เศรษฐกิจสหรัฐ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 26 Jan 2024 06:13:05 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 GDP สหรัฐฯ​ ปี 2023 เติบโต 2.5% นักวิเคราะห์เริ่มมองว่าเศรษฐกิจปีนี้เริ่มลดความร้อนแรงลงแล้ว https://positioningmag.com/1460336 Thu, 25 Jan 2024 17:07:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1460336 GDP ของสหรัฐอเมริกาในปี 2023 ที่ผ่านมาเติบโต 2.5% หลังในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาเติบโตได้ 3.3% ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ โดยเฉพาะการบริโภคที่ยังเติบโต แม้จะมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงก็ตาม อย่างไรก็ดีคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2024 นี้จะเริ่มลดความร้อนแรงลงแล้ว

สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) เป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2023 ที่ผ่านมาโดยคาดการณ์ครั้งแรกว่า GDP จะเติบโตถึง 2.5% ซึ่งเติบโตมากกว่าปี 2022 ที่ผ่านมาที่ GDP เติบโตแค่ 1.9% เท่านั้น ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมานั้นเผชิญความท้าทายจากปัญหาเงินเฟ้อที่สูงมากขึ้น

การรายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวตามมาจากการรายงานตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ของปี 2023 ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโต 3.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แต่ดีกว่าผลสำรวจนักวิเคราะห์ที่ Bloomberg ทำไว้ ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 2% สอดคล้องกับผลสำรวจนักวิเคราะห์ของสำนักข่าว Reuters ที่คาดว่า 2% เช่นกัน

ปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2023 ยังอยู่ที่การบริโภคของสหรัฐที่ยังเติบโตได้ 2.2% แม้ว่าจะลดลงจากปี 2022 ที่ผ่านมาก็ตาม การลงทุนของภาคธุรกิจเติบโตที่ 4.4% ขณะที่การลงทุนในที่อยู่อาศัยนั้นถดถอยมากถึง 10.7% การใช้จ่ายของภาครัฐเติบโต 4% รวมถึงการส่งออกเติบโตเล็กน้อยที่ 2.7% แม้ว่าการนำเข้าสินค้าจะติดลบ 1.7% ก็ตาม

อย่างไรก็ดีความท้าทายของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงจนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลต่อภาคธุรกิจทำให้มีการปลดคนงานในช่วงปี 2023 ที่ผ่านมา

มุมมองจากสถาบันการเงินอย่าง ING มองว่า การเติบโตของ GDP สหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 เกินความคาดหมาย เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาครัฐที่แข็งแกร่ง โดยคาดว่าการเติบโตของ GDP ในไตรมาสแรกของปี 2024 คาดว่าจะอ่อนแอลง นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ใกล้จะประกาศชัยชนะจากอัตราเงินเฟ้อเนื่องจากตัวเลขดังกล่าวกำลังจะเข้าเป้าหมายที่ 2% แล้ว

ขณะที่บทวิเคราะห์จาก Bank Of America มองว่าแม้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของสหรัฐอเมริกาจะแข็งแกร่ง แต่คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเติบโตชะลอลงในไตรมาส 1 ของปี 2024 จากปัจจัยการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนที่เริ่มชะลอตัวลง หลังจากเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับคาดการณ์ GDP ในปี 2024 จากสถาบันการเงินต่างๆ Barclays คาดว่า GDP จะเติบโต 2.1% Bank Of America คาดว่าจะเติบโต 1.7%

ที่มา – NBC News, CBS News, บทวิเคราะห์จาก ING, Barclays, Bank Of America

]]>
1460336
GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 3 โตถึง 4.9% ขยายตัวมากสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2021 เป็นต้นมา https://positioningmag.com/1449463 Thu, 26 Oct 2023 16:55:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1449463 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกานั้นในไตรมาส 3 ของปี 2023 เติบโตได้ถึง 4.9% ซึ่งได้ปัจจัยไม่ว่าจะเป็นการบริโภคที่ยังแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังรวมถึงการลงทุนของภาคธุรกิจที่สูง อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์มองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะอันใกล้นี้

สํานักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นประมาณการครั้งที่ 1 โดย GDP ของสหรัฐฯ เติบโตจากไตรมาส 2 ถึง 4.9% และดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4.3%

กระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ขยายตัวในไตรมาสที่แล้วในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 2 ปี และเติบโตมากกว่า 2 เท่าของตัวเลขในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่ง BEA ได้ปรับตัวเลข GDP ของไตรมาส 2 ลงมาเหลือเติบโต 2.1%

นอกจากนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมายังถือเป็นการเพิ่มขึ้นของ GDP ที่มากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2021 แต่ถ้าหากนับตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 เทียบกับปี 2022 ที่ผ่านมาแล้วนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโต 2.9%

ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเติบโตโดยได้ปัจจัยหลักคือ การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เติบโตมากถึง 4% ต่อปี ตามมาด้วย สินค้าคงคลัง การส่งออก การลงทุนด้านที่อยู่อาศัย และการใช้จ่ายภาครัฐ

บทวิเคราะห์ของ ING มองว่าภาคบริการได้มีส่วนช่วยเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทัวร์คอนเสิร์ตของนักร้องชื่อดังทั้ง Beyonce หรือแม้แต่ Taylor Swift และยังรวมถึงการเข้าฉายของภาพยนตร์อย่าง Barbie เองก็มีส่วนช่วยในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีในบทวิเคราะห์ของ ING มองว่าตัวเลขการเติบโตในไตรมาส 3 ที่สวยงามนี้เราจะไม่ได้เห็นอีกต่อไปในไตรมาส 4 เนื่องจากผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมหรือแม้แต่อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อหรือบัตรเครดิตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลดังกล่าวจะส่งต่อไปยังในปี 2024 นี้ด้วย

ในขณะที่บทวิเคราะห์จาก Bank Of America มองว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ของ GDP ไตรมาส 3 อาจไม่ได้ปิดโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังสูง และเงินเฟ้อยังไม่ลดลงมาเข้าสู่เป้าหมาย อย่างไรก็ดีตัวเลข GDP ดังกล่าวก็ไม่ได้เร่งให้ Fed ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยมากนัก แต่ Fed เองอาจจับตามองดูตัวเลขต่างๆ ไปก่อน

]]>
1449463
แทงสวน! American Express ‘ไม่เห็น’ สัญญาณ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ ในสหรัฐฯ ปีนี้ https://positioningmag.com/1417328 Tue, 31 Jan 2023 11:06:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1417328 ทั่วโลกต่างกังวลว่าปีนี้ “สหรัฐฯ” อาจจะเกิด “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” แต่ไม่ใช่ที่ American Express บริษัทบัตรเครดิตที่มีฐานลูกค้าระดับพรีเมียม คาดรายได้ปี 2023 จะเติบโต 15% หลังลูกค้ากลับมาใช้จ่ายหนัก โดยเฉพาะหมวดท่องเที่ยวที่โตยิ่งกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19

Stephen Squeri ซีอีโอบริษัท American Express บริษัทบัตรเครดิตที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าว Yahoo Finance ในการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2022 ว่า “เรายังไม่เห็นสัญญาณภาวะเศรษฐกิจถดถอยใดๆ” ซึ่งเป็นมุมมองตรงกันข้ามกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เฝ้าจับตาดูเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้

ที่ Squeri มองเช่นนั้นอาจเป็นเพราะผลดำเนินงานของบริษัทที่พุ่งสวนกระแส รายได้ American Express ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมานั้นเติบโต 17% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และถ้ารวมรายได้ทั้งปี 2022 บริษัทเติบโตขึ้นมาถึง 25%

บริษัทยังมองว่ารายได้ปี 2023 จะเติบโตต่อเนื่อง 15-17% อีกด้วย

รายได้ที่โตสวนกระแสของบริษัทเกิดจากฐานลูกค้าที่แตกต่างจากตลาด American Express มีลูกค้าหลักเป็นลูกค้าระดับพรีเมียม ซึ่งกลุ่มนี้จะมีความยืดหยุ่นมากกว่ายามเมื่อเผชิญเศรษฐกิจถดถอย การจัดการความเสี่ยงของบริษัทก็จะทำได้ดีกว่า

ในปี 2022 บริษัทยังคงหาลูกค้าใหม่ได้เพิ่มขึ้น โดยมีลูกค้าสมาชิกบัตรใหม่ 12.5 ล้านราย บัตรนี้ยังสามารถดึงการใช้จ่ายจากสมาชิกได้สูง และดึงให้ลูกค้าเกิดการใช้งานได้ต่อเนื่อง

