2 ศิลปินหนุ่มผมยาว แววตามาดมั่น เจี๊ยบ และโมกข์ หอบกีตาร์มาตอนดึก ตอนตีหนึ่งหรือไม่ก็ตีสอง พร้อมด้วยกระดาษขนาดเอ 4 แผ่นสองแผ่น มานั่งสุมหัวเอียงหูนั่งดูกระดาษแผ่นนั้น พร้อมดีดกีตาร์ซ้อมเพลงใหม่แกะกล่องที่เพิ่งแต่งกันมาหมาดๆ ชนิดน้ำหมึกยังไม่แห้ง ทั้งคู่เป็นเจ้าของวง “สหภาพ” ติดตามดูเอเอสทีวีและได้รับข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้และชุดนอมินี โดยมีนายสมัครเป็นผู้นำขณะนี้ ได้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล ความฉ้อฉลกลโกง ข้าวยากหมากแพง แต่รัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กลับมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดให้กับทักษิณ ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมกับเวทีพันธมิตร ความกลัวไม่ได้อยู่ในความคิดของเจี๊ยบและโมกข์ ยิ่งเขาได้มาเห็นผู้ร่วมอุดมการณ์ที่มีคุณตา คุณยาย คนแก่ หนุ่มสาว ลูกเล็กเด็กแดงอีกมากมาย ยิ่งแกนนำพันธมิตรฯ ประกาศว่า “เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย ด้วยแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาทั้งสองจะต้องกลัว...
เป็นวงดนตรีฝีมือเยี่ยมยอดวงหนึ่ง ที่ทางกองทัพธรรมของท่านมหาจำลอง เจ้าของบทเพลงปลุกม็อบ "เหนื่อย เราก็ไม่เหนื่อย เมื่อยเราก็ไม่เมื่อย เราไล่ไปเรื่อยๆ เราไม่เหนื่อย เราไม่ท้อ" โดยมี “หินไฟ หมายยอดกลาง” เป็นหัวหน้าวง และมีสมาชิกอีก 4 คน ฝากหิน (มือกลองบองโก้ สละอาชีพเดิมจากขายต้นไม้ชั่วคราวมาเล่นดนตรี),โอ๋ ฆาราวาท (มือโซโล่ และนักร้องนำ) โอ๋ นั้นได้ชื่อว่าเป็นนักดนตรีมืออาชีพที่ปิดทองหลังพระมาตลอด ทำดนตรีให้วงใหญ่ๆ โด่งดังกระหึ่ม มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวงซูซู หรือวงโปงลางสะออน และเล่นกีตาร์ได้หลากหลายสไตล์บลูส์ แจ๊ซ ร็อก หมอลำ เพียงแฟนเพลงขอมา มือกีตารคนนี้จัดให้ครับพ่อแม่พี่น้อง, ดม ฆาราวาท (มือเบส),...
จิตวิญญาณดนตรี กับเวทีการเมืองภาคประชาชน เราจะไม่ถอย จะไม่ถอย จะไม่ท้อ สู้ สู้ สู้ ต่อเอาประเทศไทยของเราคืนมา มาเถิดพี่น้องรวมพลังขับไล่ศัตรู มากกอบมากู้บ้านเมืองให้เรืองรอง แม้นแผ่นดินจะฝังกายก็ยอม พร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกัน เป็นคำร้องที่สามารถสะท้อนมุมมองในการต่อสู้ โดยกลั่นกรองและสรุปเหตุการณ์ผสมผสานตัวโน้ตออกมาเป็นบทเพลงเพื่อขับกล่อมให้กำลังใจมวลชนในยามที่เหนื่อยล้า ท้อแท้ บางบทเพลงก็สร้างความฮึกเหิม เลือดแห่งความรักชาติสูบฉีด เพลงเพื่อชีวิตอยู่คู่กับการต่อสู้ทางการเมืองของไทยมานาน แต่ที่แล้วมาบทเพลงเพื่อชีวิตได้ห่างหายจากเส้นทางดนตรีของไทยไปนาน เพราะค่ายเพลงจะไปสนใจเพลงตามกระแส ที่ทำเงินให้เท่านั้น จะมีก็แค่ศิลปินเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่ที่เคยสร้างชื่อมาตั้งแต่สมัยอดีต ที่ยังพอมีแฟนเพลงอยู่บ้าง จนดูเหมือนว่าแทบไม่มียืนให้กับดนตรีแนวนี้อีกแล้ว ยิ่งเป็นวงดนตรีรุ่นใหม่ๆ ด้วยแล้ว โอกาสก็แทบไม่มี แต่ตราบใดที่เพลงเพื่อชีวิตยังคงรับใช้สถานการณ์รับใช้สังคม ปลุกกระแสให้เกิดพลัง ต่อด้านกับความอยุติธรรม ไม่ว่าศิลปินท่านนั้นจะเป็นศิลปินโนเนม ศิลปินใต้ดิน เหนือดิน หรือศิลปินหลังเขา ไม่สำคัญ หากแต่เขาเหล่านั้นมีจิตวิญาณและอุดมการณ์ที่แน่วแน่ รักชาติบ้านเมือง...
