Saturday, April 25, 2026
Home Blog Page 8502
การปักหลักชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการชุมนุมที่กินเวลายาวนานมากกว่า 60 วัน แต่ยังได้ชื่อว่าเป็นม็อบเดียวที่มีการถ่ายทอดสดผ่านสื่อโทรทัศน์ตลอด 24 ชั่วโมง ปรากฏการณ์นี้ส่งให้ ASTV กลายเป็นสถานีข่าวประเภทเรียลลิตี้แห่งเดียวที่รายงานข่าวแบบสดๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีการผลิตรายการล่วงหน้า พวกเขาทำอย่างไรในการตรึงคนดูให้อยู่หน้าจอทีวีตลอดทั้งวันไม่ต่างอะไรกับการดูเรียลลิตี้โชว์ ยอดติดตั้งจานดาวเทียมพุ่งสูงขึ้นจนไม่พอขาย ผู้ผลิตจาน และเคเบิลท้องถิ่นใช้ ASTV เป็นจุดขายเรียกลูกค้า คือบทพิสูจน์ความสำเร็จของสถานีข่าวเรียลลิตี้ ประเมนทร์ ภักดิ์วาปี ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ASTV บอกเล่าถึงภารกิจในครั้งนี้ว่า หน้าที่หลักของเอเอสทีวี คือ การถ่ายทอดของเวทีพันธมิตรฯ ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการรับผิดชอบผลิตรายการตั้งแต่ช่วงเวลา 6...
2 เดือนถึง 97 ปี เป็นอายุของผู้เข้าร่วมชุมนุม ที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง เปิดเผยถึง ข้อมูลผู้มาชุมนุมมีทั้งผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาว เด็กเล็ก มีอายุตั้งแต่ 2 เดือน แก่สุด 97 ปี ถ้าเป็นการตลาดแล้วเรียกว่า สามารถจูงใจผู้ชมระดับ Mass ที่มีความหลากหลาย 1.คนสูงอายุ กลุ่มผู้เข้าชุมนุมจะมีคนอายุสูงสุดถึง 97 ปี 2.เด็กสุด คือ วัย 2 เดือนแล้ว 3.วัยรุ่นก็มา เป็นอีกกลุ่มที่มีบทบาทในการชุมนุม ปรากฏการณ์แฟชั่นในม็อบ สำหรับผู้มาร่วมชุมนุมในม็อบ อาจเริ่มต้นด้วยผ้าคาดศีรษะสีเหลือง เขียนคำว่า กู้ชาติ...
ถอดรหัสปรากฏการณ์ ม็อบพันธมิตรฯ – ASTV สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมแห่งเดียวที่ถ่ายทอดสดตลอด 24 ชั่วโมง เปรียบได้กับรายการเรียลลิตี้โชว์ ที่มีผู้ชมติดตามหน้าจอตลอดทั้งวัน ทั้งคืน มีคนมาร่วมฟังร่วมเชียร์บรรดาเหล่าแกนนำที่เปรียบเป็น “ดารา” ถึงขอบเวที พวกเขามีวิธีบริหารจัดการอย่างไรจึงมัดใจคนดู กลายเป็นสถานทีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่ร้อนแรงมากที่สุดในเวลานี้ พลังความร้อนแรงของเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตราตรึงผู้ชุมนุมยาวนานกว่า 70 วัน และยังไม่รู้ว่าการชุมนุมจะไปสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่การชุมนุมยังคงยืนหยัด และมิได้ทำให้ผู้ชุมนุมอ่อนล้า หรือลดน้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผู้ร่วมชุมนุมกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น ยิ่งเป็นช่วงวันหยุดเย็นวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ด้วยแล้ว บริเวณสะพานมัฆวานก็ยิ่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ยังคงหลั่งไหลมาร่วมชุมนุม ขณะที่การชุมนุมของเวทีพันธมิตรฯได้ถูกถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ตลอด...
