Tuesday, April 7, 2026
Home Blog Page 8726
ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ กลายเป็นโจทย์ใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สำหรับบริษัทที่ต้องการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในระยะยาว เป็นเทรนด์ที่เริ่มปรากฏตัวให้เห็นในต่างประเทศ ทั้งในอเมริกาและประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์มาได้สัก 4-5 ปี รูปแบบของไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ส่วนใหญ่จะเน้นพื้นที่เปิดโล่ง (Open Space) เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการสถานที่ที่ให้ความรู้สึกพักผ่อนใกล้ๆ บ้าน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากชีวิตที่ต้องอยู่ในอาคารตลอด 5 วันทำงาน คนไทยเองก็หนีไม่พ้นความต้องการนี้เช่นกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้บริโภคมีการเรียนรู้ เปิดกว้างมากขึ้นผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ต ทำให้ความต้องการเปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายเหล่านี้ให้ทัน แต่อีกด้านเป็นการดิ้นรนของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองหากต้องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนในวงการนี้ต่อไป จากการพัฒนาโครงการยุคเดิมๆ แค่ตึกแถวหน้าตาธรรมดา มีตลาดสดใกล้ๆ ให้คนที่อยู่อาศัยได้มีที่จับจ่ายซื้อสินค้าได้บ้าง ที่เคยพัฒนาออกมาแล้วขายได้ ก็ต้องมีการตกแต่งหน้าตาให้มีดีไซน์มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงการเห็นได้ชัดหลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ก่อนหน้านั้นโครงการต่างๆ แม้แต่โครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบบ้าน แต่หลังวิกฤตทุกโครงการต้องมีคอนเซ็ปต์ และตกแต่งรูปแบบให้ชัดเจน เพราะความต้องการของผู้บริโภคที่เปิดกว้างมากขึ้นเป็นแรงกดดันที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนาโปรดักส์ใหม่ ทำให้ยุคนี้จากตึกแถวรูปแบบเดิมที่เน้นเพียงแค่ประโยชน์ใช้งาน หรือโครงการที่อยู่อาศัยที่ขึ้นมาโดดๆ โดยไม่มีองค์ประกอบของความเป็นชุมชน...
ถ้าจะนับ “เจ้าแม่” ในวงการทีวี “จำนรรค์ ศิริตัน” หนึ่งในเจ้าของอักษรตัวแรกของบริษัท“เจเอสแอล” ก็น่าจะถูกจัดให้เป็นหนึ่งในนั้น เพราะกว่า 30 ปี ที่ “จำนรรค์” โลดแล่นอยู่บนหน้าจอ ฝ่าทั้งคลื่นลมมรสุมธุรกิจ ในวันนี้แม้ เธอยังไม่ได้เป็นเจ้าของฟรีทีวี หรือเคเบิลทีวี เหมือนผู้ผลิตคนอื่นๆ แต่เธอ กำลังคว้าโอกาสใหม่ให้กับตัวเองอีกครั้งกับการเป็นเจ้าของ “many TV” โทรทัศน์บนอินเทอร์เน็ต ความเคลื่อนไหวรายแรกของไทย “จำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจเอสแอล ในฐานะ “ผู้เล่น” ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์มานาน 30 ปี มองปรากฏการณ์ของวงการโทรทัศน์ครั้งนี้ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน”สำคัญที่ทั้งสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ...
ยอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีมากถึง 3 ล้านคนในไทย กลายเป็นทางออกใหม่ของ “ทีวี” ที่กำลังเปิดกว้างให้กับผู้ผลิตรายการ ค่ายเพลง แม้แต่เจ้าของสินค้า ก็สามารถเป็นเจ้าของสื่อโทรทัศน์ แถมผู้ชมยังสามารถเลือกรายการเอง เลือกเวลาดูเอง สนามใหม่นี้ไม่ใช่ที่ของสื่อ Mass และไม่ใช่ที่ของ“ที่ไว้ดูเพลินๆ ฆ่าเวลา” เมื่อทุกช่องทุกเว็บล้วนพบว่าสิ่งที่คนดู Internet TV ต้องการคือรายการที่เฉพาะเจาะจง และตรงกับสิ่งที่พวกเขาสนใจจริงๆ เหมาะกับกลุ่มไลฟ์สไตล์ของลูกค้า “เราไม่ได้ดึงคนดูมาจาก TV ปกติ แต่เราจะดึงพวกคนเล่นเน็ตมาดูสิ่งที่หาดูไม่ได้จาก TV ทั่วไป เพราะคนรุ่นใหม่ๆ มากมายที่ไม่ดูทีวี ว่างจากเรียน หรือจากงานก็เล่นเน็ต” เป็นคำพูดที่ชี้ชัดถึง Positioning ของอินเทอร์เน็ตทีวี ของ สุวิทย์...