Squeri ยังบอกด้วยว่า การใช้จ่ายของลูกค้าในช่วงไตรมาส 4 ปีก่อนนั้นสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะหมวดท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 50% เทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19

หากจะมีกลุ่มไหนที่ใช้จ่ายน้อยลงบ้าง เขาระบุถึงกลุ่มกิจการขนาดเล็กที่บางส่วนใช้จ่ายน้อยลงหรือเติบโตไม่มากเท่ากลุ่มอื่น กลุ่มนี้ปกติจะใช้จ่ายไปกับการโฆษณาดิจิทัลสูง แต่ที่ชะลอตัวลงนั้นยังไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกิจการขนาดเล็กกังวลกับเศรษฐกิจ หรือเป็นช่วงที่สับสนว่าจะลงโฆษณาที่ไหนให้ได้ผลดีในช่วงที่โลกเทคโนโลยีมีตัวเลือกมากแบบนี้

การมีลูกค้าระดับพรีเมียมเป็นหลักนั้นทำให้บริษัทมีความเสี่ยงน้อยกว่าในภาวะเงินเฟ้อ เพราะปกติแล้วเงินเฟ้อจะส่งผลลบต่อผู้บริโภคระดับล่างได้มากกว่า เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มกลางล่างจะ “อ่อนไหวต่อราคา” และยังมีเงินออมน้อย เงินเฟ้อที่ดีดราคาสินค้าขึ้นจึงส่งผลให้กลุ่มนี้ไม่กล้าใช้จ่าย แต่กลุ่มตลาดพรีเมียมนั้นตรงกันข้าม พฤติกรรมการใช้จ่ายท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดนั้นก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีผลกระทบมากนัก

ที่มา: Yahoo Finance, Nasdaq

]]>
1417328
ซีอีโอ Google ร่อนจดหมายถึงพนักงาน ปีนี้บริษัทจะ “ชะลอ” การจ้างงานเพิ่ม https://positioningmag.com/1392508 Wed, 13 Jul 2022 08:41:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1392508 อุตสาหกรรมไอทีก็ไม่พ้นความวิตกเรื่องเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2022 จดหมายจากซีอีโอ Google ถึงพนักงานบริษัท แจ้งเตือนถึงสถานการณ์บริษัทปีนี้ จะมีการ “ชะลอ” การจ้างงานใหม่เพิ่ม

“ซันดาร์ พิชัย” ซีอีโอ Google ส่งจะหมายภายในถึงชาว ‘Googlers’ หรือพนักงานที่ทำงานกับบริษัทว่า ปีนี้จะมีการชะลอการจ้างงานใหม่เพิ่ม เนื่องจากบริษัทจะต้อง “มีความเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น” และต้องทำงาน “ด้วยความรู้สึกเร่งด่วนยิ่งขึ้น มีจุดมุ่งเน้นที่คมชัด และมีความกระหายมากยิ่งกว่าที่เราเคยเป็นในวันที่สดใสกว่านี้”

ตามจดหมายที่ส่งเวียนถึงพนักงาน บริษัทไม่ได้จะหยุดการจ้างงานโดยสิ้นเชิง จะยังจ้างอยู่ในบางตำแหน่ง เช่น วิศวกรรม เทคนิค และตำแหน่งสำคัญๆ ซึ่งมีผลต่อเป้าหมายงานในระยะยาว แต่การชะลอจ้างงานนั้น พิชัยหมายถึง “การหยุดพัฒนาบางอย่างไว้ชั่วคราว และนำทรัพยากรเดิมที่มีมาใช้ในงานอื่นๆ”

จดหมายของพิชัยระบุว่า “เราไม่ได้มีภูมิคุ้มกันต่อแรงลมปะทะทางเศรษฐกิจ” แต่ก็ยังให้กำลังใจทีมงานว่า วัฒนธรรมองค์กรบริษัทไม่เคยมองเรื่องเหล่านี้เป็นอุปสรรค แต่เป็นโอกาส

เขายังระบุถึงจำนวน Googlers เข้าใหม่เฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ มีการจ้างงานเพิ่มแล้วประมาณ 10,000 คน