เจ้าของเพลง “ถ้าไทยรักไทย” บี๋ -คณาคำ อภิรดี สาวร่างใหญ่เสียงดี ที่เธอแต่งเองร้องเอง เพื่อต้องการสะท้อนถึงปัญหาที่ทำให้คนไทยต้องมาโกรธเกลียดกันเอง เมื่อครั้งการชุมนุมของพันธมิตรในปี 2549 มาถึงการชุมนุมครั้งนี้ บี๋ ก็ยังทำหน้าที่ของศิลปิน ที่ใช้บทเพลงและวิธีคิด มาร่วมกล่อมเกลา และให้กำลังใจแก่ผู้ร่วมชุมนุม ซึ่งเธอมองว่า เป็นเรื่องปกติของวิถีประชาธิปไตย ที่ทุกคนมีสิทธิชุมนุมได้โดยสันติวิธี โดยเฉพาะข้อเรียกร้องในการปัญหาของชาติ แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉย “เราไม่ได้ต้องการความรุนแรง หรือบอบช้ำ อยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี เพียงแต่อยากมาแสดงออกว่าเราไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล กับการทำให้ประชาชนเดือดร้อน กับปัญหาโกงกิน โบราณบอกว่า จิ้งจกทักยังต้องฟัง แต่นี่คนเป็นหมื่นเป็นแสนทัก รัฐบาลก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รับรับรู้อะไรเลย” บี๋ คณาคำ สะท้อนความเห็น ...
“ดู๊ ดู ดู เธอทำ ทำไม (ท๊ากษิณ) ถึงไมถึงทำกับฉันได้” เสียงเพลงคุ้นหูของตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณชุมนุม เป็นเพลงดัดแปลงที่นำมาจากเพลง “ดูเธอทำ” ของ จ็อบ บรรจบ ได้กลายเป็นหนึ่งในเพลงประจำเวทีพันธมิตรฯ ที่สามารถเรียกให้ผู้ชุมนุมลุกขึ้นขยับแข้งขยับขา คลายความเมื่อยล้าจากการชุมนุมร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในการกู้ชาติครั้งนี้ได้อย่างเห็นผล ในฐานะของดาราเจ้าบทบาท ตั้ว-ศรัณยูไม่เพียงคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่กับผู้ชมบนหน้าจอโทรทัศน์ หรือบนละครเวที ในวันนี้เขายังเป็นที่คุ้นเคยของเหล่าผู้เข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะของศิลปินกู้ชาติ กับการขับขานบทเพลง สร้างความครึกครื้นและผ่อนคลายให้แก่ผู้ชุมนุมทุกค่ำคืน เรียกว่าถ้าขาดไปวันไหน แฟนๆ จะถามหาทันที ศรัณยู เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ มาตั้งแต่การชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณครั้งแรกในปี 2549 ครั้งนั้นเขาก็เหมือนอีกหลายคนที่พบว่าสื่อที่มีอยู่ไม่ได้ให้ข้อมูลครบถ้วน...
ปรากฏการณ์หนึ่งที่ถือเป็นสีสันให้ม็อบพันธมิตรฯ ชนิดที่มองข้ามไม่ได้คือเสียงดนตรี จากเหล่าศิลปิน รุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก น้อยใหญ่ ที่มาร่วมกู้ชาติ โดยใช้บทเพลงมาเป็นแรงใจขับกล่อมกับผู้ชุมนุมคลายความเมื่อยล้า จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศการชุมนุมที่ขาดไม่ได้ แนวรบด้านดนตรี จากขุนพลเพลงเพื่อชีวิตน้อยใหญ่ รุ่นลายครามอย่างคาราวาน ซูซู หรือแฮมเมอร์ ได้มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย พร้อมด้วยศิลปินเพื่อชีวิตรุ่นใหม่ มากหน้าหลายตา โดยมีวสันต์ สิทธิเขต เป็นหัวหอกด้านบทกวีและบทเพลงอันแสบสั่นสะท้าน ตับ ไต ไส้ พุง สะเทือนเลื่อนลั่น ทำเอานักการเมืองพากันปั่นป่วนไปทั่วกระเพาะอาหาร การมารวมตัวของเหล่าศิลปินเหล่านี้เริ่มขึ้นตั้งแต่การชุมนุมครั้งที่แรกในปี 2549 และต่อเนื่องจนมาถึงการชุมนุมครั้งล่าสุด ที่กินเวลามาแล้วกว่า 70 วัน แม้จะเป็นเวลาที่ยาวนาน...
