Saturday, May 2, 2026
Home Blog Page 8383
เข้ารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอไอจี เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) เพียงแค่ 3 เดือน แต่ ชาลี มาดาน ก็ต้องจัดแถลงข่าวถึง 2 ครั้ง และการแถลงข่าวทั้งสองครั้งก็เพื่อรับกับวิกฤตการณ์ที่สำนักงานใหญ่ AIG สหรัฐอเมริกา ที่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาลี มาดาน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอไอจี เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ให้รายละเอียดกับ POSITIONING ถึงแผนรับมือสถานการณ์วิกฤตในครั้งนี้ของ AIG เพื่อรายย่อย “สิ่งที่ต้องชี้แจงและประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าเข้าใจอย่างถ่องแท้และถูกต้องในขณะนี้ คือ การดูความมั่นคงแบงก์ว่าต้องพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้าง” ชาลี...
“ผมว่าอสังหาริมทรัพย์เหมือนกับธุรกิจต้องคำสาป หากว่าเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี อสังหาริมทรัพย์มักจะเป็นด่านแรกที่แบงก์จะมองก่อนเลยว่าต้องระวังก่อนใครเพื่อน แต่พอเศรษฐกิจดีมากๆ อสังหาริมทรัพย์ก็จะเป็นธุรกิจแรกๆ ด้วยเช่นกันที่แบงก์จะปล่อยสินเชื่อได้ง่ายที่สุด” อนุพงศ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ เอพี 1 ใน 8 ยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยพูดประโยคนี้หลังจากที่มีข่าวคราวการล้มครืนของวาณิชธนกิจสหรัฐอเมริกาอายุ 158 ปีอย่าง Lehman Brothers และ American International Group หรือ AIG บริษัทประกันภัยที่เคยขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก จนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องออกนโยบายทางการเงินเพื่อโอบอุ้มเอาไว้อย่างเร่งด่วน เพราะเกรงกลัวผลกระทบลุกลามออกไปในวงกว้าง อนุพงศ์ ยอมรับว่า เขาได้รับคำถามจากบรรดาคนรู้จักและสื่อมวลชนมากพอสมควรว่า...
ปรากฏการณ์พญาอินทรีปีกหัก ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่จะลุกลาม ฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอีกนาน คือความเห็นตรงกันจากทั้งนักวิชาการและกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเมืองไทย ที่ต้องเจอทั้งปัจจัยภายนอกประเทศและในประเทศ จนในที่สุดแล้วภาคเศรษฐกิจจริงของไทยจะมีปัญหา โดยเฉพาะรายได้จากการส่งออกของไทย ที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สาหัสยาวถึงปี 2009 ทันที่มีมีข่าวว่า “เลแมน บราเดอร์ส” ประกาศ “ล้มละลาย” “กรรณิกา ชลิตอาภรณ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ แบงก์ขนาดใหญ่ของไทยบอกทันทีว่าวิกฤตรอบนี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอ และซึมยาวไปอีกอย่างน้อย 1 ปี รวมทั้งประเทศไทย ที่ภาคธุรกิจต้องเลือกชะลอการลงทุนหากลงทุนต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง อีกความเห็นหนึ่งจาก ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยคงหนีไม่พ้นชะลอตัวลง โดยเฉพาะการส่งออก “วิกฤตครั้งนี้จะยังไม่หยุด แม้จะมีแผนกอบกู้วิกฤตสถาบันการเงินแล้ว ไม่แน่ว่าปัญหาจะจบที่ตรงไหน เพราะปัญหาไม่อยู่ที่อสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว...
การลงทุนประเภทอื่น ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของโลก ทำให้ราคาที่เคยสูงกับถูกลงอย่างรวดเร็ว และผันผวนหนัก แต่ “ทองคำ” กลายเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด เพราะไม่ว่าตลาดการเงินจะดิ่ง ค่าเงินใดจะอ่อนจะแข็ง หรือตลาดหุ้นวูบ “ทองคำ” ก็ยังเปล่งประกาย ยิ่งถือระยะยาวด้วยแล้วมีแต่รวยกับรวย เมื่อหุ้นผันผวน เสี่ยงลงทุนแล้วขาดทุน “กวี ชูกิจเกษม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย แนะว่ามีอีก 3 ทางเลือกสำหรับนักลงทุน คือ 1.ทองคำ 2.กองทุนสินค้าเกษตร และ 3.กองทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยการลงทุนทองคำช่วงนี้ให้ผลตอบแทนสูงสุด “การลงทุนในทองคำ ในปีนี้ให้ผลตอบแทนแล้วเฉลี่ยประมาณ 12% และโอกาสราคาทองคำขึ้นมีมากกว่าลง เพราะทองคำเป็น Asset ที่มีความปลอดภัยสูง ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ...
