Saturday, May 2, 2026
Home Blog Page 9010
พระสุรเสียงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านเครื่องวิทยุสื่อสารมาถึง “ปราโมทย์ ไม้กลัด” อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ที่มีรหัสว.ประจำตัวว่า “ธารทิพย์ 10” คือสัญญาณหนึ่งในการเริ่มต้นอีกครั้ง ในการตามเสด็จพระราชดำเนิน กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำวัน เพื่อลงพื้นที่ตรวจสภาพภูมิประเทศ เยี่ยมเยียนราษฎร เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ ตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แม้เวลาผ่านมานานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2520 ที่ “ปราโมทย์” หรือ “นายช่างปราโมทย์” มีโอกาสเฝ้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ครั้งที่ “ปราโมทย์” เป็นข้าราชการชั้นโท ในกรมชลประทาน จนกระทั่งบัดนี้ในวัย 67 ปี “ปราโมทย์” ยังคงบอกเล่ารายละเอียดเสมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน พระบรมฉายาลักษณ์ที่ปรากฏแก่สายตาประชาชน...
“โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา” นับเป็นโครงการที่คนไทยได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทย ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี การตั้งโครงการอยู่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นที่ประทับของพระองค์ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญ และมีพระราชประสงค์ดูแลให้โครงการเกิดประสิทธิภาพอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันพระองค์ยังทรงเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าไปเยี่ยมชมโครงการเพื่อนำความรู้ไปพัฒนาตนเองไปให้เกิดความก้าวหน้าแก่ชีวิตของตนเองสืบไป ทีมงาน POSITIONING มีโอกาสได้เข้าไปศึกษาดูงานส่วนหนึ่งในโครงการ โดยเจ้าหน้าที่ได้ถ่ายทอดรายละเอียดของโครงการว่า โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยไม่มุ่งหวังผลตอบแทน ตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยแบ่งเป็นโครงการไม่ใช่ธุรกิจ และโครงการกึ่งธุรกิจ โครงการไม่ใช่ธุรกิจเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร มุ่งเน้นการดำเนินงานโดยยึดแนวพระราชดำริเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในระยะยาว ให้พึ่งพาตนเองได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่นโครงการป่าไม้สาธิต โครงการนาข้าวทดลอง โครงการปลานิล ที่รู้จักกันในนาม “ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา” โครงการกึ่งธุรกิจ เป็นการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และจำหน่ายโดยไม่แสวงผลกำไร ไม่แข่งขันทางธุรกิจ และนำรายได้มาใช้พัฒนาโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา...
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากทรงศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในพุทธศักราช ๒๔๙๔ มีพระราชดำริริเริ่มที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขพสกนิกรของพระองค์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงมีพระราชปรารถนาที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรให้ทั่วทุกหนแห่ง ซึ่งนอกเหนือจากที่ทรงต้องการสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรแล้ว พระราชประสงค์หลักของพระองค์คือ ทรงต้องการทราบความเดือดร้อนและความต้องการของราษฎรด้วยพระองค์เอง โดยแนวทางการแก้ปัญหาของราษฎรนั้น ได้ดำเนินการผ่านโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยมีหลักการในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผล ๖ ประการ ดังนี้ ๑. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ลดปัญหาและให้ความช่วยเหลือราษฎรที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนั้น ๒. การพัฒนาต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามลำดับความจำเป็นและประหยัด ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ในลักษณะการพึ่งตนเองทรงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน" นั่นคือทำให้ชุมชน หมู่บ้านมีความเข้มแข็งก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก ๓. การพึ่งตนเอง เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากขั้นตอนทั้ง ๒ ข้อ คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพ และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ๔. การส่งเสริมความรู้และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ ...
ตั้งแต่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า ๖๐ ปีที่พระองค์ทรงเป็นเสมือนพ่อของแผ่นดิน และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลก พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญาความสามารถ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยมีพระราชประสงค์ให้พสกนิกรของพระองค์ถึงพร้อมด้วยประโยชน์สุข ดังที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้เมื่อครั้งเสด็จฯ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ และได้มีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีช่วงใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงว่างเว้นจากการทรงงาน พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินทุกพื้นที่เพื่อทอดพระเนตรสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง และทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละปีเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อทรงหาโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่เสมอ จนอาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทยที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินถึง”...
พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรากฏเด่นชัดตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นพระอัจฉริยภาพทางด้านการถ่ายภาพ ด้านงานช่าง ด้านวิทยุสื่อสาร ฯลฯ ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีบทบาทสำคัญในการทำให้ทรงมีพระราชจริยาวัตรในเชิงสร้างสรรค์เหล่านี้ ด้วยทรงสอนพระราชโอรสและพระราชธิดาให้ทรงเรียนรู้และได้ทรงทำกิจกรรมในด้านต่างๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น ความรู้ทางด้านการใช้แผนที่ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โรงเรียนเพาะช่างจัดทำแผนที่ประเทศไทยโดยผลิตเป็นรูปตัวต่อ เพื่อให้พระโอรสและพระธิดาทั้งสามพระองค์ทรงเล่นเป็นเกม เป็นการสอนให้รู้จักประเทศไทย และรู้จักการดูการใช้แผนที่ไปพร้อมๆ กัน ด้านพระราชอัธยาศัยและพระราชจริยาวัตรอันงดงามหลายประการที่มีในองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้รับการถ่ายทอดไปสู่พระราชโอรสและพระราชธิดาเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การโปรดการถ่ายรูปและถ่ายภาพยนตร์ที่ได้สืบทอดมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างครบถ้วน ดังจะเห็นได้จากการที่ ไม่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินยังสถานที่ใด จะทรงมีแผนที่และกล้องถ่ายรูปคล้องพระศอตลอดเวลา เช่นเดียวกับพระบรมราชชนนีที่ทรงกระทำมาก่อน ด้านภาษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงศึกษาภาษาต่างๆ ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และทรงจดจำได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ชื่นชมของครูที่มาถวายการสอนอย่างมาก ด้านการดนตรี...
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวชเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ ก่อนหน้าที่จะทรงพระผนวช ทรงมีพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติที่ประชาชนส่วนใหญ่ของพระองค์เลื่อมใส เมื่อทรงคุ้นเคยกับหลักการและแนวทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ก็ทรงมีพระราชศรัทธายิ่งขึ้น ด้วยทรงประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประกอบไปด้วยเหตุผลและสัจธรรม ในวันที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงพระราชดำริที่จะเสด็จออกผนวชต่อพระบรมวงศานุวงศ์และทูตานุทูตที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ โดยมีพระราชดำรัสในกาลครั้งนั้นว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ตลอดจนคณะทูตานุทูตต่างประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบรรดาข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ได้มาร่วมชุมนุมกันในมหาสมาคมนี้ จึงขอแถลงดำริที่จะบรรพชา อุปสมบทในพระศาสนาให้ทราบ” หมายกำหนดการวันทรงพระผนวช วันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เป็นวันพระราชพิธีทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถ...
ตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่ทรงเคียงข้างพระองค์ตลอดเวลาและทรงเป็นเสมือนกำลังพระราชหฤทัยแด่พระองค์อย่างไม่มีผู้ใดจะเทียบเท่าได้นั้น ก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นั่นเอง “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” ได้ทรงปฏิบัติภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ “พระผู้เป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญคู่พระราชหฤทัย” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อานาประชาราษฎร์ด้วยพระกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้มาโดยตลอด เมื่อทรงพบกันครั้งแรก จุดเริ่มต้นแห่งการที่ทรงเป็นคู่บุญคู่พระราชหฤทัยนั้น เกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ขณะที่ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร รับราชการในฐานะเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในขณะนั้นยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินจากเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มายังชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวของหม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงได้มาเฝ้ารับเสด็จ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์...
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลที่ ๙ เป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ ๔ - ๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ปรากฏบันทึกรายละเอียดไว้ ดังนี้ พิธีประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเจริญพระพุทธมนต์ วันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เวลา ๑๘.๐๐นาฬิกา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเครื่องเต็มยศจอมพลทหารบก ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเจริญพระพุทธมนต์ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มไหยศูรยพิมาน เวลา...
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระราชสมภพ ณ โรงพยาบาล เมานท์ ออเบิร์น ที่นครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่ ๓ ใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระเชษฐภคินี และพระบรมเชษฐาธิราช ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรม หลวงสงขลาราชนครินทร์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลอดุลยเดชวิกรม รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช...
ความขลังและงดงามในบรรยากาศขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคเพื่อถวายราชกฐิน แต่ละครั้งที่ผ่านมาประทับใจผู้พบเห็นได้เสมอ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนี้ เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัย ต่อมาใช้ในพิธีสำคัญๆ เช่นอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน การแปรพระราชฐานเสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมือง การต้อนรับราชทูตจากต่างประเทศ สำหรับปีนี้ เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้จัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยทรงโปรดฯ ให้พระบรมโอรสาธิราชฯ เป็นผู้แทนพระองค์ เสด็จโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 เรือที่ร่วมกระบวนพิธีจะสลักลวดลาย ตกแต่งหัวเรือเป็นรูปสัตว์ ทหารฝีพายก็จะแต่งกายสวยงาม ตามพระราชพิธีดั้งเดิม การขับร้อง "กาพย์เห่เรือ" คู่กับการกระทุ้งเสา เพื่อให้จังหวะกับฝีพาย ...