แน่นอนว่า Google ไม่ใช่บริษัทเดียวในโลกไอทีที่เหยียบเบรกการจ้างงาน ก่อนหน้านี้ Uber เองก็แจ้งแล้วว่าบริษัทจะ “เน้นหนักเรื่องต้นทุน” Meta ก็มีจดหมายเวียนถึงพนักงานว่า “นี่คือช่วงเวลาที่จริงจัง” ในการรับมือกระแสลมแรงกล้า หลังจากบริษัทเริ่มนโยบายหยุดจ้างงานเพิ่มสำหรับบางทีมไปแล้ว รวมไปถึง Spotify และ Snap ที่ประกาศชะลอการจ้างงาน หนักไปกว่านั้น Netflix, Twitter และ GameStop ถึงกับเลย์ออฟพนักงานบางส่วนออก

เศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้นมีแนวโน้มเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย หลังจากไตรมาส 1/2022 หดตัวไปแล้ว -1.6% และคาดว่าไตรมาส 2/2022 จะมีการหดตัวต่อเนื่อง ทำให้หลายบริษัทอเมริกันยกการ์ดระมัดระวังเรื่องการจ้างงาน

Source

]]>
1392508
Goldman Sachs ลดคาดการณ์ ‘เศรษฐกิจสหรัฐฯ’ ปีหน้า จากความไม่เเน่นอนของโอมิครอน https://positioningmag.com/1365546 Mon, 06 Dec 2021 12:58:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1365546 Goldman Sachs วาณิชธนกิจรายใหญ่ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสหรัฐฯ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.2% ในปีหน้า เหลือเป็นขยายตัว 3.8% จากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของ
ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ ‘โอมิครอน’

Joseph Briggs นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ระบุว่า ตัวแปรสำคัญอย่าง โอมิครอน (Omicron)
อาจทำให้การเปิดเศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ช้าลง แต่ “การใช้จ่ายด้านบริการจะลดลงเพียงเล็กน้อย”

ดังนั้นบริษัทจึงปรับคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2022 ลดลงมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 4.2% ขณะที่ GDP ของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.9% ลดลงที่เคยคาดไว้ที่ 3.3%

“ตอนนี้ยังมีคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ เราประเมินว่าโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจะส่งผลกระทบต่อ
เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระดับปานกลาง”

เเม้โอมิครอนจะเป็นไวรัสที่แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเดิม เเต่เชื่อว่าวัคซีนที่สร้างภูมิคุ้มกันจะมีประสิทธิภาพลดลงไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์โรคระบาดยังน่ากังวลต่อเนื่อง อาจทำให้ปัญหาขาดแคลนซัพพลายรุนเเรงยิ่งขึ้นอีก เมื่อประเทศอื่น ๆ ทยอยยกระดับมาตรการคุมเข้มพรมเเดน เเต่การที่ประเทศคู่ค้า มีอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้นก็น่าจะไม่ทำให้ปัญหานี้ถึงขั้นวิกฤต

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (3 ธ.ค.) ที่ผ่านมาว่า IMF มีแนวโน้มที่จะปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงจากการระบาดของโอมิครอน

ล่าสุดโอมิครอนเเพร่ระบาดแล้ว 47 ประเทศรวมไทย โดยวันนี้ (6 ธ.ค.64 ) กระทรวงสาธารณสุข แถลงยืนยันพบผู้ติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน ‘รายแรกในไทย’ เเละได้เข้าสอบสวนโรคแล้ว ซึ่งสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในไทยขณะนี้ยังคงเป็นสายพันธุ์เดลตา พบมากถึง 99.87% ของเชื้อที่พบในประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นสายพันธุ์อัลฟาและเบตาที่จำกัดอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

ที่มา : Reuters 

]]>
1365546
Goldman Sachs คาด GDP สหรัฐฯ ปีนี้โต 6.6% หลัง ‘ไบเดน’ ทุ่ม 1.9 ล้านล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ https://positioningmag.com/1314800 Mon, 18 Jan 2021 12:44:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1314800 Goldman Sachs ธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ ปรับคาดการณ์จีดีพีของอเมริกา ปีนี้โต 6.6% เป็นการปรับขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือนนี้ หลังโจ ไบเดนประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