9 เดือนแรกของปี 2008 ท่ามกลางข่าวสถาบันการเงินล้มรายแล้วรายเล่า เงินต่างชาติขายหุ้นสุทธิแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ดัชนีหุ้นร่วงไปแล้วเกือบ 300 จุด หากพอร์ตต่างชาติที่อยู่ในตลาด 1 ล้านล้านบาทหายไป ตลาดหุ้นไทยจะดิ่งหายไปอยู่ที่ใดซึ่งยังไม่มีเซียนหุ้นคนใดกล้าฟันธง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยลบที่มาจากการเมืองในประเทศยืดเยื้อ จึงเหลือเพียงคำแนะนำเพียงว่าทั้งขาใหญ่ และแมงเม่าควรปรับพอร์ตเล่นหุ้น ปรับ Mind Set ถือยาว หรือทางที่ดีไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า เพียงแค่ 9 เดือนแรกของปี 2008 ที่มีข่าวหนาหู และปรากฏเป็นจริงที่สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาล้มระเนระนาด ต้องเพิ่มทุน ถูกเทกโอเวอร์ และล้มละลาย จนมาถึง “เลแมน บราเดอร์ส” และ “เอไอจี” ตลาดหุ้นของไทยได้ซึมซับรับพิษไปอย่างเบ็ดเสร็จมาแตะในระดับ 550 จุด...
ทันทีที่เลแมน บราเดอร์ส ประกาศ “ล้มละลาย” สถาบันการเงินของไทย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์หลายแห่งถูกจับตามองว่าได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน “เงินหมุน” ให้กับเลแมนฯ และสถาบันการเงินอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาหรือไม่ และต่างเกรงว่าเงินนั้นจะ “ไม่หมุนกลับมา” ในสถานการณ์ที่สถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่น สิ่งที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุด ซึ่งธนาคารกรุงเทพเลือกประกาศทันทีว่าได้เข้าไปเสี่ยงกับ “เลแมนฯ” โดยลงทุนใน “หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ (Senior Unsecured Bond)” มูลค่า 3,500 ล้านบาท พร้อมกับการยอมรับโดย “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ที่ออกมาบอกว่า ธนาคารคาดว่าจะได้รับชำระคืนเงินลงทุนครั้งนี้ประมาณ 35% ซึ่งเป็นอัตราการได้คืนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เมื่อสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาเคยล้มในอดีต เท่ากับธนาคารกรุงเทพจะได้คืนมาประมาณ 1,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือยอดที่ขาดทุนที่จะปรากฏในผลการดำเนินไตรมาสเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกันบริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง...
ในช่วงรุ่งเรืองของ “เลแมน บราเดอร์ส (ไทยแลนด์)” ตลอดนับ 10 ปีที่ผ่านมาในไทย ผู้บริหารของ “เลแมนฯ” ไม่ค่อยเปิดเผยตัวเป็นข่าวให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนเท่าไรนัก แต่เมื่อบริษัทแม่ที่สหรัฐอเมริกาประกาศ “ล้มละลาย” หนึ่งในผู้บริหาร “เลแมนฯ” อย่าง “กฤษดา กวีญาณ” ต้องออกมาอยู่ในสปอตไลต์ อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะพอร์ตของเลแมนฯ ในไทยมีมากถึง 50,000 ล้านบาท กว่า 50% เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ กำลังถูกจับตามองว่าหากต้องมีการ “ขาย” เพื่อส่งเงินกลับสหรัฐอเมริกา ทรัพย์สินเหล่านี้จะเปลี่ยนไปอยู่ในมือของใคร “กฤษดา กวีญาณ” ทำงานให้กับเลแมน บราเดอร์ส (ไทยแลนด์) มาตั้งแต่ปี 2001 หลังจากที่เลแมนฯ เข้ามาลงทุนในไทยแล้วระยะหนึ่งและเริ่มบริหารสินทรัพย์ที่ประมูลได้จาก...