“ฟรีทีวีถ้าไม่ปรับตัว ปีหน้าจะเกิดผลกระทบรุนแรงมากขึ้น” นี่คือการคาดการณ์ของปรียดา วุฒิภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ซีนิธ ออปติมีเดีย จำกัด หนึ่งในมีเดียเอเยนซี่ที่ต้องเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อกฎหมายอนุญาตให้เคเบิลทีวีหารายได้จากโฆษณาได้ไม่ต่างจากฟรีทีวี ต่างกันแค่เคเบิลหาได้ไม่เกิน 7 นาทีต่อชั่วโมง ขณะที่ฟรีทีวีหาได้เต็มที่ 12 นาทีต่อชั่วโมง เข้าล็อกกับความต้องการของมีเดียเอเยนซี่และเจ้าของสินค้า ซึ่งต้องการช่องทางใหม่ๆ อยู่เสมอ และดูเหมือนทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันว่า หากฟรีทีวีไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงก็จะอยู่ลำบาก เพราะผู้ชมย่อมอยากดูอะไรใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลให้เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมน่าจะเป็นทางเลือกที่เพิ่มขึ้น ปัญหาเดียวที่เคเบิลทีวีอาจจะยังสู้ฟรีทีวีไม่ได้ ณ ตอนนี้ ในสายตาของปรียดา คือการพัฒนาคุณภาพเนื้อหารายการยังไม่แข็งแรงพอ และขาดแม่เหล็กในการดึงดูดผู้ชม เช่นรายการข่าว และละคร ซึ่งทั้งฟรีทีวีและเคเบิลทีวีต่างใช้เป็นจุดขายหลักไม่ต่างกัน “เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมจะขาด Key Magnet เช่น คนอ่านข่าวซึ่งระดับแม่เหล็กต่างก็อยู่กับฟรีทีวี ละครของฟรีทีวีก็ยังมีการทุ่มทุนและทำได้ดี แต่ถ้าเคเบิลสามารถพัฒนาคอนเทนต์เหล่านี้ได้ก็จะแข่งขันกับฟรีทีวีได้...
ประเด็นสำคัญที่จูงใจให้ผู้ซื้อสื่อโฆษณาสนใจหรือลองเสี่ยงโฆษณาในเคเบิลทีวี ส่วนหนึ่งก็เพราะการใช้งบโฆษณาที่ต่ำกว่าการลงโฆษณาในฟรีทีวีมหาศาล แต่ในมุมมองของปริทัศ มุ่งประสิทธิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราท (ประเทศไทย) จำกัด กลับมองไปไกลกว่านั้น เพราะจากตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาด้านเคเบิลทีวีกันไปไกลแล้วอย่างอเมริกา ปัจจุบันค่าโฆษณาในเคเบิลทีวี สำหรับรายการ Super Bowl ซึ่งมีผู้ชมมหาศาลมีตัวเลขสูงถึง 5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อนาที แล้วทำไมวันหนึ่งข้างหน้าเคเบิลทีวีไทยจะพัฒนาไปสู่ขั้นนั้นบ้างไม่ได้ หลังการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ ทำให้เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียมสามารถมีโฆษณาได้ นี่คือโอกาสที่มีผลทั้งต่อผู้ประกอบการเคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ที่เป็นฟรีทีวี รวมทั้งบรรดาเจ้าของสินค้าและมีเดียเอเยนซี่ ซึ่งมีช่องทางและสื่อใหม่ๆ ให้เลือกสร้างสรรค์โฆษณาได้มากขึ้น ปริทัศเล่าว่า ก่อน พ.ร.บ.ล่าสุดจะมีผลบังคับใช้ ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายใหญ่อย่างทรูวิชั่นส์ ดูเหมือนจะเตรียมการล่วงหน้าอย่างดี เหมือนที่ศุภชัย เจียรวนนท์...
ตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้ผลิตรายการสำหรับเคเบิลทีวี หรือ Content Provider ต่างรู้ตัวดีว่า ตัวเองมีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีผลความนิยมของผู้ชม หรือเรตติ้งเหมือนกับฟรีทีวี ทำให้ผู้ลงโฆษณาไม่สนใจ หรือถึงจะสนใจแต่ด้วยหลักเกณฑ์ของการเลือกซื้อสื่อที่ต้องมีผลที่ตรวจวัดได้แน่นอน ก็ทำให้มีเดียเอเยนซี่ซึ่งเป็นตัวแทนซื้อสื่อให้กับแบรนด์ต่างๆ ต้องปฏิเสธด้วยเหตุผลต่างๆ นานา หลังกฎหมายวิทยุโทรทัศน์ประกาศใช้ตอนต้นเดือน กลางเดือนมีนาคม ก็เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของผู้เกี่ยวข้องกับอนาคตเคเบิลทีวี 3 ฝ่ายทันที ได้แก่ มีเดียเอเยนซี่ซึ่งมีมายด์แชร์ กรุ๊ปเอ็ม เป็นตัวแทน สมาคมเคเบิลทีวีฯ และกลุ่มผู้ผลิตรายการ และบริษัท เอจีบี นีลเส็น รีเสิร์ช ประเทศไทย จำกัด เริ่มทำสำรวจเรตติ้งเคเบิลทีวีอย่างเป็นทางการ จากที่มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้านี้หลายปี “ถ้าไม่มีการรวมตัวทั้ง 3 ฝ่าย การวัดเรตติ้งจะเกิดไม่ได้ เพราะช่องเคเบิลไม่แน่นอน ขึ้นกับว่าผู้ให้บริการเคเบิลแต่ละท้องถิ่นจะดึงไปลงช่องอะไร...