ธนาคาร Goldman Sachs ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2021 นี้จะขยายตัวเติบโตได้ 6.6% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 6.4%

โดยมองว่า มาตรการฟื้นฟูเยียวยาของว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ จะเป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัว
จากการเเพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เร็วขึ้น พร้อมๆ กับการทยอยฉีดวัคซีนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ Goldman Sachs ได้เพิ่มคาดการณ์จำนวนงบประมาณของรัฐบาลของไบเดน ที่จะผลักดันออกมากระตุ้นเศรษฐกิจจากเดิมที่ 7.5 เเสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากพรรคเดโมเเครตสามารถกุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 15 ..ที่ผ่านมาโจ ไบเดน” เปิดเผยงบประมาณแพ็กเกจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเน้นไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ และเพิ่มอัตราการแจกจ่ายวัคซีนป้องกัน COVID-19 เพื่อควบคุมสถานการณ์โรคระบาดในประเทศให้ได้

(Photo by Spencer Platt/Getty Images)

สำหรับแพ็กเกจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เเบ่งคร่าวๆ เป็นการช่วยเหลือครัวเรือนโดยตรงราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในส่วนช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยเเละชุมชนที่ได้รับผลกระทบ จะใช้งบประมาณราว 4.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อีก 4.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จะนำไปใช้สำหรับการควบคุมการระบาด ทั้งการแจกจ่ายและจัดสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีน

ก่อนหน้านี้ ไบเดนประกาศว่า เขาต้องการให้ 100 ล้านคนทั่วประเทศได้ฉีดวัคซีนภายใน 100 วันแรกหลังขึ้นตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี

โดยในงบประมาณสำหรับช่วยเหลือครัวเรือนรัฐบาลไบเดนมีเเผนจะเเจกเงินให้ชาวอเมริกันทุกคน คนละ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 42,000 บาท) เพิ่มเติมจากเงินเยียวยาที่สภาคองเกรสอนุมัติไปเเล้วที่ 600 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนที่ผ่านมา พร้อมกับการเพิ่มเงินสวัสดิการคนว่างงานจาก 300 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นเป็น 400 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เเละขยายโครงการไปถึงเดือนกันยายน

 

 

ที่มา : Reuters (1),(2)

]]>
1314800
ประธาน “เฟด” มอง อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ “ระดับต่ำ” อีกนานหลายปี เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ https://positioningmag.com/1295743 Mon, 07 Sep 2020 11:25:20 +0000 https://positioningmag.com/?p=1295743 เศรษฐกิจอเมริกาเเละทั่วโลกกำลังเผชิญความยากลำบาก จากผลกระทบของ COVID-19 ล่าสุด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มองว่า อัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับต่ำต่อไป “อีกนานหลายปี” เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว

Jerome Powell ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NPR ว่าเราคิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จำเป็นต้องใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่จะช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันอาจจะต้องนานเป็นปีๆ

ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เราจะไปที่นั่น เราจะไม่ถอนการสนับสนุนก่อนเวลาอันควร ตราบใดที่เราคิดว่าเศรษฐกิจยังต้องการอยู่

ความเห็นของ Powell เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับความเห็นของเจ้าหน้าที่ Fed คนอื่นๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ Fed ได้เปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งใหญ่ เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอเมริกา โดยกำหนดให้อัตราเงินเฟ้อสามารถเคลื่อนตัวขึ้นเหนือระดับ 2% ของ Fed ในช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากเคลื่อนตัวต่ำกว่าเป้าหมายตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า Fed ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 2% เหมือนสมัยก่อน

เราได้ทำหลายอย่างที่เราทำได้ แต่เรายังทำได้มากกว่านี้ และเราก็จะทำหากมองว่าจำเป็นต้องทำ” 

ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่บอบช้ำจากการเเพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างมาก ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรล่าสุด เพิ่มขึ้น 1.37 ล้านตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานลดลงมาเหลือ 8.4%

ประธาน Fed มองว่า เป็นตัวเลขรายงานที่ดี แม้ว่าอัตราว่างงานยังสูงกว่าช่วงแรกๆ ของการฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินโลก เมื่อปี 2008-09 แต่ก็ถือว่าดีขึ้นจากที่เคยพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 14.7% ในช่วงที่เกิดการระบาดของ COVID-19 พร้อมขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย อย่างการสวมหน้ากากอนามัย และรักษาระยะห่างทางสังคม เพราะการร่วมมือกันของคนทั้งชาติ จะเป็นประโยชน์มหาศาลกับเศรษฐกิจ