วินาศกรรม 9/11 ปี 2001 ทำให้ธุรกิจการบินตกต่ำเพราะคนไม่กล้านั่งเครื่องบิน แต่เป็นภาวะความไม่เชื่อมั่นแค่ช่วงเวลาเดียว แต่วิกฤตน้ำมันแพงขณะนี้กลับทำให้สายการบินตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่า เพราะต้นทุนที่แพงขึ้นอย่างสาหัสได้ส่งผลกระทบกระจายเป็นวงกว้างต่อธุรกิจการบินทั่วโลก เข้าขั้น “อ่วม” “ทรุด” และ “เจ๊ง” กันระนาว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนสายการบินขอ “หยุดบิน” มากขึ้นเรื่อยๆ หากราคาน้ำมันยังพุ่งทะยานไม่หยุด สัญญาณอันตรายเริ่มต้นตั้งแต่ราคาน้ำมันพุ่งสูง 100 เหรียญต่อบาร์เรลเมื่อต้นปี ทำให้สายการบินที่มีปัญหาสะสม และ “อ่อนแอ” ภายใน ยอม “สละเรือบิน” กันแต่เนิ่นๆ ที่เผชิญวิกฤตหนักกว่าใคร คือแอร์ไลน์ขนาดเล็กเพราะกำไรน้อยอยู่แล้ว ทั้งยังมีสายป่านสั้นกว่า หลายแบรนด์ล้มละลายเลิกบินไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เช่น Aloha, ATA, Skybus, Eos, Silverjet, Maxjet...
คุณคะ! มีค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มนะคะ คุณคะ! บวกค่าโหลดกระเป๋าเพิ่มนะคะ คุณคะ! ช้อนส้อมพลาสติกนะคะ คุณคะ! ผ้าห่มทำไมไม่อุ่นเลยล่ะคะ คุณคะ ๆ ๆ ๆ ๆ อีกมากมาย ที่ผู้โดยสารไม่สะดวกสบายเหมือนเดิมอีกต่อไป ในยุคที่น้ำมันแพง ถ้านั่งการบินไทยก็ถูกชาร์จค่าน้ำมันมันเพิ่มอีกประมาณ 3 พันกว่าบาทถ้าไปต่างประเทศ ส่วนในประเทศก็ยังอยู่ในหลักเกือบพันบาท ถ้านั่งโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ถูกสุดก็เป็นของไทยแอร์เอเชีย ในประเทศประมาณ 600บาท แต่ต้องเสียค่าโหลดกระเป๋าเพิ่ม นี่คือก่อนขึ้นเครื่อง และเมื่อหย่อนก้นลงบนเบาะ คาดเข็มขัดและเครื่องบินเหินฟ้า พนักงานกลับเสิร์ฟขนม นมเนย หรือแม้แต่น้ำอัดลมน้อยลง ผ้าห่มก็ห่มแล้วยังหนาว อบอุ่นไม่เหมือนเคย เริ่มต้นจากปัญหาหนักอกข้อแรกอย่างค่าตั๋วที่แพงขึ้น ไม่ใช่เฉพาะสายการบินในประเทศของเราอย่างการบินไทย นกแอร์ หรือไทยแอร์เอเชียเท่านั้นที่ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงหรือที่เรียกกันว่า...
การวางตำแหน่งตลาด กำหนดยุทธศาสตร์ และบริหารจัดการของความเป็นโลว์คอสต์แอร์ไลน์ที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ทำให้ไทยแอร์เอเชีย น่าจะเป็นสายการบินเดียวที่มีโอกาสรอดมากที่สุดในยามนี้ ก่อนหน้านี้ ทศพล แบเลเว็ลด์ ซีอีโอของไทยแอร์เอเชีย อาจเครียดจัดจนนอนหลับไม่เต็มตื่น จากปัญหาการเมืองรุมเร้าตกเป็นจำเลยสังคมว่าเป็น "นอมินี" ซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียจากชินคอร์ป แถมผลกำไรติดลบ แต่ในขณะที่คู่แข่งในธุรกิจกำลังต้องกุมขมับกับปัญหาน้ำมันแพงหฤโหด เขากลับ บอกว่า “เมื่อคืนผมนอนหลับสบายดี” เพราะลู่ทางบินเข้าตลาดหุ้นปลายปีหน้าของไทยแอร์เอเชียกำลังสดใส โดยมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 80% ในยามที่วันทูโกและนกแอร์คู่แข่งกำลังสำลักวิกฤต จนแทบจะเปลี่ยนสโลแกนจาก “ใครๆ ก็บินได้” มาเป็น “แอร์เอเชียเท่านั้นที่บินได้” แต่กว่าส่วนแบ่งจะเพิ่มขึ้น 40% ทศพลยืนยันกับ "POSITIONING" ว่าไทยแอร์เอเชียก็ “เหนื่อย” ท่ามกลางมรสุมราคาน้ำมันพุ่งพรวด...