“เลแมน บราเดอร์ส” วาณิชธนกิจอันดับ 4 ของสหรัฐอเมริกาล้มครืน และสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยที่รู้สึกว่าวิกฤตกำลังใกล้ตัวคนไทยมากยิ่งขึ้น เพราะ”เลแมนฯ” เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมานาน โดยได้ “โอกาส” แจ้งเกิดเต็มตัวในไทยหลังช่วง “วิกฤต” เศรษฐกิจปี 2540 ที่ “เลแมนฯ” ชนะประมูลบริหารสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ 56 ไฟแนนซ์จาก ปรส. ท่ามกลางข้อสงสัยมากมายและยังเป็นคดีความในปัจจุบัน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเลแมนฯ ในไทยเติบโตต่อเนื่อง จนปัจจุบันพอร์ตทรัพย์สินและการลงทุนในไทยงอกเงยถึง 5 หมื่นล้านบาท แม้เทียบไม่ได้กับมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ “เลแมนฯ” แต่เมื่อ “ล้มละลาย” พอร์ตในไทยย่อมได้รับผลกระทบ แม้หลายโครงการจะมีแวลูพร้อมขาย แต่หลายโครงการในหลายบริษัทที่ “เลแมนฯ” มีหุ้นอยู่ และเป็นผู้บริหารเงินลงทุนก็ยังต้องการเงินทุนอีกมากเช่นกัน นี่คือช่วงวิกฤตของ...
เมื่อวิกฤตซับไพรม์คายพิษ ฟองสบู่ก็แตกดังโพละ ตามมาด้วยการล้มครืนของสถาบันการเงินเก่าแก่ของอเมริกา Lehman Brothers และ Merrill Lynch รวมทั้ง AIG ยักษ์ใหญ่วงการประกันภัยซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ AIA ที่คนไทยรู้จักกันดี จากนั้นก็มีข่าวธนาคารหลายแห่งย่ำแย่ตามกันมาเรื่อยๆ ทำให้ตลาดทั่วโลก “ตื่นตระหนก-ขวัญผวา” ว่ากำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยิ่งใหญ่รุนแรงกว่าช่วงสงครามโลกครั้งไหนๆ ปล่อยเงินกู้ผิด คิดจนตัวตาย ต้นตอของ “วิกฤตวาณิชธนกิจ” ครั้งนี้ไม่ได้มาจากพิษซับไพรม์สั้นๆ ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา แต่สะสมปัญหา “หนี้เน่า” เรื่อยมาหลังจากรัฐประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในปี 2001 ส่งเสริมการบริโภคกันจนอ้วนอุ้ยอ้าย และหนักหน่วงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางปี 2006 ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินปล่อยกู้ด้านอสังหาริมทรัพย์จำนวนมหาศาล รวมทั้งการเก็งกำไรในตลาดทุนอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ประชาชนที่นิยมเป็นหนี้บัตรเครดิตและเงินกู้ประเภทต่างๆ...
ตลอดเดือนกันยายน 2008 โลกต้องตื่นตระหนกกับความ “เจ๊ง” ของสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา จนนำมาสู่เศรษฐกิจโลกที่ใกล้ “โคม่า” เพราะภายในเวลาเพียง 16 เดือนสถาบันการเงินทั่วโลกล้มละลาย หรือถูกเทกโอเวอร์กว่า 25 แห่ง เฉพาะครึ่งเดือนหลังของกันยายน 2008 นับได้ถึงกว่า 10 แห่ง บรรดานักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งไทยและต่างชาติ ระบุถึงตัวการสำคัญของต้นเหตุแห่งความหายนะครั้งนี้ว่ามาจาก “ความโลภ” ที่นำมาซึ่งความชาญฉลาดในการคิดค้น และพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เพื่อการเก็งกำไรในรูปแบบใหม่ๆ เพราะการลงทุนรูปแบบเดิมๆ อย่างหุ้น ทองคำ พันธบัตร ค่าเงิน น้ำมัน และอื่นๆ “ซับซ้อน” ไม่พอที่จะทำให้ “ร่ำรวย” กว่าเดิม สินเชื่อ “ซับไพรม์”...