 

ที่มา : CNBC , Reuters

]]>
1295743
ยุคใหม่ของ Kodak เปลี่ยนเเนวจาก “ฟิล์ม” มุ่งสู่ธุรกิจผลิต “ยารักษาโรค” รายใหญ่ของสหรัฐฯ https://positioningmag.com/1289844 Wed, 29 Jul 2020 09:21:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1289844 บริษัทเก่าเเก่ที่เคยรุ่งเรืองด้านการผลิตฟิล์มกล้องถ่ายรูปอย่าง Eastman Kodak กำลังจะก้าวสู่ยุคใหม่ หันมาผลิต “สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการผลิตยารักษาโรค มีความต้องการของตลาดสูงจากวิกฤต COVID-19

โดยบริษัทเพิ่งได้รับอนุมัติเงินกู้มูลค่ากว่า 765 ล้านเหรียญ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) จากรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าส่วนประกอบของการผลิตยาจากต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะจาก “จีน” และ “อินเดียเมื่อเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ทำให้เหล่าผู้ผลิตต้องจำกัดการส่งออกสารเหล่านี้ซึ่งทำให้สหรัฐฯ ต้องเสี่ยงที่จะขาดเเคลนยา

เเละแม้สารประกอบในการผลิตยาสามัญทั่วโลกจะถูกใช้โดยชาวอเมริกันถึง 40% แต่มีแค่ราว 10% เท่านั้นที่ผลิตในสหรัฐฯ

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการไม่ต้องพึ่งพายาจากต่างประเทศ Peter Navarro ที่ปรึกษาด้านการค้าประจำทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์กับ Fox Business

Kodak ได้ทำสัญญาร่วมกับ สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (DFC) ว่าจะรับหน้าที่ผลิตสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม ซึ่งจะใช้ในกระบวนการผลิตยาที่ไม่ใช่ชีววัตถุ (non-biological) ยาที่ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (non-antibacterial) และยาสามัญ สูงสุดถึง 25% ของปริมาณความต้องการในอเมริกา ซึ่งจะทำให้ Kodak กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยาชั้นนำของประเทศเลยทีเดียว

โดยจะมีการขยายโรงงานที่นครนิวยอร์กและรัฐมินนิโซตา เพื่อเป็นฐานการผลิตสารสำคัญของตัวยาที่สำคัญ เเละคาดว่าจะเพิ่มการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ถึง 1,500 ตำแหน่ง

Kodak เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้นมาตั้งเเต่ปี 1888 มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ราว 114.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เเต่ผลประกอบการไม่สู้ดีนักในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลังธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล เเละสมาร์ทโฟนที่เข้ามามีบทบาทแทนที่กล้องและฟิล์ม โดยการหันทิศทางธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตยาครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่บริษัทจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง 

 

ที่มา : Reuters , AFP , DFC

]]> 1289844 ยอดขาย “จักรยาน” ในสหรัฐฯ พุ่งทะยาน ผู้บริโภคเปลี่ยนวิธีเดินทางเลี่ยง COVID-19 https://positioningmag.com/1281959 Thu, 04 Jun 2020 09:42:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1281959 สินค้าอื่นอาจหดตัว แต่จักรยานกลับฮิตสุดๆ! เพราะไวรัสโคโรนาระบาดทำให้ผู้บริโภคต้องการทางเลือกอื่นในการเดินทางแทนขนส่งมวลชน และต้องการออกกำลังกายกลางแจ้งระหว่างที่ฟิตเนสปิดชั่วคราว คำตอบของโจทย์เหล่านี้ก็คือ “จักรยาน” ส่งให้ยอดขายจักรยานในสหรัฐฯ เติบโต 39% และคิวร้านซ่อมจักรยานต้องรอนาน 1 เดือน

อีริค อัตทายี เจ้าของร้านจักรยาน Urban Bicycle Gallery ในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส เปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า โรคระบาด COVID-19 ได้เปลี่ยนสถานการณ์ยอดขายของร้านไปในทิศทางที่ธุรกิจอื่นๆ ได้เพียงแต่ฝันถึง

