซ็นทรัล รีเทล” ขยายธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้น ประกาศเข้าซื้อกิจการของ COL บริษัทแม่ของ OfficeMate และ B2S ร้านหนังสือชื่อดัง มูลค่ากว่า 12,160 ล้านบาท หรือหุ้นละ 19 บาท พร้อมเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดเสร็จสมบูรณ์ช่วงไตรมาส 1/64

    บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา อนุมัติการเข้าซื้อกิจการ บมจ.ซีโอแอล (COL) โดยบริษัท พีบีเอชดี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยจะเป็นผู้ทำคำเสนอซื้อ โดยการทำคำเสนอซื้อหุ้น COL ทั้งหมดเพื่อเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งจะเป็นการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด 100% ใน COL ในราคาหุ้นละ 19 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 12,160 ล้านบาท โดยคาดว่ากระบวนการทำคำเสนอซื้อและการเพิกถอนหลักทรัพย์ของ COL จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงไตรมาส 1/64

    โดยเหตุผลการเข้าซื้อ COL ของ CRC นั้นเป็นไปเพื่อรองรับการประกอบธุรกิจค้าปลีกให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทในการต่อยอดความเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) สำหรับเงินลงทุนอาจมาจากเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ หรือเงินกู้ยืมจากบริษัทในกลุ่มบริษัท หรือสถาบันการเงิน

    สำหรับ COL ประกอบธุรกิจจำหน่ายเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ สื่อบันเทิง และสินค้าไลฟ์สไตล์ ผ่านหน้าร้านภายใต้แบรนด์ค้าปลีก “OfficeMate” และ “B2S” และผ่านระบบออนไลน์ และดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบัน Powerbuy มี 111 สาขา และ B2S มี 122 สาขา

    นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัท ยังอนุมัติการเข้าทำบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการของ COL (บันทึกความเข้าใจ) กับบริษัท โฮลด์ โคลล์ จำกัด (Hold COL) และนายวรวุฒิ อุ่นใจ โดยบุคคลดังกล่าวตกลงที่จะตอบรับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ โดยการขายหุ้นใน COL ที่ตนถืออยู่ ณ วันที่เข้าทำบันทึกความเข้าใจ ตลอดจนหุ้นที่ตนได้มาภายหลังจากวันที่ทำบันทึกความเข้าใจ (หากมี) และตกลงจะให้ความร่วมมือและจะดำเนินการต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้การทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ และการเพิกถอนหลักทรัพย์ของ COL จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เสร็จสมบูรณ์

    สำหรับ ณ วันที่เข้าทำบันทึกความเข้าใจ Hold COL ถือหุ้นจำนวน 35.27% และ นายวรวุฒิ อุ่นใจถือหุ้น 9% โดยนายวรวุฒิ อุ่นใจตกลงเพิ่มเติมว่าจะดำเนินการให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นขายหุ้นอีกจำนวน 12 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.87% ตลอดจนหุ้นอื่นทั้งหมด ที่บุคคลดังกล่าวได้มาภายหลังจากวันที่ทำบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ (หากมี) ในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ฯ ด้วย

    ทั้งนี้ การทำคำเสนอซื้อ COL จะเกิดขึ้นภายหลังจากเงื่อนไขบังคับก่อนเสร็จสิ้น คือ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ COL มีมติอนุมัติการเพิกถอนหลักทรัพย์ของ COL จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ COL และไม่มีผู้ถือหุ้นคัดค้านการเพิกถอนหุ้นเกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ COL และตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุมัติการเพิกถอนหลักทรัพย์

    ด้าน COL แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ต.ค. 63 พิจารณาอนุมัติการเพิกถอนหุ้นของบริษัท ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน เนื่องจาก CRC ได้มีหนังสือแจ้งบริษัทว่าประสงค์จะเข้าซื้อกิจการของบริษัท โดยให้บริษัท พีบีเอชดี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเป็นผู้ดำเนินการเสนอซื้อหุ้นสามัญของบริษัท จากผู้ถือหุ้นทุกรายของบริษัท ราคาหุ้นละ 19 บาท โดยราคาหุ้น COL ปิดตลาดเมื่อวานนี้อยู่ที่ 16.40 บาท

     

    ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ]]>
    1297041