เพียงแค่ 2 เดือน คือช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน 2551 นกแอร์ขาดทุนไปแล้ว 104 ล้านบาท จากพิษน้ำมันที่ราคาพุ่งขึ้นมาแตะเกือบ 150 เหรียญสหรัฐ ลบกำไรและความหวังที่มีมาตลอด 3 ปี ว่า “นกแอร์” จะเป็น Fighting Brand ของการบินไทยรักษาฐานลูกค้าอีกกลุ่มนี้ในตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ แต่สภาพวันนี้ไม่ต่างอะไรกับ “นก” ที่ปีกหักไปแล้วข้างหนึ่ง ขณะที่บริษัทแม่อย่างการบินไทยในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 39% เองก็ยังแทบเอาตัวไม่รอด เวลานี้ “นกแอร์” จึงต้องบินด้วยตัวเอง ทั้งการเลือกเฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิต ยกเลิกเส้นทาง ลดเที่ยวบิน การขึ้นค่าตั๋วโดยสาร โดยไม่ต้องรอว่าการบินไทยจะขึ้นค่าตั๋วไปแล้วหรือไม่ และการเตรียมที่จะซื้อประกันความเสี่ยง “น้ำมัน” (Hedge)...
“แอร์โฮสเตส” “สจ๊วต” และพนักงานของสายการบิน “วันทูโก” กว่า 500 คน ที่กำลังบอบช้ำ เพราะอนาคตที่มืดมน และตกงาน หลังจาก “วันทูโก” หมดสิทธิ์เทกออฟบินขึ้นสู่น่านฟ้านับตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นมา หลายคนในนี้ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดของผู้บริหารเป็นหลัก แต่หาก “น้ำมันไม่แพง” อย่างนี้ อนาคตของพวกเขาและพวกเธอคงไม่มืดมนขนาดนี้ “วันทูโก” อาจไม่ใช่สายการบินต้นทุนต่ำที่ถูก “พิษน้ำมัน” จู่โจมจนธุรกิจพังเพียงอย่างเดียว หากแต่เพราะความไม่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ของการบริหารสายการบิน ทำให้สายการบินแห่งนี้ต้องบาดเจ็บหนักยิ่งขึ้นเมื่อมาเจอพิษน้ำมันแพง “วันทูโก” จึงอายุสั้นกว่าที่ควรเป็น เพราะไม่เพียงวันทูโกเท่านั้น โอเรียนท์ไทยแอร์ไลน์ที่มีเจ้าของคนเดียวกัน ก็อยู่ได้อยากลำบาก นี่คือความบาดเจ็บอีกรูปแบบหนึ่งของธุรกิจการบิน หลายปีที่ผ่านมา...
“สายการบินต้นทุนต่ำ” หรือ “โลว์คอสต์แอร์ไลน์” ในเมืองไทยมีผู้โดยสารอยู่ประมาณ 10-12 ล้านคน มูลค่าสูงถึง 6 พันล้านบาท เป็น “ตลาด” ที่เหลืออยู่ของธุรกิจสายการบิน และเป็นจุดวัดความสามารถว่าใครจะเป็น “ผู้อยู่รอดสุดท้าย” เพราะโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ได้ลดต้นทุนมาแล้วทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แต่ “ต้นทุน”น้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาตลอดนั้นยากที่จะทำให้เป็น “โลว์คอสต์” ได้ ปรากฏการณ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 สำหรับธุรกิจโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ซึ่งมีผู้เล่น 3 สายการบินหลัก คือ วันทูโก นกแอร์ และไทยแอร์เอเชีย “วันทูโก”ซึ่งมีผู้โดยสารเดือนละกว่า 1-2 แสนที่นั่ง เกิด “แพ้ภัยตัวเอง” เพราะซิกแซก พยายามลดต้นทุนจ้างนักบินโลว์คอสต์ และปลอมเอกสารการบินจนถูกสั่งพักใบอนุญาต ...
ปี 2551 เป็นอีกปีหนึ่งที่การบินไทยเลือกลดต้นทุนด้านพนักงาน หลังปรับโครงสร้างการบริหาร โดย “แขวน” ผู้บริหารบางกลุ่มในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะในระดับผู้อำนวยการใหญ่เรื่อยลงมาจนถึงผู้จัดการแผนก ล่าสุดได้เปิดโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณหรือเออร์ลี่ รีไทร์ ภายใต้ชื่อ “โครงการร่วมใจจากองค์กร” (Mutual Separation Plan : MSP) หลังจากที่เคยทำมาแล้วเมื่อปี 2545 และ 2548 การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานที่ลาออก จะจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานอีกประมาณ 30 เท่าของเงินเดือนในเดือนสุดท้าย และเงินตอบแทนตามกฎหมายแรงงาน เช่น หากได้เงินเดือน 50,000 บาท ทำงานมา 30 ปี จะได้เงินเบื้องต้น 1.5 ล้านบาท และได้อีก 30...