เพราะจักรยานในร้านเขาขายดีระดับที่ยังไม่ทันได้นำออกมาประกอบวางโชว์ก็มีคนซื้อไปเกลี้ยง อัตทายีต้องจ้างพนักงานเพิ่มเพื่อตอบรับกับดีมานด์ และยังไม่มีใครได้หยุดพักมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เขายังต้องเพิ่มเงินเดือนและให้สวัสดิการเลี้ยงข้าวกลางวันฟรีกับพนักงานเพื่อไม่ให้เครียดกันจนเกินไป

สถานการณ์ร้านจักรยานสวนทางกับสภาวะของบริษัทขนาดเล็กที่ต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอด และอัตราการว่างงานที่พุ่งทะยานทั่วสหรัฐฯ ยอดขายร้านจักรยานในหลายเมืองพุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเมืองที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์อย่างฮูสตันและลอสแอนเจลิส หรือเมืองที่นิยมจักรยานอยู่แล้วอย่างพอร์ตแลนด์ โอเรกอน นิวยอร์ก และวอชิงตัน ดี.ซี. ต่างต้องหาทางสต็อกสินค้าให้ทันความต้องการ แม้แต่ร้านซ่อมจักรยานยังมีคิวยาวเหยียด

โดย สมาคมดีลเลอร์จักรยานแห่งชาติ สำรวจพบว่ 83% ของร้านจักรยานในสหรัฐฯ กังวลว่าสต็อกสินค้าจะไม่เพียงพอ และโรงงานผู้ผลิตจักรยานกำลังเร่งผลิตให้ทันกับดีมานด์อย่างเต็มที่

“ปกติแล้วร้านเราจะสบายๆ ขายช้าๆ ตอนนี้โทรศัพท์ดังไม่หยุดเลยครับ พนักงานของผมเครียดมากและผมก็เข้าใจดี” อัตทายีกล่าว “จักรยานเป็นเหมือนกระดาษทิชชู่ไปแล้ว คือถ้ามีวางอยู่บนชั้นก็ขอซื้อไว้ก่อน”

ลูกค้าใหม่พากันมาที่ร้านจักรยานจากสองเหตุผลแต่ล้วนแล้วเป็นเพราะโรคระบาด COVID-19 คือ ผู้บริโภคต้องการหาวิธีออกกำลังกายกลางแจ้งมากขึ้น เนื่องจากฟิตเนสและสตูดิโอโยคะถูกปิดชั่วคราว อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้บริโภคต้องการหาทางเลือกอื่นในการเดินทาง โดยหันมาใช้รถยนต์หรือจักรยานแทนขนส่งมวลชน

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย NPD Group รายงานว่า เฉพาะเดือนมีนาคม 2020 ยอดขายจักรยานเติบโตขึ้น 39% เทียบกับเดือนมีนาคมปี 2019 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคต้องการทางเลือกเพื่อเว้นระยะห่างจากผู้อื่นในการเดินทาง

Photo by Clem Onojeghuo from Pexels

มาดูสถานการณ์ร้านซ่อมจักรยานบ้าง การ์ฟิลด์ คูเปอร์ เจ้าของบริษัท ZenCog Bicycle ในเมืองแจ็กสันวิลล์ รัฐฟลอริดา กล่าวว่า เขาต้องหาช่างซ่อมมาเพิ่มเพื่อส่งงานที่เข้ามาให้ทัน งานซ่อมที่ปกติจะเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง กลายเป็นว่าตอนนี้ลูกค้าต้องต่อคิวยาวไปถึง 1 เดือน และเหมือนกับร้านของอัตทายี คือคูเปอร์ไม่ได้หยุดสักวันเดียวมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว

ปกติแล้วร้านซ่อมจักรยานมักจะเงียบลงในช่วงฤดูร้อน แต่ปีนี้ยังไม่พบการชะลอตัวของลูกค้าเลย “นานมากแล้วที่จักรยานไม่ได้เป็นของสำคัญสำหรับคนอเมริกันแบบนี้” คูเปอร์กล่าว