ความสงบเรียบร้อยของผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่รวมกันตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง และกินเวลายาวนานมากกว่า 70 วัน เป็นการบริหารจัดการของ “กองทัพธรรม” ภายใต้การดูแลกลุ่มสันติอโศก ที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้นำทัพ กองทัพธรรม ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติการในม็อบพันธมิตรฯ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนพ่อบ้านประจำม็อบ ไม่เพียงแต่ต้องดูแลเกี่ยวกับปัจจัย 4 อาหาร น้ำ ที่พักอาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เท่านั้น ยังต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมไม่ให้ประสบกับความยากลำบาก ดูแลเรื่องของความสะอาดภายในที่ชุมนุม รวมถึงการรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม ให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แน่นอนว่าการอยู่ร่วมกันเป็นเวลายาวนานกับคนหมู่มากที่มาจากหลากหลาย ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย “ปัญหามีทุกวัน ก็แก้กันไปได้ มีทั้งเรื่องความเป็นอยู่ และจิตใจของผู้มาชุมนุม ความสงบเรียบร้อยภายใน ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องฝ่ายตรงข้ามที่พยายามใช้ความรุนแรง ผู้ที่ทำหน้าที่การ์ดรักษาความปลอดภัยก็ต้องรับมือกับสถานการณ์...
คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีสำหรับบรรดาคอข่าวยามเช้าของเวทีพันธมิตรฯ กับน้ำเสียงสดใส ใบหน้าสวยคมของเธอผู้นี้ หลายคนเรียกเธอว่า “น้องเก๋” หรือ กมลพร วรกุล สาวน้อยจากเมืองลำปาง หลังจากเรียนที่มหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล สาขาเอกโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ เธอก็เข้าไปทำงานที่บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ สายโปรดักส์ชั่น หรือสายผลิต รวมทั้งงานประชาสัมพันธ์ ซึ่งทำให้มีโอกาสติดต่อกับสื่อมวลชน ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำงานเป็น “นักสื่อสารมวลชน” “พอมีเวลาว่างจึงไปเรียนเสริมเพิ่มเติมคอร์สผู้ประกาศข่าว นักพากย์ และดีเจ พอบริษัทไทยเดย์ด็อทคอมเปิดรับสมัครพนักงาน ตอนนั้นตั้งใจมาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวเขียนข่าวทีวี แต่พอผ่านการเทสต์ลองอ่านข่าว ประกอบกับหน้าตาดี เลยทำให้กลายไปอยู่ในกลุ่มผู้ประกาศข่าวรุ่นแรก” แม้ต้องผันตัวเองมาเป็นผู้ประกาศข่าว ASTV ช่อง News1 แต่เธอก็มีหน้าที่หลัก คือ รายงานข่าวจากรถถ่ายทอดสดจากทำเนียบและรัฐสภา กระทั่งมีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเมื่อปี 2548...
ทุกๆ เช้าสำหรับพันธมิตรคอการเมือง กิจวัตรที่ต้องทำหลังจากตื่นนอน คือ การเปิดช่อง ASTV เพื่อดูรายการข่าวยามเช้า เพราะไม่เพียงอัพเดตเหตุการณ์ข่าวสำคัญจากหน้าหนังสือพิมพ์หัวสีใหญ่แทบทุกฉบับ แต่ยังได้เสพอรรถรสหลากอารมณ์ สนุกสนาน จริงจัง สะใจจากการเล่าข่าวแบบวิเคราะห์มีสีสันสอดแทรกสาระและบันเทิงเข้าไปอย่างกลมกลืน จากพิธีกรสาวคู่ต่างวัย “พี่ปอง-น้องเก๋” โดยเฉพาะพี่ปอง หรือ อัญชลี ไพรีรัก พิธีกรสาวห้าว แกร่ง ขวัญใจพันธมิตรสาวน้อย-สาวใหญ่ คนนี้ จัดเป็นแม่เหล็กคนสำคัญทีเดียว เพราะสามารถเรียกเรตติ้งข่าวเช้าให้กับเวทีพันธมิตรฯ ได้อย่างล้นหลาม อัญชลี เป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จอย่างสูง ในฐานะนักจัดรายการวิทยุของคลื่นข่าว 96.5 และ 92.25 มาก่อน อีกทั้งเธอยังคร่ำหวอดบ่มเพาะประสบการณ์ทำงานสายสื่อสารมวลชนตลอด 20 ปี เริ่มต้นจากการเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ ทำข่าวประกวด ตั้งแต่นางงาม...
เวทีพันธมิตรฯ ไม่ต่างอะไรกับเวทีของอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ที่ต้องอาศัยพลังของแกนนำ พิธีกร วิทยากร ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ บวกกับบรรยากาศที่ดึงดูดผู้มาร่วมชุมนุมให้อยู่ร่วมมากที่สุด และที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการของเวที กรณีศึกษาที่น่าติดตาม ชีพจรของเวทีพันธมิตรฯไม่เคยหยุดนิ่ง ตลอด 24 ชั่วโมง เวทีแห่งนี้โลดแล่นไปด้วยข้อมูล ข่าวสาร จากแกนนำ วิทยากร ศิลปิน ให้กับผู้ชุมนุมในม็อบ และผู้ชมเอเอสทีวี ได้ติดตามตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าใครที่เคยไปเวทีพันธมิตรฯ คงได้รับรู้ว่า ความคึกคักของเวทีพันธมิตรฯ จะเริ่มขึ้นช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลา “ไพรม์ไทม์” ของการชุมนุมครั้งนี้ เพราะเป็นช่วงเลิกงาน ยิ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์...