“ทรูวิชั่นส์” ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายใหญ่ของไทย กำลังคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมทีวีอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขกฎหมายให้เคเบิลทีวีมีโฆษณาได้ 6 นาที เป็นการปลดล็อคให้ “ทรูวิชั่นส์” ขยับแผนธุรกิจอย่างแรง หลังจากปูทางขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Mass มากขึ้นมานานกว่า 2 ปี ทรูวิชั่นส์ กำลังเร่งเครื่องเพิ่มช่อง และปรับปรุงรายการข่าวจาก 1 ช่อง เป็น 3 ช่อง พร้อมกับตั้งเป้าหมายให้มีรายการที่ผลิตในไทย 50% ของรายการทั้งหมดที่ออนแอร์ในทรูวิชั่นส์ และการตั้งหน่วยงานขายโฆษณาโดยเฉพาะเพื่อทดสอบลงสนามแข่งชิงเม็ดเงินโฆษณา ข้อเสียเปรียบของทรูวิชั่นส์ที่ต้องจ่ายค่าสมาชิก จำนวนสมาชิกมีจำกัด แต่การทำตลาดแบบคอนเวอร์เจนซ์ชนิดเกือบฟรีในลูกค้ากลุ่ม Mass ทำให้ทรูวิชั่นเข้าใกล้ “ฟรีทีวี” มากขึ้น แถมมีข้อได้เปรียบอย่างยิ่งที่มีช่องรายการจำนวนมาก สามารถบอกสปอนเซอร์ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใครบ้าง สื่อสารได้ถึงทั้งกลุ่ม Mass...
เคเบิลทีวี 1 ราย ลงทุนขั้นต่ำ 3 ล้านบาท คูณด้วยจำนวนสถานีที่มีอยู่ราว 500 สถานี รวมแล้วธุรกิจเคเบิลทีวีมีเงินลงทุนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยประมาณการว่ามีสมาชิกเคเบิลทีวีประมาณ 2.5 ล้านรายทั่วประเทศ มีผู้ชมมากกว่า 10 ล้านคน ค่าสมาชิกประมาณ 250-450 บาทต่อเดือน รวมแล้วธุรกิจเคเบิลทำรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 750 ล้านบาท หรือเท่ากับมีมูลค่าปีละอย่างน้อย 9,000 ล้านบาท แต่เมื่อกฎหมายใหม่ออกมาต่อยอดให้เคเบิลทีวีมีโอกาสหารายได้จากการขายโฆษณาเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการเก็บค่าสมาชิก โอกาสที่จะได้เห็นธุรกิจระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งในแง่ของรายได้และการขายสมาชิกเหมือนธุรกิจเคเบิลในต่างประเทศ กำลังจะได้เห็นกันในเมืองไทยไม่เกิน 1-2 ปีนี้ กฎหมายใหม่ อนาคตใหม่ ผลจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ พ.ศ. 2551...
สหพัฒน์ถือเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าอุปโภค บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของไทยซึ่งต่อกรกับยักษ์ใหญ่ อินเตอร์อย่างยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี และคาโอ คอมเมอร์เชียล มาเนิ่นนานหลายยุคหลายสมัย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจแฟชั่นและอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการของ ปี 2550 ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า มีรายได้ 16,422 ล้านบาท แต่หากจะว่ากันถึงเม็ดเงินโฆษณาแล้ว แน่นอนสหพัฒน์มีไม่มากเท่ากับ Global Company เหล่านี้ ซึ่งทุ่มงบการตลาดกันตูมตามด้วยตัวเลขมหาศาล เช่น แคมเปญเดียวของโดฟก็ปาเข้าไป 80 ล้านบาทแล้ว ขณะที่ 2 ปีก่อนโดฟเคยทุ่มงบการตลาดทั้งปีกว่า 600 ล้านบาท ...
4 ปีเต็มกับการบุกเบิกโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมจนมีถึง 5 ช่อง 5 กลุ่มเป้าหมาย ขยายไปทุกภาคส่วนของธุรกิจ และในที่สุดจุดเปลี่ยนแห่งโอกาสของ ASTV ก็มาถึง จากความชัดเจนในการเบอร์ช่อง พร้อมกับการขยับของ AC Nielsen เตรียมพร้อมวัดเรตติ้งคนดูทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี "ก่อนนี้ AC Nielsen ไม่มาเพราะเขามองว่าแต่ละจังหวัดช่องต่างกัน ตรวจวัดยาก แต่จากนี้ไปเราทำความตกลงกับสมาคมเคเบิลทีวีไทย จะใช้ช่อง 31 ถึง 36 ทุกๆ จังหวัด ไล่ตั้งแต่ 31 เป็นช่องข่าว News1 ถัดจากนั้นก็เป็น TOC, HappyVariety, อีสาน และช่องเถ้าแก่" ประเมนทร์...