โรเบิร์ต คีทติ้ง เจ้าของร้าน Triathlon Lab ชานเมืองลอสแอนเจลิส กล่าวว่า เขาไม่เคยเห็นจักรยานบูมขนาดนี้มาก่อนในรอบ 37 ปีที่เขาทำงานร้านจักรยานมา ปัจจุบันร้านของเขาเปลี่ยนจากการขายจักรยานไฮเอนด์มาเป็นจักรยานราคาเข้าถึงง่ายมากขึ้น เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการนำไปขี่ในย่านของตัวเองและบริเวณชายหาด

ในอีกมุมหนึ่ง เจ้าของร้านจักรยานต่างกังวลว่ากระแสฮิตจักรยานจะอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะขณะนี้ลูกค้าสนใจจักรยานเป็นทางเลือกหนีไวรัสโคโรนาเพราะมีรถยนต์บนท้องถนนน้อยลง ถนนดูมีความปลอดภัยมากขึ้นในการใช้จักรยาน หากการจราจรเริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิม พวกเขาอาจจะลดความสนใจลงไป

อย่างไรก็ตาม บางเมืองของสหรัฐฯ เริ่มปรับพื้นที่ผิวถนนให้เป็นเลนจักรยานเพิ่มแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นตัวช่วยให้ความนิยมในจักรยานคงอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว

Source

]]>
1281959
“เฟด” คงอัตราดอกเบี้ย 0-0.25% อัดฉีดเงินฟื้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจีดีพี Q1 ติดลบ 4.8% https://positioningmag.com/1276201 Thu, 30 Apr 2020 06:33:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1276201 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0-0.25% โดยพร้อมจะใช้ “เครื่องมือทางการเงินทุกรูปแบบ” เพื่อกระตุ้นเเละเยียวยาเศรษฐกิจที่ได้รับกระทบอย่างหนัก จากโรคระบาด COVID-19

ความเคลื่อนไหวนี้ เป็นไปพร้อมกับการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐฯ ประจำไตรมาส 1/2563 โดยเศรษฐกิจติดลบถึง 4.8% แย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะติดลบ 3.5% เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่จีดีพีในไตรมาส 4/2008 ในช่วงวิกฤตการเงินที่เคยติดลบ 8.4%

ในช่วงไตรมาสเเรก การใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ลดลง 7.6% การใช้จ่ายด้านสินค้าคงทนลดลง 16.1% และการใช้จ่ายในภาคบริการดลดลง 10.2% ด้านการส่งออกหดตัวลง 8.7% และการนำเข้าหดตัวลง 15.3%

ขณะที่ผลกระทบจากการเเพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้สหรัฐฯ มียอด “ผู้ว่างงาน” สูงเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงาน นับตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 26.5 ล้านคน เเละคาดว่าจะบวกเพิ่มอีก 3.5 ล้านคน เป็นราว 30 ล้านคนในสิ้นเดือน เม.ย. ทำให้อัตราว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 14%

Jerome Powell ประธานเฟด ระบุระหว่างแถลงผลการประชุมว่า อัตราการจ้างงานในสหรัฐฯ คงไม่สามารถฟื้นกลับมาสู่ระดับต่ำสุดของเดือน ก.พ. ที่ 3.5% ได้ในเร็ววันนี้ ยังต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมามีการจ้างงานในระดับสูงสุดได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า มาตรการห้ามออกนอกเคหะสถาน เป็นการ “ลงทุนเพื่อสุขภาพ” ทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม เเม้จะทำให้มีความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เฟดได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับใกล้ 0% พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเศรษฐกิจ ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเพื่อรักษาสภาพคล่องของตลาดสินเชื่อ
ซื้อพันธบัตรและปล่อยเงินกู้ให้กับภาคธุรกิจ รวมถึงซื้อคืนหลักทรัพย์ที่อยู่อาศัยและเพื่อการพาณิชย์ที่จดจำนองด้วย

โดยเเผนการถัดไป ประธานเฟด ระบุว่า จะมีการใช้ “เครื่องมือทางการเงินทุกรูปแบบ” เพื่อขยายโครงการความช่วยเหลือฉุกเฉินที่จำเป็น ช่วยเหลือครัวเรือนเเละภาคธุรกิจในสหรัฐฯิ ให้สามารถรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในสภาวะวิกฤต เเละยืนยันว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว เเละเงินเฟ้อกลับเข้าสู้เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%

 

ที่มา : CNN 

]]>
1276201